
ทหารสนธิกำลังบุกจับ7ผู้ต้องหารุกที่ป่าสงวน
เจ้าหน้าที่ทหารกองกำลังสุรนารีสนธิกำลังกับกองร้อยทหารพรานที่ 2601 ตรวจสอบพบป่าสงวนแห่งชาติบุณฑริก ถูกบุกรุกตัดไม้เป็นบริเวณกว้างรวมพื้นที่กว่า 500ไร่
วันที่ 6 พ.ค.56 เมื่อเวลา 08.00 น. พ.ท.วิทูรย์ สำราญใจ ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 2601 สืบทราบว่ามีกลุ่มนายทุนเข้าบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติบุณฑริกอย่างต่อเนื่อง โดยการบุกรุกตัดไม้เพื่อทำการแผ้วถางป่าพื้นที่ กว่า 500 ไร่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติบุณฑริก พื้นที่บ้านหนองแปก หมู่ที่ 2 ต.ห้วยข่า อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี จึงได้สนธิกำลังกับทหารชุดปฏิบัติการทางยุทธวิธี กองกำลังสุรนารี ,ชุดเฉพาะกิจภูธรจังหวัดอุบล ,กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 2253 และฝ่ายปกครอง อ.บุณฑริก 20 นาย กระจายกำลังเข้าตรวจสอบป่าสงวนแห่งชาติบุณฑริก ด้านทิศตะวันออกบ้านหนองแปก
จากการตรวจสอบพบว่า ป่าสงวนดังกล่าวเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ และเป็นป่าต้นน้ำได้ถูกนายทุนเข้าไปบุกรุกโค่นป่าไม้ แผ้วถางป่า โค่นต้นไม้ ล้มระเนระนาด บางต้นถูกกานโดยรอบเพื่อให้ยืนต้นตาย รวมทั้งมีการแปลสภาพพื้นที่เพื่อเตรียมปลูกยางพารา รวมปริมาณเนื้อที่กว่า 500 ไร่โดยเจ้าหน้าที่กระจายกำลังเข้าตรวจสอบพบชาวบ้าน 7 คนกำลังแผ้วถางป่าบุกรุกป่าสงวน เจ้าหน้าที่จึงจับกุมตัว นายมงคล เสนา อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 79 หมู่ที่ 18 บ้านหนองหว้าพัฒนา ต.ห้วยข่า อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี นางอำไพ นิลพัฒน์ อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 18 ต.ห้วยข่า อ.บุณฑริก จ.อุบลฯ นางอุดม สิงไสล อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 16 หมู่ที่ 18 ต.ห้วยข่า อ.บุณฑริก จ.อุบลฯ นางข่อน อโลนา อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 21 หมู่ที่ 18 ต.ห้วยข่า อ.บุณฑริก จ.อุบลฯ นางสาวยุพา สิงห์หาบุตร อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 8 บ้าคำสว่าง ต.ค้อน้อย อ.สำโรง จ.อุบลฯ นางวันดี สุวจี อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 2 บ้านหนองแปก ต.ห้วยข่า อ.บุณฑริก จ.อุบลฯ และนายชัย โคตรบุบผา อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 24 หมู่ที่ 4 บ้านหนองเม็ก ต.ห้วยข่า อ.บุณฑริก จ.อุบลฯ พร้อมตรวจยึดรถไถนา 1 คัน จอบ 6 เล่ม ปุ๋ย 1 กระสอบ พร้อมทั้งถ่ายภาพสถานที่ไว้อย่างละเอียด
จากการสอบสวนผู้ต้องหาเบื้องต้นให้การรับสารภาพว่าเป็นเพียงผู้รับจ้างจากนายทุนให้มาแผ้วถางป่า และใส่ปุ๋ยยางพารา เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาร่วมกันบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.ห้วยข่า อ.บุณฑริก ดำเนินคดีตามกฎหมาย
ร.อ.อาชวัน ใยบัว หัวหน้าชุดปฎิบัติการข่าว กองกำลังสุรนารี เปิดเผยภายหลังสนธิกำลังเข้าตรวจสอบการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าเพื่อครอบครองที่ดินของชาวบ้านและนายทุนในบริเวณเขตป่าสงวนแห่งชาติบุณฑริก พบว่า มีพื้นที่ถูกบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าเป็นบริเวณกว้าง สภาพพื้นที่โดยรอบต้นไม้ถูกตัดโค่นเผาทำลายและปลูกยางพารา สำหรับผู้ที่เข้าไปบุกรุกเป็นผู้มีอิทธิพลในท้องที่ และมีข้าราชการตลอดจนชาวบ้านรวมอยู่ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาจับกุมผู้กระทำผิดแต่อย่างใด
