ข่าว

ไฟไหม้!วัดดังชุมพรเสียหาย10ล.

ไฟไหม้!วัดดังชุมพรเสียหาย10ล.

08 พ.ค. 2556

เกิดเหตุเพลิงไหม้ อุโบสถวัดเจ้าฟ้าศาลาลอย วัดดังของ จ.ชุมพร คาดไฟฟ้าลัดวงจรเสียหายทั้งหลังมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

 

                         8 พ.ค. 56  เมื่อเวลา 10.30 น.  ร.ต.ท.จักรกริช ธรรมรักษา ร้อยเวร.สภ.เมืองชุมพร รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้อุโบสถ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย หมู่ที่ 7 ต.บางลึก อ.เมือง จ.ชุมพร จึงรายงานให้ พ.ต.อ.วิมล พิทักษ์บูรพา ผกก.สภ.เมืองชุมพร ทราบ นำกำลังไปสอบสวนที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.นรินทร์ บุษยวิทย์ รอง.ผบก.ภ.จ.ชุมพร พ.ต.อ.จักรัช สาริกาพันธ์ รอง.ผบก.ภ.จ.ชุมพร นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองชุมพร และเจ้าหน้าที่กู้ภัยสายชลชุมพร

                         ที่เกิดเหตุเป็นตัวอุโบสถทั้งหลังภายในบริเวณวัดเจ้าฟ้าศาลาลอย อยู่ห่างจากถนนศูนย์ราชการ-บ่อนไก่ ประมาณ 300 เมตร พบเพลิงกำลังโหมลุกไหม้ อย่างรุนแรง ควันไฟลอยปกคลุมมืดมิดไปทั่วบริเวณวัด เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯต้องกันประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปอยู่นอกบริเวณนั้น โดยมีรถดับเพลิง ของเทศบาลเมืองชุมพร จำนวน 3 คัน ของเทศบาลตำบลบางลึก 1 คันและของเทศบาลตำบลหาดพันไกรอีก 1 คัน ช่วยกันระดมฉีดน้ำดับไฟที่ลุกลามขึ้นไปติดหลังคาอุโบสถ จนยุบพังลงมา จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปประมาณ 1 ชั่วโมง ไฟที่ลุกไหม้ก็ได้สงบลง จากการตรวจสอบความเสียหายเบื้องต้นพบว่าอุโบสถทั้งหลังถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด

                         จากการสอบสวนพระน้อย อุชุจาโร อายุ58 ปี พระลูกวัดซึ่งมีหน้าที่เก็บกุญแจและเป็นผู้ดูแลอุโบสถ ทราบว่า เวลาประมาณ 10 โมงเช้า ขณะที่พระครูพิพัฒน์ขันตยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดรวมทั้งพระลูกวัดทั้งหมด จำนวน10 รูป กำลังฉันท์อาหารอยู่ที่ศาลาโรงฉันท์ ก็ได้ยินเสียระเบิด ดังขึ้นตูมใหญ่ คล้ายหม้อแปลงไฟฟ้าระเบิด สักพักก็มีชาวบ้านที่กำลังจัดเตรียมสถานที่เพื่อจะจัดงานประจำปีของวัด วิ่งขึ้นไปบอกเจ้าอาวาสว่าไฟไหม้ภายในอุโบสถ นจึงวิ่งไปเปิดประตูอุโบสถ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้

                         เนื่องจากไฟได้โหมลุกไหม้อย่างรวดเร็วและควันไฟฟุ้งกระจายมองอะไรไม่เห็น จึงได้โทรศัพท์แจ้งรถดับเพลิงและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งนี้เหตุที่เพลิงได้ลุกไหม้อย่างรวดเร็ว น่าจะเป็นเพราะ อุโบสถหลังนี้บานประตูหน้าต่างทุกบานรวมทั้งโครงหลังคาสร้างด้วยไม้สักทั้งหมดส่วนตัวอุโบสถก่ออิฐฉาบปูน อีกทั้งด้านขวาขององค์พระประธานในอุโบสถเป็นที่ตั้งของกองธูปเทียนซึ่งอยู่ติดกับแผงตัวสวิตซ์ไฟฟ้า อาจเป็นไปได้ว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากตัวสวิตซ์ไฟฟ้าและสายไฟฟ้าที่เก่าอาจทำให้ไฟฟ้าลัดวงจรและลามไปติดกองธูปเทียน จนเกิดไฟไหม้ดังกล่าว

                         ด้าน พ.ต.อ.นรินทร์ บุษยวิทย์ รอง.ผบก.ภ.จ.ชุมพร  เปิดเผยว่า อุโบสถหลังนี้ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2502 ถึงวันนี้มีอายุ54 ปี อาจเป็นไปได้ว่าสายไฟและแผงสวิตซ์ที่เก่าเกินไปอาจทำให้ไฟฟ้าลัดวงจร และจากการสอบสวนเบื้องต้นได้รับการยืนยันจากพระน้อย อุชุจาโร พระลูกวัดที่ดูแลและเก็บรักษากุญแจประตูอุโบสถว่าก่อนหน้าที่จะเกิดไฟไหม้ไม่มีผู้ใดเข้าไปภายในอุโบสถเลย ดังนั้นหลังเพลิงสงบสนิทแล้วจะได้ให้ตำรวจฝ่ายพิสูจน์หลักฐาน ภ.จ.ชุมพร เข้าไปตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้งหนึ่ง เบื้องต้นจึงสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร และจากการสรุปความเสียหายเบื้องต้นน่าจะอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาท

                         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับวัดเจ้าฟ้าศาลาลอย เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของ จ.ชุมพร มานานกว่าร้อยปี และมีพระเกจิชื่อดัง คือ “หลวงปู่สงฆ์ จนฺทสโร” ได้มรณภาพมาแล้วเกือบ 30 ปีโดยตอนที่หลาวปู่สงฆ์มรระภาพยังเป็นที่ติดตาของชาวบ้านว่ามีเต่ามาร่วมในงานศพและเคารพร่างของหลวงปู่กว่า50 ตัวและใน ปัจจุบัน ทางวัดยังเก็บร่างที่ยังไม่เน่าเปื่อยไว้ในโลงแก้ว มีประชาชนทั่วทั้งประเทศให้ความเคารพศรัทธา จนเป็นที่กล่าวขานว่า “หลวงปู่สงฆ์วาจาสิทธิ์” มีความชำนาญในเรื่องสมถะกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน และเหรียญ รูปหล่อรุ่นต่างๆ ที่ปลุกเสกสมัยหลวงปู่สงฆ์ยังมีชีวิตอยู่

                         โดยเฉพาะเหรียญรุ่น 05 เป็นที่นิยมเก็บสะสมของบรรดาเซียนพระ และประชานทั่วไปเป็นอย่างมากและชาวบ้านบางคนถึงกับออกมายืนร้องเพื่อขอให้รถดับเพลิงเร่งเข้าช่วยในการดับเพลิงในครั้งนี้จนกลายเป้นเสียงลือว่าจะเกิดอาเพษของจังหวัดชุมพร หลังจากข่าวไฟไหม้อุโบสถวัดเจ้าฟ้าศาลาลอยแพร่สะพัดออกไป ทำให้ ประชาชนทั้งในตัวอำเภอเมืองชุมพรและอำเภอใกล้เคียงต่างเดินทางแห่กันไปที่วัดเจ้าฟ้าศาลาลอยเป็นจำนวนมาก ทำให้ถนนทางเข้าวัดรถติดยาวเ สืบเนื่องจากวัดแห่งนี้เป็นวัดที่มีหลวงปู่สงฆ์ จนฺทสโร พระเกจิชื่อดังของจังหวัดชุมพร ที่มรณภาพไปแล้ว เมื่อปี 2526 แต่ร่างของท่านไม่เน่าไม่เปื่อย จึงถูกเก็บไว้ในโลงแก้วให้ประชาชนที่เคารพศรัทธาเสื่อมใสไปกราบไว้

                         ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ประชาชนที่ไปยืนดูไฟไหม้อุโบสถของวัดในครั้งนี้ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “รู้สึกเสียดาย เพราะเป็นของเก่าที่สมควรรักษาไว้ให้ลูกหลานได้ดู”