ข่าว

'มาร์ค'ชี้ปิดเว็บด่า'ปู'สวนทางปชต.

'มาร์ค'ชี้ปิดเว็บด่า'ปู'สวนทางปชต.

06 พ.ค. 2556

'อภิสิทธิ์' ซัดรบ.ไม่เป็นประชาธิปไตย ชี้ 'ไอซีที' ไม่มีอำนาจสั่งปิดเว็บไซต์วิจารณ์ 'ปู' หวังผลลต.มาเลย์ถกโจรใต้ได้ต่อเนื่อง

 

                         6 พ.ค. 56  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จะดำเนินการปิดเว็บไซต์ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในทางลบว่า ตนรู้สึกแปลกใจกับเรื่องนี้ เพราะรัฐบาลที่มาจากกลุ่มคนที่บอกว่า กฎหมายความผิดทางคอมพิวเตอร์ เป็นกฎหมายที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และแม้จะมีการส่งข้อความหรือโพสต์ข้อความที่เป็นการผิดกฎหมาย เช่น มาตรา112 ก็ยังมีการโวยวายว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ทั้งที่ข้อเท็จจริงผู้ใดจะละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์มิได้ แต่เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลกลับพยายามจะเอากฎหมายตัวนี้มาใช้ ซึ่งตนคิดว่าสวนทางกับคำพูดประชาธิปไตยที่มองโกเลียของนายกรัฐมนตรี ขณะที่ต่างประเทศคงจับตาดูว่าทำไมรัฐบาลนี้เข้มงวดกวดขันกับการสื่อสารที่มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ซึ่งถือว่าไม่ใช่หลักประชาธิปไตย อย่างไรก็ตามต้องดูว่าเมื่อไอซีทีและกรณีที่พรรคเพื่อไทยดำเนินการเรียกร้องกับ กสทช. ก็ต้องติดตามว่าการที่ปากพูดว่าประชาธิปไตย ใจและพฤติกรรมเป็นอย่างไรบ้าง

 

'มัลลิกา' ลั่น 'รมว.ไอซีที' ไม่มีอำนาจสั่งปิดเว็บไซต์วิจารณ์ 'ปู'

 

                         น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) แถลงข่าวถึงกรณีไอซีทีห้ามวิพากษ์วิจารณ์น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า หลายครั้งแล้วที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) แสดงพฤติกรรมตาลีตาเหลือก ขึงขัง ทำท่าเอาจริงเอาจังต่อเรื่องการวิจารณ์น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขนาดออกโรงงัดกฎหมายมาขู่ประชาชนและอ้างการใช้อำนาจกระทรวงไอซีทีอย่างผิดๆโดยปล่อยไก่อย่างน่าเวทนา โดยระบุว่ากระทรวงไอซีทีจะปิดเว็บต์ไซต์นั้นทันที ทั้งที่หาใช่อำนาจตัวเองไม่เพราะตามกฎหมายคือกระทรวงไอซีทีมีหน้าที่เฝ้าระวังและรับเรื่องร้องเรียนตรวจสอบรักษากฎหมายในฐานะเป็นเจ้าพนักงาน จากนั้นเจ้าพนักงานคือรัฐมนตรีไอซีทีต้องเป็นผู้นำเสนอศาลออกคำสั่งปิดกั้นหรือปิดเว็บไซต์ที่กระทำผิดกฎหมายเท่านั้น มิใช่รัฐมนตรีจะไปสั่งปิดได้ทันที ตามประมวลกฎหมายอาญา ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์เอาไว้ในมาตรา 326 และ มาตรา 328 โดยมาตรา 326 “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ต้องพิสูจน์ว่าได้หมิ่นประมาทหรือไม่จนสิ้นความในชั้นศาลเสียก่อน

                         น.ส.มัลลิกา กล่าวอีกว่า ส่วนการที่สื่อมวลชน ประชาชน สังคมในโซเชียลเน็ตเวิร์ค แสดงความเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะ เช่นน.ส.ยิ่งลักษณ์ หากวิจารณ์จากข้อเท็จจริงที่บุคคลสาธารณะนั้นกระทำที่เชื่อว่าจะก่อความเสียหายต่อส่วนรวม อันนี้ถือเป็นสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองในการตรวจสอบสะท้อนความคิดเห็นอันพึงกระทำได้ แต่ถ้าข้อความคำพูดใดที่เห็นว่าเข้าข่ายล่วงล้ำถึงขั้นละเมิดหรือหมิ่นประมาท น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ไปใช้สิทธิพลเมืองแจ้งความดำเนินคดีได้ ฉะนั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์จะมีสิทธิ์เหนือคนอื่นไปกระทำเกินกว่ากฎหมายกำหนดให้ได้อย่างไร

