
อภิสิทธิ์ยันให้ความสำคัญเรื่องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
อภิสิทธิ์ ยันให้ความสำคัญเรื่องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น แต่วอนในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจขอให้ช่วยลดงบประมาณและการดูงานต่างประเทศ ชี้อย่าใช้ความรุนแรงแม้มีความเห็นต่างทางการเมืองและอย่าดึงสถาบันที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง
เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 5 มิ.ย. ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานปาฐกถาพิเศษและกล่าวเปิดการประชุมใหญ่สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย (ส.ท.ท.) ครั้งที่ 52 ตอนหนึ่งว่า ตั้งแต่ตนเข้ามาหรือแม้แต่ก่อนเข้ามาทำงานการเมืองได้ให้ความสนใจและความสำคัญกับเรื่องการกระจายอำนาจมาตลอด ด้วยความเชื่อว่าการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นจะเป็นกลไกที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นได้ดี และน่าจะดีกว่าการปกครองที่รวมศูนย์อำนาจหรือบริหารจัดการจากพื้นที่ที่ห่างไกล เพราะคนที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ย่อมรู้ปัญหาได้ชัดเจนกว่า อีกครั้งการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกระบวนการสำคัญที่ส่งเสริมให้ประชาธิปไตยหยั่งรากลึกลงสู่สังคม และที่สำคัญคือทำให้ประชาชนในพื้นที่สัมผัสถึงคุณค่าของระบอบประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง โดยในอดีตตนได้มีโอกาสร่วมทำงานผลักดันเรื่องการกระจายอำนาจมาโดยตลอด และสามารถผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจออกมาได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายว่าช่วงที่ตนไม่ได้มีโอกาสทำงานในฝ่ายบริหารนั้น ตนได้พยายามเสนอแนะวิธีการที่จะนำไปสู่การถ่ายโอนภารกิจไปสู่ท้องถิ่นให้สำเร็จและเป็นที่ยอมรับ แต่ก็ไม่มีการดำเนินการจากฝ่ายบริหารในขณะนั้น ดังนั้นเมื่อตนมีโอกาสกลับเข้ามาเป็นฝ่ายบริหารอีกครั้งหนึ่งก็ตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะผลักดันเรื่องนี้ โดยจะดูแลเรื่องคณะกรรมการกระจายอำนาจด้วยตัวเอง ซึ่งในส่วนของการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2550 นั้น กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานอื่นๆได้จัดทำกฎหมายไว้แล้วชุดหนึ่ง แต่ตนยืนยันว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นทั้งหมดนั้น คณะกรรมการกระจายอำนาจควรจะต้องมีส่วนในการพิจารณาด้วย ซึ่งขณะนี้กฎหมายท้องถิ่นทั้งชุดที่จะต้องมีการแก้ไขคณะกรรมการกระจายอำนาจได้ดำเนินการเสร็จแล้ว และเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งตนตั้งใจว่ากฎหมายทั้งชุดควรเข้าสู่การพิจารณาของสภาได้ในสมัยประชุมนิติบัญญัติที่จะเริ่มต้นในเดือน ส.ค.นี้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาเรื่องการถ่ายโอนภารกิจนั้นยังติดอยู่ที่ 2 เรื่อง คือ โครงสร้างกฎหมาย และภารกิจของท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและสาธารณสุข ที่ยังมีแรงเสียดทานค่อนข้างมากในการถ่ายโอน และสิ่งที่เราต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา คือ การคัดค้าน ต่อต้าน การกระจายอำนาจมักจะอ้างเรื่องความไม่โปร่งใสของการบริหารจัดการในท้องถิ่น ตนเป็นคนหนึ่งที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายเพราะต้องยอมรับว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในท้องถิ่นก็มี บางแห่งอาจจะมีมาก แต่จะบอกว่าส่วนกลางและส่วนภูมิภาคไม่คอร์รัปชั่นก็ไม่เป็นความจริง เพราะมันเป็นปัญหาของทั้งสังคมซึ่งเราจะต้องช่วยกันแก้ไข แต่เมื่อเราต้องการจะกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากขึ้น