
หลวงพ่อคูณไข้ลดเสมหะมาก
คณะแพทย์ เผย หลวงพ่อคูณไข้ลด เสมหะมาก พร้อมจัดพยาบาลดูแลหลวงพ่อคูณเพิ่ม หวั่นภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
วันที่ 6 พ.ค.56 ภายหลังจากลูกศิษย์ได้นำตัวพระเทพวิทยาคม หรือหลวงพ่อคูณ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ส่งเข้ารักษาอาการอาพาธที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา หลังพบว่า หลวงพ่อคูณมีอาการซึม มีไข้สูง และมีเสมหะ คณะแพทย์ได้ให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ ยาขยายหลอดลม และยาละลายเสมหะในการรักษา พร้อมให้หลวงพ่อคูณเข้าพักรักษาอาการอาพาธที่ห้องพักผู้ป่วยพิเศษ9821 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 8 เป็นวันที่ 2 ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดนายแพทย์พินิศจัย นาคพันธุ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด แพทย์ประจำตัวหลวงพ่อคูณ ได้ทำการเข้าตรวจอาการอาพาธของหลวงพ่อคูณ พบว่า เช้าวันนี้อาการมีไข้ของหลวงพ่อคูณได้ลดลงเป็นปกติ วัดอุณหภูมิได้ 37 องศาเซลเซียส แต่ยังคงมีเสมหะอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งหลวงพ่อคูณยังคงมีอาการซึมและอ่อนเพลียแสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน แต่ยังสามารถจดจำลูกศิษย์และพูดจาโต้ตอบกับคณะแพทย์และลูกศิษย์ได้ดี ทั้งนี้คณะแพทย์จึงได้จัดให้เจ้าหน้าที่พยาบาล เพิ่มขึ้นจากเดิม 1 คน เป็น 2 คน โดยเฝ้าดูแลอาการอาพาธของหลวงพ่อคูณอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะให้พยาบาลอยู่ประจำภายในห้อพักของหลวงพ่อคูณ เพื่อสังเกตอาการ และอีกคนจะทำหน้าที่ประสานคณะแพทย์ที่บริเวณหน้าห้องพักของหลวงพ่อคูณ
สำหรับแนวทางในการรักษาคณะแพทย์ยังคงใช้แนวทางในการรักษาแบบเดิมตั้งแต่ที่หลวงพ่อคูณเข้ามารักษาตัวในวันแรก โดยการให้ยาปฏิชีวนะผ่านทางหลอดเลือดดำ ควบคู่กับการให้ยาพ้นเพื่อขยายหลอดลม ยาละลายเสมหะ และยาเบาหวานเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งนี้คณะแพทย์ยังคงต้องสั่งงดยี่ยมหลวงพ่อคูณโดยเด็ดขาดเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อนแก่หลวงพ่อคูณที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเนื่องจากขณะนี้ร่างกายของหลวงพ่อคูณภูมิต้านทานในร่างกานนั้นต่ำมากซึ่งก็จะง่ายกับการติดเชื้อ และได้กำชับให้พยาบาลและลูกศิษย์เฝ้าดูแลอาการของหลวงพ่อคูณอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง นายแพทย์พินิศจัยฯกล่าว
(ต่อ)นครราชสีมา - เจาะเลือดหลวงพ่อคูณวันละ3ครั้งดูระดับน้ำตาลหวั่นช็อค
เจาะเลือดหลวงพ่อคูณวันละ3ครั้งดูระดับน้ำตาลหวั่นช็อก
ล่าสุดบ่ายวันนี้ นายแพทย์พินิศจัย นาคพันธุ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด แพทย์ประจำตัวหลวงพ่อคูณ เปิดเผยความคืบหน้าอาการอาพาธของหลวงพ่อคูณหลังจากได้เข้าทำการตรวจร่างกายของหลวงพ่อคูณในช่วงบ่ายพบว่า อาการไข้ของหลวงพ่อคูณได้หายเป็นปกติแล้ว แต่ยังพบว่ายังคงมีปริมาณเสมหะอยู่เป็นจำนวนมาก และยังคงมีอาการอ่อนเพลียเล็กน้อย ซึ่งถือได้ว่าผลการรักษาในครั้งร่างกายของหลวงพ่อคูณได้ตอบสนองกับการรักษาเป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตามคณะแพทย์ก็ยังคงที่จะต้องให้ยาปฏิชีวนะผ่านทางหลอดเลือดดำ ต่อไปจนกว่าจะครบ 7 วัน ควบคู่กับการให้ยาพ้นเพื่อขายหลอดลม และยาละลายเสมหะ แล้วจึงทำการประเมินสภาพอาการอาพาธโดยรวมของหลวงพ่อคูณต่อว่าจะควรหยุดให้ยาปฏิชีวนะหรือควรที่จะมีการปรับเปลี่ยนการรักษาหรือไม่
ขณะที่คณะแพทย์ก็ยังคงเป็นห่วงเรื่องของระดับน้ำตาลในเลือดของหลวงพ่อคูณ เนื่องจากระดับน้ำตาลยังไม่คงที่ โดยล่าสุดพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของหลวงพ่อคูณอยู่ที่ 120 มิลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จากปกติที่จะต้องมีระดับน้ำตาลอยู่ที่ประมาณ 200-220 มิลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่พยาบาลทำการเจาะเลือดเพื่อวัดระดับน้ำตาลในเลือดทุกวัน วันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน และเย็น เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดนั้นสูงเกิดไปหรือว่าต่ำเกินไป เนื่องจากหากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไปและต่ำเกินไปก็จะทำให้หลวงพ่อคูณ มีอาการอ่อนเพลียและก็จะทำให้หลวงพ่อคูณ ช็อกจนทำให้อาการโคม่า เลยก็เป็นได้
.....................................
(หมายเหตุ ภาพจากแฟ้มข่าว)