                         น.ส.มัลลิกา กล่าวต่อว่า กลางเดือนพ.ค.นี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้นัดตนไปให้ข้อมูลเรื่องร้องค้างไว้กรณีที่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรัฐบาลนี้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการสกัดกั้นหรือปิดกั้นเว็บไซต์หมิ่นสถาบัน จาบจ้วงสถาบัน โดยเฉพาะเว็บแดงทั้งหลายที่เคยส่งไปก็ยังเปิดจาบจ้วงคาหูคาตา ทั้งนี้จึงอยากเชิญน.ส.นิ่งลักษณ์ และรัฐมนตรีไอซีที ไปดีเอสไอพร้อมกัน จะได้รู้เห็นว่าเว็บหมิ่นที่ตัวเองละเว้นไม่ลงมือทันทีเช่นเรื่องของนายกรัฐมนตรีนั้นวันนี้มันขยายไปกว้างขนาดไหน

                         "รัฐมนตรีไอซีทีอย่ามัวแต่เอาใจนายกฯอย่างฉกโอกาส หรือถ้าจะสร้างผลงานก็เอาหลักฐานลายเซ็นต์ตัวเองที่ส่งเรื่องไปชั้นศาลกี่เรื่องมาแถลง ลายเซ็นต์การแต่งตั้งเจ้าพนักงานตามกฎหมายเพื่อใช้ทักษะความเชี่ยวชาญทำงานด้านนี้มีหรือไม่ เอ็มโอยู 3 กระทรวงที่เคยบูรณาการไว้ระดับปลัด 3 กระทรวงลงนามร่วมกันได้ติดตามบ้างหรือไม่ วันๆนั่งทับอะไรนั่งทำอะไรอยู่ในกระทรวง"

 

กรรมการสิทธิฯ ติง 'อนุดิษฐ์' อย่าใช้อำนาจเกินขอบเขต

 

                         นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวถึงกรณีที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จะปิดเว็บไซต์ที่โพสต์ถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในทางเสียหายว่า ในสังคมระบอบประชาธิปไตยประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็น หรือวิพากษ์วิจารณ์บุคคลต่างๆได้ โดยต้องอยู่บนกรอบของกฎหมาย ซึ่งนายกรัฐมนตรี เป็นผู้บริหารประเทศจึงถือเป็นบุคคลสาธารณะ ที่ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ ดังนั้นนายกฯ ควรที่จะใช้โอกาสนี้นำเอาคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ มาปรับปรุงการทำงานให้ยิ่งขึ้น รัฐมนตรีหรือผู้บริหาร ควรที่จะยอมรับการแสดงความคิดเห็นของประชาชน เพราะหากการวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย โดยที่ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ก็สามารถทำได้ แต่หากการวิพากษ์วิจารณ์กระทบสิทธิหรือเป็นการพูดความเท็จ นายกฯก็สามารถยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาท ตามกระบวนการของกฎหมายได้เช่นกัน

                         "หน่วยงานรัฐหรือฝ่ายบริหาร ไม่ควรที่จะใช้อำนาจหน้าที่เกินขอบเขต ในการห้ามปราบการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ในสังคมประชาธิปไตย เพราะถือเป็นการตัดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน"

 

 

หวังผลเลือกตั้งมาเลเซีย ทำให้ถกโจรใต้ได้ต่อเนื่อง

 

                         นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทางสถานีโทรทัศน์บลูสกายชาแนลถึงผลการเลือกตั้งของประเทศมาเลเซียว่า ตนเห็นว่าต้องจับตากรณีที่มีการกล่าวหาว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งจะมีข้อยุติอย่างไร ซึ่งการเลือกตั้งของมาเลเซียครั้งนี้มีการจับตาจากทั่วโลก เพราะมีการรวมตัวของพรรคฝ่ายค้าน ส่วนผลการเลือกตั้งจะกระทบกับการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไทยหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าพรรคฝ่ายรัฐบาลชนะ ก็ต้องคาดหวังว่าการดำเนินการจะมีความต่อเนื่อง เพราะว่ารัฐบาลของนายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย รวมทั้งความสัมพันธ์ของนายนาจิบกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นที่มาของการเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น ทำให้คาดหมายว่า ผลการเลือกตั้งเป็นเช่นนี้ จะมีความต่อเนื่องในนโยบาย ขณะที่กรณีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีความรุนแรงเกิดขึ้นต่อเนื่องก็ไม่เกี่ยวกับมาเลเซียแล้ว แต่จะเกี่ยวกับฝ่ายเรามากกว่าว่าท่าทีมันเป็นอย่างไร จึงทำไห้เกิดเหตุเช่นนี้ในขณะที่อ้างว่ามีการพูดคุยสันติภาพ จึงเป็นโจทย์ของฝ่ายเรามากกว่า อย่างไรก็ตามตนเห็นว่าคงไม่สามารถจะมีการนำเรื่องการเลือกตั้งของมาเลเซียมาอ้างได้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากความไม่ต่อเนื่องของการเมืองในมาเลเซีย ทำให้การแก้ปัญหาล้มเหลว

