ข่าว

เตือนภัย!ใช้'ถ้วย-จาน-ชามพลาสติก'เสี่ยงมะเร็ง

เตือนภัย!ใช้'ถ้วย-จาน-ชามพลาสติก'เสี่ยงมะเร็ง

09 พ.ค. 2556

'กรมวิทย์' เตือนภัยใช้ 'ถ้วย-จาน-ชามพลาสติก' ด้อยคุณภาพเสี่ยงรับสารก่อมะเร็ง ระบุสุ่มตรวจตามท้องตลาด 113 ตัวอย่าง พบผลิตจากเมลามีนปลอมถึง 103 ตัวอย่าง

 

                      9 พ.ค.56 นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ทำการสำรวจภาชนะใส่อาหารราคา 5-29 บาท จากร้านแผงลอยในตลาดนัด ร้านแผงลอยในห้างสรรพสินค้า ร้านในงานแสดงสินค้า ร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีก และห้างสรรพสินค้า รวม 113 ตัวอย่าง ซึ่งมองดูคล้ายภาชนะเมลามีน แยกความแตกต่างได้ยาก โดยในจำนวนนี้มีฉลากภาษาไทย 99 ตัวอย่าง ไม่มีฉลาก 14 ตัวอย่าง มีแหล่งผลิตในประเทศ 10 ตัวอย่าง ผลิตจากต่างประเทศ 94 ตัวอย่าง และไม่แจ้งแหล่งผลิต 9 ตัวอย่าง

                      โดยผลการตรวจวิเคราะห์ พบว่า เนื้อภาชนะถูกต้องตามฉลากเป็นเมลามีน-ฟอร์มาลดีไฮด์ (Melamine Formaldehyde) หรือเมลามีนแท้มีเพียง 7 ตัวอย่าง และอะคริโลไนไตรล์บิวทาไดอีนสไตรีน (Acrylonitrile Butadiene Styrene) 1 ตัวอย่าง ซึ่งผลิตในประเทศไทย ภาชนะที่ไม่แจ้งชนิดวัสดุในฉลากตรวจสอบได้เป็นพอลิพรอพิลีน (Polypropylene) 1 ตัวอย่าง พอลิสไตรีน (Polystyrene) 1 ตัวอย่าง

                      และพบภาชนะที่ฉลากระบุเป็นพลาสติก โดยเป็นยูเรีย-ฟอร์มาลดีไฮด์หรือเมลามีนปลอมถึง 103 ตัวอย่าง แบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ เนื้อยูเรีย-ฟอร์มาลดีไฮด์เคลือบผิวด้านในด้วยเมลามีน-ฟอร์มาลดีไฮด์ 45 ตัวอย่าง เนื้อยูเรีย-ฟอร์มาลดีไฮด์เคลือบผิวด้านนอกด้วยเมลามีน-ฟอร์มาลดีไฮด์ 53 ตัวอย่าง, เนื้อยูเรีย-ฟอร์มาลดีไฮด์เคลือบผิวด้านในและด้านนอกด้วยเมลามีน-ฟอร์มาลดีไฮด์ 4 ตัวอย่าง และเนื้อยูเรีย-ฟอร์มาลดีไฮด์ทั้งชิ้น 1 ตัวอย่าง

                      นพ.นิพนธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังได้ตรวจวิเคราะห์เพื่อหาการแพร่กระจายออกมาของฟอร์มาลดีไฮด์ จากกลุ่มตัวอย่างเมลามีนปลอมที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียสระยะเวลา 30 นาที ตามมาตรฐานการทดสอบผลิตภัณฑ์เมลามีนแท้ พบฟอร์มาลดีไฮด์แพร่กระจายออกมาในน้ำที่ใช้ทดสอบ เกินค่ามาตรฐาน 37 ตัวอย่าง เมื่อทดสอบตามอุณหภูมิใช้งานที่ 80 องศาเซลเซียส หรือ 100 องศาเซลเซียส ซึ่งแจ้งไว้ในฉลากของผลิตภัณฑ์ พบฟอร์มาลดีไฮด์แพร่กระจายออกมาในน้ำที่ใช้ทดสอบ เกินค่ามาตรฐาน 38 ตัวอย่าง

