
ชาวบ้านค้านทุบโบสถ์มหาอุตม์เก่าอายุเกือบ100ปี
ชาวบ้าน อ.สีคิ้ว โคราช ต้านทุบโบสถ์มหาอุตม์เก่าอายุเกือบ 100 ปี กับเจ้าอาวาสวัด ด้านประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัด ต้องรีบเข้ามาไกล่เกลี่ยหวั่นเกิดความแตกแยก
วันที่ 8 พ.ค.56 ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดนครราชสีมา รายงานว่า ภายหลังจากที่เกิดความขัดแย้งกันระหว่างชาวบ้านและพระภายในวัดลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เรื่องการทุบอุโบสถหลังเก่าที่มีอายุเกือบ 100 ปี เพื่อสร้างวิหารหลังใหม่แทน จนกลายเป็นกระแสข่าวดังภายในสังคมออนไลน์
ล่าสุดเช้าผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง โดยได้พบกับพระครูวิสุทธิปทุมากร เจ้าอาวาสวัดลาดบัวขาว และคณะชาวบ้าน 2 ฝ่าย ที่สนับสนุนและคัดค้านการแหลังเก่าดังกล่าวรวมกว่า 50 คน กำลังถกเถียงกันถึงเรื่องนี้อยู่บริเวณอุโบสถหลังเก่าอยู่กันอย่างตึงเครียด ซึ่งระหว่างนั้นก็ได้มีนายบัญชา ยินดี ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา เดินทางมาพร้อมกับรวินทร์ จิตสุทธิผล นายช่างเทคนิคอาวุโส สำนักศิลปากรที่ 12 นครราชสีมา เดินทางมาช่วยไกล่เกลี่ยเพื่อยุติความขัดแย้งของชาวบ้านทั้ง 2 ฝ่ายด้วย
โดยพระครูวิสุทธิปทุมากร เจ้าอาวาสวัดลาดบัวขาว และรองเจ้าคณะอำเภอสีคิ้ว กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องทุบอุโบสถหลังเก่า เนื่องจากปัจจุบันมีความทรุดโทรมเป็นอย่างมาก โดยหลังคาก็ผุพัง ปูนผนังอุโบสถก็เสื่อมสภาพ กลัวว่าจะมีการพังถล่มลงมาในไม่ช้า จึงไม่ได้ใช้ทำสังฆกรรมมาเกือบ 10 ปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันก็ได้ใช้อุโบสถหลังใหม่ที่มีความสวยงาม ใหญ่โต และกว้างขวางกว่า ขณะที่พระพุทธรูปเก่าแก่ปางมารวิชัย อายุประมาณ 70 ปี ที่อยู่ภายในอุโบสถหลังเก่า ทางวัดก็ได้เตรียมที่จะสร้างวิหารหลังใหม่ มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าวัด เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามากราบไหว้อย่างสะดวกสบาย โดยจะมีพิธีวางศิลาฤกษ์วิหารหลังใหม่ในวันที่ 12 พฤษภาคมนี้ พร้อมทั้งจัดงานฉลองสมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตรด้วย ส่วนการที่มีชาวบ้านคัดค้านนั้น อาจจะเกิดจากความไม่พอใจส่วนตัวของบุคคลบางกลุ่ม ซึ่งต้องการกลั่นแกล้งตนคืน แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะเชื่อว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ในพื้นที่ ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว จะทราบดีอยู่แล้ว
ด้านนายมนตรี ศาสตร์คำวงค์ แกนนำชาวบ้านที่คัดค้านการทุบอุโบสถหลังเก่า กล่าวว่า ชาวบ้านหลายคนไม่เคยทราบมาก่อนว่าจะมีการทุบทำลายอุโบสถหลังเก่า เนื่องจากทางวัดไม่เคยทำประชาคมก่อน และได้ทุบทำลายใบเสมารอบอุโบสถไปแล้วถึง 7 ใบ ซึ่งอุโบสถหลังนี้ถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวลาดบัวขาว ที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้ให้ลูกหลานได้ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ถึงแม้ว่าจะไม่มีประติมากรรมสวยงาม แต่มีคุณค่าทางจิตใจสำหรับคนรุ่นหลัง ดังนั้นเมื่อตนและชาวบ้านหลายคนทราบข่าว จึงได้มาร้องคัดค้านไม่ให้วัดทำการทุบทิ้งครั้งนี้
ส่วนนายรวินทร์ จิตสุทธิผล นายช่างเทคนิคอาวุโส สำนักศิลปากรที่ 12 นครราชสีมา กล่าวว่า อุโบสถหลังนี้ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานกับกรมศิลปากร เพราะสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี 2486 มีอายุเพียง 70 ปีเท่านั้น นอกจากนี้ประติมากรรมของตัวอุโบสถก็ไม่ได้มีความพิเศษใดๆ รวมทั้งไม่มีความเกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์ยุคโบราณด้วย จึงไม่เข้าลักษณะที่จะขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานได้ ดังนั้นอำนาจการรื้อถอน หรือการบูรณปฏิสังขรณ์ จึงเป็นของวัดลาดบัวขาว และชาวชุมชนโดยรอบ ซึ่งทางออกที่ดีก็คือต้องให้มีการจัดหารือกันเอง เพื่อหาข้อสรุปว่าจะรื้อถอน หรือทำการบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่
ขณะที่นายบัญชา ยินดี ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ภายหลังจากที่ได้ทำการพูดคุยไกล่เกลี่ยชาวบ้านในเบื้องต้นแล้ว ตนก็ได้เสนอให้ชาวบ้านทั้งหมด รวมทั้งพระสงฆ์ภายในวัดลาดบัวขาวทั้งหมดด้วย ให้นัดกันจัดประชุมหารือขึ้น เพื่อหาข้อสรุปว่าจะเอาอย่างไรกันดี ระหว่างการทุบทิ้งแล้วสร้างวิหารใหม่ กับการบูรณปฏิสังขรณ์อุโบสถหลังเก่าให้กลับมาใช้ได้ดังเดิม โดยการจัดประชุมหารือครั้งนี้ตนจะเดินทางมาเป็นคนกลาง เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่าย ได้เสนอทางออกและหาข้อยุติความขัดแย้งร่วมกันอย่างสันติวิธีต่อไป
สำหรับอุโบสถเก่าของวัดลาดบัวขาวแห่งนี้ เป็นอุโบสถที่สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี 2486 มีลักษณะก่อด้วยอิฐแบบโบราณ พื้นปูน หลังคามุงกระเบื้อง ขนาดความกว้างประมาณ 5 เมตร ยาวประมาณ 12 เมตร มีประตูเข้า-ออกได้ทางเดียว ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าโบสถ์มหาอุตม์ ภายในมีพระประธาน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ชื่อพระพุทธมิ่งเมืองชนะมาร อายุ 70 ปีเท่าอายุอุโบสถ เคยมีการบูรณปฏิสังขรณ์มาแล้วหลายครั้ง แต่ช่วงหลังๆ ไม่ได้ใช้งานประกอบพิธีสังฆกรรมมาแล้วเกือบ 10 ปี เพราะมีอุโบสถหลังใหม่ใช้งานแทนแล้ว จึงถูกทิ้งให้ทรุดโทรม จะกระทั่งมีการเตรียมที่จะทุบทิ้งในครั้งนี้