 

เตรียมแจงปม 'ยิ่งลักษณ์' ปาฐกถาที่มองโกเลีย ต่อองค์กรตปท.วันพรุ่งนี้

 

                         นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ส.ส. และโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไปพูดปาฐกถา ที่ประเทศมองโกเลียว่า ในหลายประเด็นในสาระสำคัญ เป็นข้อมูลที่ถูกบิดเบือน ใส่ร้ายประเทศไทย โดยยกความดีให้ตัวเองและครอบครัวชินวัตร การที่ให้ข้อมลที่ผิดอาจทำให้ต่างชาติเข้าใจผิดความเป็นประชาธิปไตยของประเทศได้ รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อการค้าการลงทุน รวมทั้งในภาพรวมที่ต่างชาติมองมา ทางพรรคปชป.จึงออกแถลงการณ์ ในนามของพรรคซึ่งจะมีการจัดส่งไปประเทศต่างๆ รวมทั้งที่ประเทศมองโกเลียที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปกล่าวปาถกฐาด้วย โดยสาระสำคัญในแถลงการณ์ดังกล่าว จะอธิบายถึงที่มาที่ไปของกระบวนการทางการเมืองและประชาธิปไตยตั้งแต่ยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะเป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่การได้สัมปทานในสมัยรัฐบาลที่เกิดจากการรัฐประหาร ร่ำรวยจากการได้สัมปทานในช่วงเผด็จการ การเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีพฤติกรรมลุแก่อำนาจ ทุจริตคอร์รัปชั่น แก้กฎหมายเอื้อทุจริตครอบครัว และการปราบปรามยาเสพติดที่ทำให้เกิดการฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ รวมถึงพฤติกรรมแทรกแซงองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ถ่วงดุลย์แต่อ่อนแออย่างมากในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่มาของการต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ช่วงปลายพ.ต.ท.ทักษิณ 1 ถึงพ.ต.ท.ทักษิณ 2 โดยการปฏิวัติเกิดขึ้นในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นรักษาการนายกฯไม่ใช่นายกรัฐมนตรี และหลังการรัฐประหาร มีรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และพ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางกลับไทยสู้คดีที่ดินรัชดา

                         จากนั้นหนีคดีก่อนมีคำตัดสินจำคุก 2 ปี นอกจากนี้เมื่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามาบริหารประเทศ ก็มีการปลุกระดมมวลชน ใช้กองกำลังติดอาวุธ คุกคามประชาชน และประชาธิปไตย จนเป็นเหตุให้มีการเสียชีวิตในเหตุการณ์การชุมนุมในปี 53 และจนถึงปัจจุบันคนเสื้อแดงก็ยังไม่หยุดพฤติกรรมคุกคามผู้ที่เห็นต่าง ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระ พรรคการเมือง หรือภาคประชาชนที่เห็นไม่ตรงกับรัฐบาล อย่างไรก็ตามจะมีการทำแถลงการณ์เป็นสองภาษาคือภาษาอังกฤษและภาษาไทย

