ข่าว

สตช.แจงสภาตร.ไม่ได้ใส่เกียร์ว่าง-หนุนออกกม.ให้อำนาจปราบม็อบ

สตช.แจงสภาตร.ไม่ได้ใส่เกียร์ว่าง-หนุนออกกม.ให้อำนาจปราบม็อบ

05 มิ.ย. 2552

กมธ.วุฒิฯ สัมมนาถกแก้ปัญหาม็อบ- “ เจตน์ มงคลหัตถี ” ยันตำรวจไม่ได้ใส่เกียร์ว่างปล่อยม็อบป่วน ชงให้ภาคประชาชนเสนอกฎหมายคุมม็อบ รับตำรวจไร้เครดิตในสายตาประชาชน-สวป.นางเลิ้งบ่นปัญหาม็อบบีบคั้นจิตใจ

 เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 5 มิ.ย. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการยุติธรรมและการตำรวจวุฒิสภา ที่มีนายสมัคร เชาวภานันท์ ส.ว.สรรหา ประธานคณะกรรมาธิการ ได้จัดสัมมนาเรื่อง “ การดูแลรักษาความปลอดภัยของรัฐในการชุมนุมสาธารณะและตามรัฐธรรมนูญ ” โดยมีผู้ร่วมสัมมนาในภาคส่วนต่างๆ คือ นายบำรุง คะโยธา ที่ปรึกษากลุ่มสมัชชาคนจน พล.ต.ท.เจตน์ มงคลหัตถี ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) นายวสันต์ พาณิช ที่ปรึกษาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยมีภาคประชาชน และนายตำรวจระดับรองผกก. สวป. และระดับปฏิบัติการจากพื้นที่และสน.ต่างๆ รวมทั้งนายทหารที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านมวลชน เข้าร่วมกว่า 100 นาย

 พล.ต.ท.เจตน์ กล่าวว่า ตำรวจไม่ได้ต้องการให้มีการร่างกฎหมายใหม่เพื่อมาดูแลโดยเฉพาะ แต่ต้องการให้การชุมนุมที่เป็นไปด้วยความไม่สงบลดลง ส่วนใครทำผิดกฎหมายต้องถูกดำเนินคดีตามความผิดที่ทำ แต่หากจะไม่ให้ตำรวจไม่ดำเนินคดีใครนั้นสามารถทำได้ แต่ต้องทำด้วยความเท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย

 สำหรับรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 ว่าด้วยเรื่องสิทธิของการชุมนุมนั้น ตนเห็นว่ายังเป็นปัญหาในเรื่องการพิจารณาเรื่องความสงบ ซึ่งตรงนี้ต้องมีความชัดเจนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ได้ตามกฎหมาย เพราะการจะให้ตำรวจไปเจรจานั้นไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพราะไม่ใช่คู่เจรจา ตำรวจต้องอยู่ตรงกลาง ทำหน้าที่ดูแลแก้ปัญหา ซึ่งการชุมนุมบนท้องถนนเป็นอำนาจของพนักงานจราจร

 "แต่วันนี้การชุมนุมบางครั้งจะเรียกว่าการชุมนุมหรือการก่อจลาจลดี ซึ่งดูจากภาพที่ปรากฏ มีการบุกเข้าไปเผา หากมีการกระทำเกินกว่าเหตุ ก่อการจลาจล จะให้เกิดการจลาจล จะทำให้ตำรวจทำอย่างไรตรงนี้เป็นการยากในการปฏิบัติหน้าที่ จะให้ทำต่อหรือให้ตำรวจยับยั้ง "พล.ต.ท.เจตน์กล่าว

 ตัวแทนจากสตช. ยังกล่าวอีกว่า หากมีการชุมนุมขอให้แจ้งว่าจะชุมนุมที่ไหน เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดูแลทั้งสองฝ่าย บางทีมีการตั้งบังเกอร์ในการชุมนุมด้วย ไม่ทราบว่าจะไปรบกับใคร แต่หากเป็นการชุมนุมโดยสงบตำรวจจะไม่เข้าไปทำอะไร และให้คุ้มครองทั้งสองฝ่าย แต่หากมีการพกดาบ หรือมีดสปาร์ต้าเข้าไปด้วยแล้วบอกว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบจะถูกต้องหรือไม่ หรือการใช้พื้นที่สาธารณะเกินสมควร เกินกว่าเหตุ ซึ่งคงแปลความหมายกันได้ว่าความสมควรอยู่ตรงไหน หรือมีแนวโน้มในการก่อความไม่สงบเกิดขึ้น เช่น เหตุการณ์ชุมนุมที่พัทยาก็ไปพังโรงแรม หรือที่รัฐสภาก็เคยถูกปิดล้อม ออกกันไม่ได้ ต้องปีนรั้ว

