ข่าว

ใช้ไอที...มัดโจร 'ผัวเมีย' ขี้ขโมย

ใช้ไอที...มัดโจร 'ผัวเมีย' ขี้ขโมย

05 มิ.ย. 2552

ชีวิตตลอด 20 ปีของ "สุพจน์ คชวงษ์" พัวพันอยู่กับการลักขโมย เข้าออกคุกเป็นว่าเล่น แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เขาคิดได้ เมื่อมีเมียประเภทเดียวกันเลยยิ่งไปกันใหญ่ ชักชวนกันก่อกรรมชั่วต่อไป สุดท้ายชีวิตก็หวนกลับเข้าสู่วงจรเดิมๆ คือ ถูกจับเข้าคุก !?!

 ราวเดือนพฤษภาคม ชุดสืบสวน ศส.บช.น.ได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีสองผัวเมียมีพฤติกรรมตระเวนลักทรัพย์ตามเคหสถานบ่อยครั้ง พ.ต.อ.พันธุ์เทพ ธรรมจารีย์ พ.ต.อ.ธัมรงค์ วงศ์แป้น พ.ต.อ.สุมิตร คุณานุคุณ ผกก.ศส.บช.น. จึงสั่งการให้ชุดสืบสวนเฝ้าดูพฤติกรรมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
 
 ข้อมูลที่ชุดสืบสวนมีอยู่ คือ สุพจน์ คชวงษ์ อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 37/5 หมู่ 2 ต.บางกระเจ้า อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ กับ อารีย์ สีดี ภรรยาวัย 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 274 หมู่ 7 ต.บางตะเคียน อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี จะตระเวนไปตามหมู่บ้านจัดสรร สำรวจดูว่าบ้านหลังไหนไม่มีคนอยู่ก็จะตัดประตู หรือใช้กุญแจผีไขประตูรั้วและประตูบ้านเข้าไปลักทรัพย์สิน

 ชุดสืบสวนจึงเฝ้าสังเกตด้วยการใช้เทคโนโลยีสะกดรอยติดตามดูพฤติการณ์สองผัวเมียนี้ตลอดเวลา โดยใช้แผนที่ทำเป็นแผนผังดูแผนประทุษกรรม กำหนดจุดที่สองสามีภรรยาหยุดการเคลื่อนไหว ณ ที่หนึ่งที่ใดเป็นเวลานานๆ แล้ววางจุดไว้บนแผนผัง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ จากนั้นจึงตรวจสอบย้อนกลับไปดูว่า มีสิ่งผิดปกติอะไรเกิดขึ้นบ้าง ณ จุดที่กำหนดบนแผนผัง กระทั่งพบว่าจุดที่ทั้งสองหยุดความเคลื่อนไหวส่วนใหญ่เป็นหมู่บ้านจัดสรร และมักมีคดีลักทรัพย์เกิดขึ้นเป็นประจำ

 ทันทีที่ชุดสืบสวนมั่นในพฤติการณ์ของสองผัวเมียว่า ตระเวนลักทรัพย์ตามหมู่บ้านจริง จึงตรวจสอบประวัติบุคคลทั้งสองพบว่า สุพจน์มีประวัติอาชญากร กระทำผิดในข้อหาลักทรัพย์และรับของโจรถึง 7 คดี เหตุเกิดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนอารีย์มีประวัติอาชญากร ทำผิดคดีลักทรัพย์และซ่องโจร 8 คดี ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และ จ.ชัยภูมิ

 เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานได้ครบถ้วน โดยเฉพาะหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ นำเสนอต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ จึงมีความเห็นอนุมัติหมายจับกุมทั้งสองในข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถานเวลากลางคืน โดยทำลายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์ แล้วการติดตามจับกุมก็เกิดขึ้น จนสามารถจับกุมสองผัวเมียได้บริเวณถนนกาญจนาภิเษก แขวงและเขตบางบอน กรุงเทพฯ ขณะจอดรถลงไปซื้อของริมถนน

 ทันทีที่ถูกจับสิ้นอิสรภาพ สุพจน์พยายามเสนอสินบน 2 ล้านบาทให้ชุดจับกุม เพื่อแลกกับการไม่ดำเนินคดี แต่ชุดสืบสวนปฏิเสธ และนำตัวไปตรวจค้นของกลาง พบทรัพย์สินประเภทเครื่องประดับ 170 รายการ เหรียญและเงินตราสกุลต่างประเทศ 30 รายการ พระเครื่อง 110 รายการ อุปกรณ์งัดแงะ 28 รายการ และทรัพย์สินอื่นๆ อีก 21 รายการ

 สินบน 2 ล้านบาทที่เสนอให้ชุดสืบสวน สร้างความสงสัยให้เกิดขึ้นไม่น้อยว่า สองผัวเมียมีรายได้จากการตระเวนลักทรัพย์สินมากขนาดไหน ถึงกล้าเสนอสินบนด้วยเงินจำนวนมากขนาดนั้น แล้วคำสารภาพของสุพจน์ก็ช่วยไขปริศนาให้กระจ่าง !?!

 สุพจน์เริ่มตระเวนลักทรัพย์มาตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น จนถึงปัจจุบันก็ปาเข้าไปเกือบ 20 ปี ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาเข้าออกเรือนจำหลายครั้ง กระทั่งได้อารีย์เป็นภรรยาก็ชักชวนกันมาทำงานด้วยกัน เริ่มจากขับรถยนต์ไปตามหมู่บ้านจัดสรรต่างๆ แล้วปล่อยให้ภรรยาในชุดเสื้อผ้าธรรมดาและเอี๊ยมกันเปื้อน ทำทีเหมือนกับแม่บ้านทั่วไป เดินสำรวจดูว่าบ้านหลังไหนปลอดคน แล้วโทรศัพท์เรียกสุพจน์สามีให้ตรงไปยังบ้านเป้าหมาย

 หากบ้านหลังไหนมีสุนัข สุพจน์จะใช้ยาเบื่อหนูคลุกกับไก่ปิ้งที่เตรียมมาเป็นการเฉพาะให้สุนัขกินจนตาย แล้วจึงเข้าไปลักทรัพย์สิน โดยเริ่มจากทำลายประตูรั้วหรือใช้กุญแจผีไขเข้าไปรื้อค้นทรัพย์สิน มีอารีย์คอยทำหน้าที่ดูต้นทาง เมื่อได้ทรัพย์สินแล้วก็นำไปขายนำเงินมาใช้จ่าย

 "ผัวเมียคู่นี้ก่อเหตุลักทรัพย์ลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดลงมือก่อเหตุกับคนใกล้ชิดที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ผู้เสียหายเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน แจ้งยอดความเสียหายเป็นเงินกว่า 2 ล้านบาท ดังนั้น เชื่อว่าทรัพย์สินที่สองผัวเมียได้จากการลักทรัพย์น่าจะมีจำนวนมหาศาล เฉพาะที่ตรวจพบมีรถยนต์ถึง 2 คัน ทาวน์เฮ้าส์ 2 คูหาปลูกติดกัน และทรัพย์สินอีกหลายล้านบาท ทั้งที่ไม่ได้ประกอบอาชีพอะไรเป็นหลักแหล่ง" หนึ่งในชุดสืบสวนกล่าวกับ "คม ชัด ลึก"