                      และเมื่อทำการทดสอบ โดยใช้ตัวแทนอาหารที่เป็นสารละลายกรดอะซิติก (acetic acid) หรือกรดน้ำส้ม ความเข้มข้นร้อยละ 4 โดยปริมาตรอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เพื่อเลียนแบบการใส่อาหารประเภทต้มยำหรือแกงส้มร้อนๆ พบฟอร์มาลดีไฮด์ ออกมาเกินค่ามาตรฐาน 64 ตัวอย่าง และพบปริมาณที่สูงเกินกว่า 100 มิลลิกรัมต่อลิตร 38 ตัวอย่าง ซึ่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 295) พ.ศ.2548 เรื่อง กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติกและสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 524-2539 เรื่องภาชนะและเครื่องใช้เมลามีน ที่กำหนดว่า ต้องไม่พบฟอร์มาลดีไฮด์ (ค่าต่ำสุดที่ตรวจวัดได้ 4 มิลลิกรัมต่อลิตร)

                      “ภาชนะใส่อาหารราคาถูกที่ทำด้วยพลาสติก รูปแบบ สีสันสวยงาม ที่ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศโดยไม่มีการตรวจสอบ มาวางจำหน่ายในท้องตลาดนั้นแม้จะมีฉลาก แต่ไม่ครบถ้วนโดยผลิตภัณฑ์บางชนิดไม่ระบุชนิดของพลาสติก บางผลิตภัณฑ์ระบุว่าเป็นเมลามีน (Melamine) ซึ่งมีทั้งบอกและไม่บอกแหล่งผลิต ไม่ระบุเครื่องหมายรับรองความปลอดภัยสำหรับใช้บรรจุอาหาร ทั้งนี้เมื่อใส่อาหารทั้งร้อนและเย็น อาจทำให้มีการแพร่กระจายของสารเคมีได้ โดยเฉพาะสารฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง” นพ.นิพนธ์ กล่าว

                      ด้าน นางลัดดาวัลย์ โรจนพรรณทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการควบคุมภาชนะประเภทยูเรีย-ฟอร์มาลดีไฮด์ หรือเมลามีนปลอม และไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบกำกับดูแลด้านความปลอดภัยสินค้าเหล่านี้ จากการสำรวจครั้งนี้พบว่าภาชนะที่ทำด้วยลามีนปลอม มีการนำเข้ามาจากต่างประเทศ มีวางจำหน่ายทั่วไป ราคาถูก ตรวจพบฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งแพร่ออกมาได้ตามอุณหภูมิการใช้งาน ยิ่งใช้งานที่อุณหภูมิสูงจะมีฟอร์มาลดีไฮด์ออกมาปริมาณมาก โดยเฉพาะถ้าอาหารนั้นมีความเป็นกรดและความร้อนสูง

                      ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ควรสังเกตและเลือกซื้อภาชนะถ้วย จาน พลาสติกที่มีฉลากกำกับให้รายละเอียดชนิดของวัสดุ ข้อกำหนดการใช้งาน มีแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ และที่สำคัญคือภาชนะเหล่านี้ต้องที่ได้รับการรับรองหรือมีตราเครื่องหมายการรับรองคุณภาพมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการยืนยันได้ในระดับหนึ่งว่า สินค้าเหล่านั้นได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพว่าได้มาตรฐาน และควรปฏิบัติตามคำเตือนที่ผู้ผลิตแจ้งไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากการได้รับสารฟอร์มาลดีไฮด์

 

'กรมวิทย์' เผยผลตรวจยาโอเซลทามิเวียร์ของอภ.ไม่หมดอายุ

 

                     วันเดียวกัน นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า จากที่ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้สั่งการให้ กรมควบคุมโรค กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ อย. ประชุมร่วมกับ องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เพื่อสร้างความมั่นใจกับประชาชนกรณีวัตถุดิบยาโอเซลทามิเวียร์ ซึ่งมีการสำรองไว้เผื่อกรณีรองรับสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกนั้น โดยมีประเด็นเรื่องยาใกล้หมดอายุ จึงมีการตรวจสอบร่วมกันพบว่า อภ.ได้จัดซื้อวัตถุดิบจากบริษัท Hetero Labs Limited ประเทศอินเดีย เพื่อนำมาผลิตยาต้านไวรัส GPO-A-FLU โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ 1 ส.ค.2551-16 ส.ค.2552 จำนวน 1,540 กิโลกรัม ซึ่งผลิตและจำหน่ายหมดแล้ว ช่วงที่ 2 คือ ระหว่าง 24 ก.ค.2552-31ก.ค.2552 จำนวน 4,399.68 กิโลกรัม ผลิตและจำหน่ายไปบ้างแล้วเหลือวัตถุดิบสำรองอีก 3,499.9 กิโลกรัม หรือ 3.4 ตัน สามารถได้ 30 ล้านเม็ด