การเข้ามาตรวจสอบพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการร่วมกันในการแก้ไขปัญหาวิกฤตป่าไม้ของจังหวัดอุบลฯเนื่องจากสภาพปัญหาป่าไม้ของจังหวัดอุบลฯถูกนายทุนจ้างชาวบ้านเข้าไปบุกรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำสวนยางพาราและปลูกพืชเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติบุณฑริก จากการตรวจสอบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่พบว่าเฉพาะตำบลห้วยข่า อ.บุณฑริก ถูกบุกรุกแล้วกว่า 6,000 ไร่
ปลัดปราณบุรี นำกำลังพบนายทุนบุกรุกป่าหวังสร้างรีสอร์ทขายต่างชาติ
เมื่อเวลา 08.00 น. นายปัญญา ฉิมพาลี ปลัดฝ่ายความมั่นคง อำเภอปราณบุรีได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีกลุ่มคนนำรถไถขึ้นไปบุกรุกแผ้วถางป่าไม้เป็นบริเวณกว้าง บนภูเขาหัวล้าน บ้านปรือน้อยหมู่ที่ 3 ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ห่างจากทะเลอ่าวปากน้ำปราณประมาณ 1 กม. จึงประสาน นายวรวิทย์ ดวงแก้ว ปลัดฝ่ายป้องกัน ผู้ปกครองท้องที่ (กำนัน) ชุดรักษาความสงบประจำหมู่บ้าน (ชรบ) ,ทหารชุดมวลชนสัมพันธ์ 1208 ก.อ.ร.ม.น. ภาค1 ส่วนแยกที่ 2 นำกำลังเจ้าหน้าที่ขึ้นไปตรวจสอบ
เมื่อไปถึงพบสภาพป่าในบริเวณดังกล่าวเป็นป่าที่ปกคลุมไปด้วยไผ่ และไม้ยืนต้นถูกแผ้วถางจนโล่งเตียน พบรถไถกำลังปรับไถที่ดินอยู่เมื่อคนขับเห็นเจ้าหน้าที่จึงได้ดับเครื่องยนต์และกระโดดลงจากรถพากันวิ่งหลบหนีไป ห่างออกไปประมาณ 20 เมตร พบรถยนต์ปิกอัพจอดอยู่ 2 คันมีกลุ่มคนประมาณ 4-5 คน นั่งจับกลุ่มคุยกัน เมื่อเจ้าหน้าที่จะเข้าไปสอบถาม กลุ่มคนทั้งหมดต่างพากันวิ่งหลบหนีทันที
จากการตรวจสอบเจ้าหน้าที่พบรถไถ สีส้ม ยี่ห้อคูโบต้า 1 คัน รถยนต์ปิกอัพ ยี่ห้ออีซูซุ 4 ประตู สีบอร์น หมายเลขทะเบียน กง 2329 สุพรรณบุรี และรถปิกอัพ ยี่ห้ออีซูซุ 4 ประตู สีดำ หมายเลขทะเบียน ฌป.1065 กทม. เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เพื่อตรวจสอบและนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปากน้ำปราณ
นายปัญญา ฉิมพาลี ปลัดฝ่ายความมั่นคง อำเภอปราณบุรี กล่าวว่า ได้ใช้จีพีเอสจับพิกัดพื้นที่ทั้งหมดโดยรอบ พบว่ามีพื้นที่ซึ่งได้รับความเสียหายจากการบุกรุกแผ้วถางของกลุ่มคนดังกล่าว เป็นพื้นที่กว้างประมาณ 20 ไร่ เป็นพื้นที่ป่า ปี พ.ศ.2484 ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ป่า ผู้ใดเข้ามาบุกรุกนั้นต้องมีความผิด โดยได้ทำการตรวจยึด และนำป้ายประกาศพื้นที่ดังกล่าวได้ตรวจยึดและห้ามผู้ใดเข้ามาใช้ประโยชน์ ซึ่งทางปลัดอำเภอปราณบุรีได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.ปากน้ำปราณ ให้สืบหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป
การเข้าตรวจสอบจับกุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่คอยชี้เบาะแสให้เจ้าหน้าที่ทราบว่ามีการบุกรุกป่า ส่วนกลุ่มนายทุนที่นำเครื่องจักรขึ้นมาบุกรุกป่าก็ไม่น่าหนักใจเพราะสามารถยึดรถยนต์ได้ก็จะไปตรวจสอบถึงเจ้าของรถได้ ซึ่งการกระทำแบบนี้ของกลุ่มนายทุนต้องการทำพื้นที่ป่าไม้ให้เป็นป่าเสื่อมโทรม และขอเข้าทำประโยชน์และแอบอ้างออกเอกสารสิทธิ์ ก่อนจะนำไปขายหรือก่อสร้างรีสอร์ทบ้านพักตากอากาศขายชาวต่างชาติ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมองเห็นทัศนียภาพ ได้รอบทิศทางเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติที่ต้องการมาอาศัยใกล้แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลชายหาดปากน้ำปราณ ซึ่งเมื่อขายได้จะมีมูลค่าหลายสิบล้านบาท