                         ขณะที่นายกษิต ภิรมย์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แถลงการณ์ของพรรคเป็นการลำดับเหตุการณ์ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับการเมืองไทย ตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเข้าสู่การเมือง เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจให้ประชาคมโลก ตอบโต้การบิดเบือนข้อเท็จจริงของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่อูลันบาตอ โดยจะมีขั้นตอนการดำเนินการคือ จะมีหนังสือแถลงการณ์ส่งไปยังคณะทูตในประเทศไทย และสหประชาชาติ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เอ็นจีโอต่างประเทศที่มีสำนักงานในประเทศไทย และหอการค้าต่างประเทศในไทยทั้งหมด ส่วนในต่างประเทศจะแจ้งไปที่เลขาธิการองค์กรประชาคมประชาธิปไตยที่จัดประชุมใหญ่ที่อูลันบาตอ ประเทศมองโกเลีย โดยมีสำนักงานใหญ่ที่โปแลนด์และสหรัฐอเมริกา และขอให้มีการส่งเป็นจดหมายเวียนไปยังประเทศสมาชิกด้วย รวมถึงองค์กรพรรคการเมือง พรรคการเมืองต่างๆในประเทศมองโกเลีย ในฐานะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม คณะมนตรีว่าด้วยนักเสรีนิยมและประชาธิปไตย และที่ประชุมพรรคการเมืองอุดมการณ์ของประเทศในเอเชียแปซิฟิค อย่างไรก็ตามแถลงการณ์จะเริ่มส่งไปยังองค์กรต่างๆในวันที่ 7 พ.ค.นี้

 

ชี้พรรคเพื่อคนจนแท้จริงคือ 'ปชป.' ไม่ใช่ 'พท.'

 

                         นายชวนนท์ แถลงข่าวถึงกรณีการทำงานของรัฐบาลว่า ขอประนามรัฐบาลว่าไม่ควรเรียกตัวเองว่าเป็นรัฐบาลของคนไทยทั้งประเทศ เพราะสิ่งที่เดินหน้าทั้งแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งกู้เงินสองล้านล้าน ออกกฎหมายล้างผิด ล้วนแล้วแต่ทำเพื่อคนในรัฐบาลและคนอยู่เบื้องหลังรัฐบาลทั้งสิ้น แต่ปัญหาของประชาชนไม่เคยมีการหยิบยกขึ้นมาแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาค่าครองชีพ พืชผลเกษตรตกต่ำ และล่าสุดการเดินทางเข้ามาชุมนุมของกลุ่มประชาชนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ในกรุงเทพ โดยมีการเรียกร้องไปยังรัฐบาล 7 ข้อ เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงการที่รัฐบาลละทิ้งประชาชน เพราะรัฐบาลดูแลเฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เท่ากับรัฐบาลที่อ้างว่าเป็นของคนจนนั้นโกหก แต่เป็นรัฐบาลของกลุ่มทุนเพื่อสร้างผลประโยชน์ทางธุรกิจอย่างชัดเจน

                         นายชวนนท์ กล่าวอีกว่า ประเด็นเรียกร้องของประชาชนกลุ่มนี้ใน 3 เรื่อง คือ 1. ภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการโครงการโฉนดชุมชน ซึ่งเริ่มขึ้นในสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ หรือข้อพิพาทด้านที่ดินกับรัฐบาล โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไปแจกโฉนดชุมชนมาแล้วสองแห่งคือ จ.นครปฐม และจ.ลำพูน และมีแผนแจกอีก 55 แห่ง แต่พ้นจากตำแหน่งก่อน เดิมคิดว่ารัฐบาลที่อ้างว่าเป็นของคนยากไร้จะสานต่อ แต่รัฐบาลชุดนี้กลับไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการโครงการนี้เลย แสดงว่ารัฐบาลไม่เคยเอาใจใส่คนจน 2. ธนาคารที่ดินเป็นสิ่งที่รัฐบาลประชาธิปัตย์วางรากฐานไว้ให้เงินก้อนแรกประมาณ 1,500 ล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งเงินกู้ให้ประชาชนเข้าถึงการใช้ที่ดินร่วมกันของชุมชน และมีการจัดตั้งเป็นองค์การมหาชน แต่รัฐบาลนี้ต้องตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้ธนาคารที่ดินเดินหน้าไปได้แต่รัฐบาลเพื่อไทยก็ไม่ได้ทำ และ 3. กฎหมายภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้เสนอเข้าสภาแล้ว แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันปล่อยให้ตกไป ทำให้ไม่มีการเก็บภาษีที่เท่าเทียมที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมโดยรัฐบาลชุดนี้ผ่านกฎหมายฉบับนี้ไป

                         "สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดการบริหารของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยสะท้อนให้เห็นว่าพรรคเพื่อคนยากไร้ที่แท้จริง คือ พรรคประชาธิปัตย์ ส่วนพรรคเพื่อไทยคือพรรคนายทุนที่ทำงานการเมืองเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ และผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคที่ไม่มีทางออกกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่จะกระทบต่อนายทุน แต่ทางพรรคเพื่อไทยอ้างคนจนเพื่อหากิน แต่ไม่เคยดูแลคนยากไร้อย่างแท้จริง"