                     นพ.บุญชัย กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบฉลากที่ถังบรรจุ พบว่า ได้ระบุวันที่ผลิต วันที่วิเคราะห์ซ้ำ (Retest Date) ไว้ โดยวันที่วิเคราะห์ซ้ำคือ เดือน มิ.ย.,ก.ค.,ส.ค. 2556 ซึ่งตามมาตรฐานวัตถุดิบจะกำหนดวันที่ผลิต วันที่วิเคราะห์ซ้ำ เพื่อเป็นการตรวจสอบมาตรฐานของเคมี ในกรณีที่ยังไม่นำมาผลิตทันที หากวิเคราะห์ซ้ำและพบปัญหาก็จะต้องเลิกใช้ทันที แต่หากยังไม่จำเป็นต้องผลิตในช่วงเวลานั้นเมื่อตรวจสอบแล้วยังอยู่ในมาตรฐานก็สามารถเก็บต่อได้และตรวจสอบซ้ำตามกำหนดจนกว่าจะนำไปผลิต หากไม่ใช่วัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป ก็จะสามารถเก็บไว้ได้จนใกล้วันหมดอายุ เมื่อนำมาผลิตแล้วก็ยังจะมีอายุต่อไปตามที่ทะเบียนยากำหนด ไม่ว่าจะผลิตทันทีหรือเก็บไว้ก็ตาม ทั้งนี้ กรณีดังกล่าว อภ.ได้แจ้งว่า จะดำเนินการตรวจซ้ำ วัตถุดิบที่เป็นตัวยาสำคัญเป็นประจำปีละครั้งตามหัวข้อสำคัญ และจะตรวจซ้ำตามที่ระบุในฉลากของถังบรรจุวัตถุดิบด้วย

                     “ขอยืนยันว่าวัตถุดิบยาโอเซลทามิเวียร์นั้นไม่ใช่ยาใกล้หมดอายุ โดยมีการกำหนดให้ผู้เก็บรักษาต้องมีการตรวจสอบมาตรฐานซ้ำ โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะดำเนินการตรวจวิเคราะห์วัตถุดิบทุกรุ่นภายหลังการตรวจของ อภ. เพื่อยืนยันคุณภาพให้เกิดความมั่นใจ และยาที่ผลิตแล้วจะมีการศึกษาความคงสภาพทุก 6 เดือนตลอดช่วงอายุของยา หากพบปัญหาก็จะเรียกคืนทั้งหมด” นพ.บุญชัย กล่าว

                     ด้านนพ.นิพนธ์ โพธ์พัฒนชัย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ตามปกติในการจัดเก็บวัตถุดิบนั้น หากเก็บวัตถุดิบและยังไม่นำไปผลิตก็จะสามารถเก็บได้นานกว่า เพราะเมื่อนำไปแปรสภาพเป็นยาเม็ดแล้ว ก็จะถูกกำหนดวันหมดอายุทันทีนับตั้งแต่มีการผลิต ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันก็จะทำให้ยานั้นๆ มีอายุที่สั้นลง แต่ส่วนมากหากเป็นบริษัทเอกชน ก็จะไม่รอและนำไปผลิตทันทีเพราะมีต้นทุนการผลิตอยู่ แต่สำหรับกรณียาโอเซลทามิเวียร์นั้น เป็นการสั่งมาเพื่อสำรองสำหรับสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดนก เมื่อยังไม่เกิดปัญหาการเก็บไว้ในรูปแบบวัตถุดิบ ซึ่งต้องดูวัตถุประสงค์ประกอบว่าสำรองไว้เพื่ออะไร โดยวัตถุดิบดังกล่าวมีเอกสารทะเบียนกำกับอยู่ว่าจะต้องตรวจสอบซ้ำหากยังไม่นำไปผลิตโดยจะสามารถเก็บไว้ในรูปของวัตถุดิบได้ถึงปี 2558 หากตรวจซ้ำแล้วยังอยู่ในมาตรฐาน