ดังนั้นท้องถิ่นก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการบริหารจัดการของท้องถิ่นจะมีความโปร่งใสมากกว่าที่ส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคทำ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนยืนยันว่าต้องการผลักดันให้ท้องถิ่นและการกระจายอำนาจเดินไปข้างหน้า แต่สิ่งที่เป็นปัญหาอุปสรรคมากที่สุดในขณะนี้ คือ ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ตนเชื่อว่าทุกคนก็หวั่นใจว่าตัวเลขงบประมาณปี 2553 ที่ออกมานี้ จะจัดการกันอย่างไร ขอยืนยันว่าตนทราบและตระหนักดีถึงข้อจำกัดต่างๆ แต่ต้องขอความร่วมมือจากผู้บริหารท้องถิ่นว่าให้ไปดูงบประมาณท้องถิ่นในส่วนของงบประจำส่วนใดที่พอจะปรับลดได้บ้าง และโครงการอะไรที่ไม่เหมาะสมในภาวะเช่นนี้ รวมถึงเรื่องการไปดูงานต่างประเทศ ซึ่งตนเข้าใจดีว่ามีแนวปฏิบัติและความคุ้นเคยในเรื่องเหล่านี้ แต่ในยามนี้อยากให้คำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนที่ไม่สบายใจเมื่อเห็นโครงการแบบนี้ จึงอยากขอความร่วมมือ ตนทราบว่าหลายหน่วยงานแม้แต่ในส่วนกลางก็ยังไม่ปรับลดเท่าที่ควร ตนก็พยายามเข้มงวดกวดขันในเรื่องนี้มากขึ้นแต่ต้องขอความกรุณาท้องถิ่นในการไปดูเรื่องเหล่านี้ด้วย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลกำลังตั้งใจเปลี่ยนแปลงอีกหลายอย่าง ทั้งปัญหาภาคการเกษตร ปัญหาที่ดินทำกิน หนี้สินเกษตรกร ราคาพืชผลเกษตร ซึ่งหัวใจสำคัญที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สำเร็จอยู่ที่ฐานข้อมูล เพื่อจะได้รู้ว่าแต่ละพื้นที่มีปัญหาที่แท้จริงอย่างไรบ้าง โดยท้องถิ่นต้องเข้าไปมีบทบาทมากในส่วนนี้ และที่สำคัญคือสิ่งที่จะทำให้บ้านเมืองพ้นจากวิกฤตจริงๆมี 2 เรื่องที่ตนต้องขอความร่วมมือจากท้องถิ่นเป็นพิเศษ คือ 1.ทำอย่างไรให้การพัฒนายั่งยืนยิ่งขึ้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบปีต่อปีจนกลายเป็นการแก้ปัญหาซ้ำซาก และ 2.ปัญหาทั้งหมดที่เราพยายามแก้ไขนั้นจะแก้ไขได้ยากถ้าสังคมแตกแยก
“ผมทราบดีว่าพวกเราทุกคนล้วนแล้วแต่มีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายกันไปในทางการเมือง เป็นเรื่องปกติ นายกเทศมนตรีทั้งหลายก็มาจากการเลือกตั้ง เข้าใจดีเท่าผมว่าการต่อสู้ทางการเมืองนั้นมันก็เป็นธรรมชาติของระบอบประชาธิปไตย และจะสังเกตได้ว่าไม่ว่าผมจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ผมพูดเสมอว่าการเมืองในอุดมคติของผมไม่ใช่การเมืองที่เหลืออยู่พรรคเดียวฝ่ายเดียว เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตย ทุกคนต้องมีที่ยืน มีโอกาส ที่สำคัญประชาธิปไตยจะเบ่งบานได้มันต้องมีการแข่งขัน ดังนั้นเราต้องยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ผมบริหารส่วนกลาง หลายคนเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เราอาจจะคิดเห็นต่างกัน เราอาจจะมีความเชื่อไม่เหมือนกัน แต่เราต้องทำงานด้วยกันได้ และต้องเปิดโอกาสให้คนที่มีความเห็นแตกต่างสามารถแสดงออกได้ เปิดโอกาสให้มีการแข่งขัน
แต่สำคัญที่สุดคือการแข่งขันต้องมีขอบเขต มีกฎ กติกา และมารยาท วันนี้ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในระดับชาตินั้น เพราะเราไม่ค่อยอยู่ในขอบเขตในความพยายามที่จะผลักดันหรือเอาชนะกันในทางการเมือง ถ้าเราเริ่มต้นได้ในทุกระดับให้การเมืองกลับเข้ามาอยู่ในขอบเขต ประชาธิปไตยเราไปได้ สิ่งที่ผมขอชัดเจนคือว่าอย่าใช้ความรุนแรง ไม่มีนักประชาธิปไตยที่ไหนใช้ความรุนแรง ใครใช้ความรุนแรงไม่ใช่นักประชาธิปไตย ดังนั้นไม่ว่าจะมีการชุมนุมประท้วงหรือเคลื่อนไหวอะไรก็ตามต้องไม่มีความรุนแรง และการเมืองต้องอยู่ส่วนการเมือง อย่าไปดึงสถาบันที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองเข้ามาอยู่ในความขัดแย้งทางการเมือง อย่าเอาการเมืองเข้าไปแทรกแซงองค์กรหรือสถาบันในสังคมที่ควรจะปลอดการเมือง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว



