ข่าว

'นายกฯ'เรียกถกทีมศก.ไร้เงา'ผู้ว่าฯธปท.'

'นายกฯ'เรียกถกทีมศก.ไร้เงา'ผู้ว่าฯธปท.'

08 พ.ค. 2556

'ปู' เรียกถกทีมเศรษฐกิจ ไร้เงา 'ผู้ว่าฯธปท.' ร่วมวง ด้าน 'ประธานฮิตาชิ' เข้าพบ 'นายกฯ' สนใจลงทุนรถไฟความเร็วสูงในไทย

 

                          8 พ.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อช่วงเช้าวันนี้ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมหน่วยงานด้านเศรษฐกิจที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม อาทิ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายอารีพงษ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายวิม รุ่งวัฒนจินดา เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายประสานงานและเผยแพร่นโยบายรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ หรือโฆษกเศรษฐกิจฯ เข้าร่วมประชุม ทั้งนี้ไม่มีนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าร่วมประชุมเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมาแต่อย่างใด

                          อย่างไรก็ตามก่อนที่จะมีการประชุมหน่วยงานด้านเศรษฐกิจนั้น ในเวลา 09.00น. ได้มีนายฮิโรอากิ นากานิชิ ประธานบริษัทฮิตาชิ ประเทศญี่ปุ่น (Mr. Hiroaki Nakanishi) เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้า

                          โดยนายฮิโรอากิ กล่าวกับนายกรัฐมนตรีว่า ฮิตาชิมีการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยยึดไทยเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาค และขอบคุณไทยที่สนับสนุนการลงทุนของบริษัทฯมาโดยตลอด

                          ด้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวกับประธานฮิตาชิว่า ขอบคุณที่เชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และหวังที่จะขยายความร่วมมือกับญี่ปุ่นในด้านต่างๆ ที่ญี่ปุ่นมีความรู้และความเชี่ยวชาญ นอกจากนี้ยังหวังว่าญี่ปุ่นจะเข้าร่วมลงทุนในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งไทยได้วางแผนการลงทุนกว่า 67 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

                          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโอกาสนี้ประธานบริษัทฮิตาชิแสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการของรัฐบาลไทยในการพัฒนาเส้นทางคมนาคมขนส่ง และนำเสนอเทคโนโลยีการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงซึ่งฮิตาชิมีความชำนาญ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีขอให้บริษัทฮิตาชิรวบรวมข้อมูลในสาขาที่ต้องการขยายความร่วมมือกับไทย เพื่อหาข้อสรุปที่เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย

 

'นายกฯ' ห่วงค่าเงินบาทแข็งทำคนตกงาน

 

                         นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (รมว.แรงงาน) กล่าวภายหลังเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานในวันแรงงานแห่งชาติ 11 ข้อที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ข้อเรียกร้องบางข้อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง เช่น การงดเว้นการเก็บภาษีเงินได้งวดสุดท้ายของลูกจ้าง ซึ่งนายกฯ ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังศึกษาในเรื่องนี้ ส่วนข้อเรียกร้องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงแรงงานนั้น ได้ดำเนินการไปแล้วหลายเรื่อง เช่น ศูนย์เก็บนมแม่ และศูนย์เลี้ยงเด็กในสถานประกอบการ ซึ่งจะเร่งขยายไปสู่โรงงานที่มีลูกจ้างมากกว่า 50 คนขึ้นไป รวมถึงการให้แรงงานชายได้รับสิทธิ์หยุดงานเพื่อช่วยภรรยาเลี้ยงลูกโดยไม่ถูกหักเงินเดือน  กระทรวงก็ได้ออกประกาศขอความร่วมมือไปยังสถานประกอบการต่างๆ

                         นอกจากนี้การรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ฉบับบที่ 87 และ 98 ว่าด้วยสิทธิการรวมตัวและเจรจาต่อรอง อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และเมื่อได้รับความเห็นชอบจะนำเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภาผู้แทนราษฏรต่อไป ส่วนการปฏิรูปประกันสังคมให้เป็นองค์กรอิสระนั้น ได้ให้ทางสำนักงานประกันสังคม (สปส.) หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและศึกษาว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ ขณะเดียวกันนายกฯได้สอบถามถึงกรณีการขอลดการจ่ายเงินสมทบของผู้ประกันตน มาตรา 39 ซึ่งปัจจุบันต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนร้อยละ 8 ของเงินเดือนอัตราเดิมว่าจะลดต่ำกว่านี้ได้หรือไม่ ทั้งนี้ตนชี้แจงว่าได้ให้สปส.ไปศึกษาในเรื่องนี้ว่าจะสามารถลดได้หรือไม่และหากลดได้เป็นจำนวนเท่าใดจึงเหมาะสม

                         นายเผดิมชัย กล่าวอีกว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังได้สอบถามถึงผลกระทบด้านแรงงานจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ที่มีผลบังคับใช้มามากกว่า 4 เดือน โดยตนชี้แจงว่ามีสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจนถึงขั้นต้องปิดกิจการและแรงงานถูกเลิกจ้างเป็นจำนวนไม่มาก อย่างไรก็ตาม นายกฯ ยังได้กำชับให้กระทรวงแรงงานดูแลและรักษาแรงงานที่ถูกเลิกจ้างไว้ในระบบ จึงให้กระทรวงแรงงานเร่งจัดหาตำแหน่งงานใหม่ให้แก่แรงงานเหล่านี้

                         “นายกฯยังได้สั่งการให้กระทรวงแรงงานสำรวจผลกระทบด้านแรงงานจากปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัว โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจส่งออกว่า มีการปิดกิจการและเลิกจ้างแรงงานหรือไม่ และให้สรุปข้อมูลเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาทิ สำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อนำข้อมูลมาบูรณาการและแก้ปัญหา ผมจะสั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ไปติดตามเรื่องนี้” นายเผดิมชัย กล่าว

                         รมว.แรงงาน กล่าวต่อไปว่า นายกฯยังได้สอบถามความคืบหน้าการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งตนรายงานว่าขณะนี้กระทรวงแรงงานได้ทำหนังสือสอบถามไปยังกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น โครงการด้านการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท โครงการพัฒนาระบบคมนาคม 2 ล้านล้านบาทว่า มีความต้องการกำลังคนในสาขาต่างๆ ในจำนวนเท่าใด รวมทั้งสอบถามไปยังกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ว่าสามารถผลิตกำลังแรงงานในสาขาต่างๆได้มากน้อยเพียงใด เพื่อนำมาบริหารจัดการกำลังคนให้เป็นไปอย่างสอดคล้องกัน

                         ทั้งนี้กระทรวงแรงงานมีแผนจัดหากำลังแรงงานใน 4 รูปแบบ คือ 1.บูรณาการการทำงานร่วมกับศธ.เพื่อขอให้ผลิตกำลังแรงงานสาขาต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ 2.การดึงแรงงานนอกระบบเข้ามาเป็นแรงงานในระบบ 3.การดึงแรงงานไทยที่กลับจากต่างประเทศ เข้าสู่ตลาดแรงงาน และ4.การนำเข้าแรงงานต่างด้าว ซึ่งจะดำเนินการตามความจำเป็น