 ทั้งนี้ การชุมนุมไม่ควรไปอยู่ใกล้วัด พระบรมมหาราชวัง และโรงเรียน ตนอยากให้อยู่ในกรอบนี้ หากหลุดจากรอบนี้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เจ้าหน้าที่ตำรวจ มีอำนาจบอกให้ยุติการชุมนุมก่อนที่จะมีการฆ่ากันตายได้หรือไม่

 “หากจะออกกฎหมายหรือกฎกระทรวงรองรับการทำงานของเจ้าหน้าที่ จะทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ชัดเจนขึ้น ผมยอมรับว่าวันนี้ตำรวจไม่ได้รับความไว้วางใจให้ไปออกกฎหมายเอง ซึ่งหากมีการเสนอกฎหมายโดยภาคประชาชนหรือรัฐบาลหรือสภาให้รัฐสภาพิจารณากำหนดขอบเขตเรื่องการชุมนุมจะได้รับการยอมรับมากกว่า เหตุการณ์ชุมนุมที่ผ่านมาตำรวจไม่ได้ใส่เกียร์ว่าง ยืนยันใส่ทุกเกียร์ แต่มีคนขโมยเครื่องออกมันเลยวิ่งไม่ได้” พล.ต.ท.เจตน์กล่าว

 พล.ต.ท.เจตน์กล่าวว่า สำหรับส่วนตัวตนคิดว่าหากจะออกกฎหมายเพื่อดูแลแก้ปัญหาการชุมนุมของประชาชนในพที่สาธารณะมีขั้นตอนในการแก้ปัญหาการชุมนุมไว้คือ 1. ประกาศให้ยุติการชุมนุม 2. ให้เวลา 1 ชั่วโมง ถ้าใครไม่ไปจะใช้กำลัง 3. ใช้อุปกรณ์ฉีดน้ำไล่ ซึ่งเป็นวิธีการสากลที่ใช้กัน 4. ใช้แก๊สน้ำตา และ 5. อาจใช้อาวุธคือกระสุนยาง เจ็บแต่ไม่ตาย ซึ่งจะทำให้การชุมนุมอยู่ในเกณฑ์ได้ หากยอมรับขั้นตอนตรงนี้ได้

 นายไพโรจน์ กล่าวว่า ประชาชนต้องอยู่กับการชุมนุมตลอดชีวิต แต่ปัญหาคือจะทำอย่างไรให้เกิดการยอมรับของทั้งสองฝ่าย ดังจะเห็นว่าสถิติการชุมนุมเพิ่มขึ้นตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ มีการชุมนุมเฉลี่ย 150 ครั้งต่อปี จนเพิ่มขึ้นเป็น 2,200 ครั้งต่อปีในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะที่ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 51 จนถึงเดือนเมษายน 52 มีการเดินขบวนของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน 80 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 50,000 กว่าคน แต่ไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ส่วนเหตุผลที่การชุมนุมของภาคประชาชนยืดเยื้อเพราะไม่มีรัฐบาลลงไปเจรจาหรือแก้ไขปัญหาให้

 "ถ้ามีการชุมนุมเกิดขึ้นรัฐบาลต้องกระตือรือร้นแก้ปัญหา อย่างน้อยต้องเปิดให้มีการเจรจาเพราะปัญหาที่ผ่านมากลไกข้าราชการไม่สามารถแก้ปัญหา ดังนั้นรัฐบาลต้องลงไปแก้ไข ซึ่งจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ ลดทอนการเผชิญหน้า นอกจากนี้ ในส่วนการชุมนุมที่เกินเลยจนเกิดการเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สิน จะต้องเร่งดำเนินคดีให้ศาลเป็นคนตัดสินเพื่อสร้างบรรทัดฐาน หากปล่อยให้เจ๊าทางการเมืองเมื่อไหร่จะเละ จึงขอเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีกับการชุมนุมทุกคดี โดยเฉพาะการชุมนุมทางการเมือง "นายไพโรจน์ กล่าว

 เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพฯ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวไม่อยากให้ออกมาเป็นกฎหมายเพื่อมาดูแลการชุมนุมโดยเฉพาะ แต่ยังต้องมีเจ้าหน้าที่มาดูแล อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ยอมรับการชุมนุมที่เกินเลยก่อให้เกิดความรุนแรง จนเสียความชอบธรรมและอยู่ไม่ได้ ขณะที่ผู้ชุมนุมทุกคนต้องรักษาความสงบเพื่อรักษาความชอบธรรมตรงนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของตำรวจ แต่เป็นเรื่องของสังคมที่ต้องช่วยกันรวมทั้งรัฐที่ต้องมีหน้าที่เข้าไปแก้ไขปัญหา ขณะที่รัฐบาลควร จัดตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมาเพื่อดูแลปัญหาการชุมนุมของกลุ่มประชาชนโดยเฉพาะ อาจเป็นกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร เพื่อ ดูแลแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมือง

 ส่วนนายบำรุงกล่าวว่า เชื่อว่าการชุมนุมเป็นทางออกดีที่สุดเพราะตราบใดที่ผู้มีอำนาจไม่แก้ปัญหาให้คนยากจน สมัยสหพันธุ์ชาวนาชาวไร่ตั้งแต่ปี 2517 จนถึงปัจจุบันนั้นเป็นข้อเรียกร้องเดียวกันคือพืชผลทางการเกษตรตกตก การชุมนุมดีที่สุดกว่าการไปก่อวินาศกรรมในพื้นที่ต่างๆ เพียงแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยต้องทำหน้าที่ดูแลความสงบให้ด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่มาบุกทำเนียบรัฐบาลแล้วเอาหมามากัดม็อบ มีนายพลบางคนโง่กว่านายร้อยที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา คนนั้นครั้งเดียวพอบุกทำเนียบได้ปล่อยหมามากัดประชาชน ทำให้อับอายไปทั่วโลก เพราะมีการไปฟ้องต่อสหประชาชาติ

 "เมื่อครั้งการชุมนุมของประชาชนที่เขื่อนน้ำอูน สจ.สกลนคร สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกฯ หลายพันครอบครัวไม่ได้รับการจ่ายค่าชดเชยที่ดิน จนมาถึงสมัยพล.อ.ชวลิตเป็นนายกฯ ได้นำเรื่องนี้กลับมาพิจารณา แต่มีการจ่ายค่าชดเชยจริงๆ สมัยพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ โดยจ่ายให้ครัวเรือนละ 1.5 แสนบาท ซึ่งจะเห็นได้ว่าการแก้ไขปัญหาให้กับคนยากจนนั้นเป็นไปด้วยความล่าช้ามาก ทำให้เกิดปัญหาการชุมนุมเรียกร้องเพื่อให้ได้สิทธิที่เขาพึงได้ โดยที่รัฐบาลไม่เหลียวแลเอาใจใส่ "นายบำรุงกล่าวยกตัวอย่าง

 ที่ปรึกษากลุ่มสมัชชาคนจน กล่าวว่า การเดินขบวนเป็นทางออกการแก้ไขปัญหาในประเทศโดยเฉพาะประเทศที่ผู้มีอำนาจไม่ตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหา เพราะที่ผ่านมาข้อเรียกร้องในการออกมาชุมนุมยังวนเวียนอยู่ในเรื่องเดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเกษตร เรื่องที่ดิน เรื่องเขื่อน ซึ่งตราบใดผู้มีอำนาจยังเมินเฉยต่อข้อเสนอของประชาชนก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องการชุมนุม ส่วนที่เสนอให้มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนการชุมนุมนั้น เชื่อว่าไม่สามารถทำได้เพราะเมื่อแจ้งเจ้าหน้าที่ก็จะถูกสกัดไม่ให้เข้าไปร่วมชุมนุม

 ขณะที่นายวสันต์กล่าวว่า หากการชุมนุมก่อให้เกิดการจราจลหรือมีการใช้ความรุนแรงเจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองสามารถเข้าไปจัดการได้ จะมาพูดเรื่องสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญคงไม่ได้ ส่วนการขอใช้พื้นที่ถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง หากไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้การชุมนุมก็จะทำไม่ได้ หรือหากฝ่าฝืนทำต่อไปถือว่าผิดกฎหมาย อย่างไรก็ดีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในเรื่องสิทธิเสรีภาพของการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ กับพ.ร.ก.บริการาชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน การชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาสามารถทำได้ แต่ให้ระมัดระวังการกระทำผิดพ.ร.บ.จราจรด้วย เพราะเป็นการไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงท้ายของการสัมมนา ได้เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น โดยพ.ต.ต.วิรุทธิ์ อยู่คร สวป.สน.นางเลิ้ง กล่าวว่า การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมมีปัญหาในแง่การบีบคั้นทางจิตใจ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมต้องการใช้ประโยชน์จากสถานที่สาธารณะเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของตนเอง ซึ่งตนเห็นด้วยว่าควรให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาเพื่อดูแลแก้ไขปัญหาการชุมนุม ซึ่งประกอบด้วย 4 ฝ่าย คือ 1. ผู้ชุมนุม 2. หน่วยงานที่ไปปักหลักชุมนุม 3. ตำรวจ และ 4. หน่วยงานสาธารณูปโภค อาทิ กทม. จะทำให้ตำรวจสามารถทำงานสะดวกขึ้น