
ท่าทีเชิงรุกของรัฐบาล เป็นไปเพื่อการเตรียมมวลชน
ท่าทีเชิงรุกของรัฐบาล เป็นไปเพื่อการเตรียมมวลชน : มองมุมยุทธศาสตร์/เรือรบ เมืองมั่น Facebook : ruarob.muangman
หลายฝ่ายแปลกใจไม่น้อยที่เวลานี้ฝ่ายรัฐบาลเดินเกมแรงขึ้นจนดูเหมือนท้าทายฝ่ายตรงข้าม ทั้งที่ในห้วงเวลาที่ผ่านมาออกลูกประนีประนอมมาโดยตลอด ตัวผู้นำหรือ ส.ส. แทบจะทำงานอย่างเดียวหรือเล่นเกมแต่ในสภาเป็นหลัก แต่วันนี้กล้าออกหน้าสอดประสานกับฝ่ายนอกสภาที่รุกรบหลายมิติหนักขึ้นเช่นกัน ปรากฏการณ์อูลาบาตอร์ที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์เป็นผู้เล่นและการไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญของ ส.ส.นั้นเป็นเรื่องใหม่ ผสานกับข่าวลือเรื่องการไม่ไปงานเลี้ยงบางงานของนายกฯ ทำให้บางคนวิตก แต่ทำไมฝ่ายเพื่อไทยจึงต้องเร่งเกมรุกในช่วงนี้
มีความเชื่อว่าความแข็งกร้าวที่ฝ่ายรัฐแสดงออกมานั้นเพื่อส่งสัญญาณไปยังฝ่ายปรปักษ์ว่าพร้อมสู้ เพราะเบื่อเต็มทีกับการผ่อนปรนให้แล้วไม่ได้ไมตรีตอบแทน ไม่ใช่แค่ความปรองดองที่ไม่เคยเห็น ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลยิ่งรุกหนักอย่างถึงขั้นเป็นตายเมื่อไหร่ก็ได้ด้วยกลไกที่ทรงอานุภาพทางกฎหมายและเศรษฐกิจ ถ้ารัฐบาลงอมืออยู่ก็อาจโดนยุบพรรคทิ้งอีกรอบ ความฝันโปรเจกท์มหาศาลต่างๆ ก็จะแท้ง โมเมนตัมแห่งอำนาจจะกลับไปสู่ฝ่ายค้าน และเครือข่ายทักษิณต้องอาศัยเวลา แรงและการลงทุนอย่างหนักอีกนานกว่าจะไต่กลับมาสู่จุดเดิมแล้ว เหตุผลเหล่านี้นั้นมีน้ำหนัก แต่ยังไม่อาจปักใจเชื่อต่อไปได้ว่าเมื่อรุกโต้ตอบแล้วฝ่ายรัฐบาลหวังไกลถึงขั้นแทงสวนเข้าคอฝ่ายตรงข้ามให้ล้มตึงได้เชียวหรือ
รัฐบาลก็คงไม่หวังเช่นนั้น เพราะการเปิดหน้าเป็นปฏิปักษ์โดยตรงกับองค์กรอื่นที่นอกเหนือจากพรรคฝ่ายค้านนั้นเป็นสิ่งที่รัฐบาลอาจควบคุมการสูญเสียไม่ได้ เท่าที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยและบรรพบุรุษของพรรคไม่เคยกล้าทำโดยตรง พวกเขาใช้ยุทธศาสตร์ต่อรองกับฝ่ายตรงข้ามในทางไม่เปิดเผย กลุ่มที่เปิดเผยก็มุ่งหน้าทำงานเพื่อรักษาฐานมวลชน ขณะที่สนับสนุนแนวร่วมให้ดำเนินการกดดันหรือตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามตามสมควร การเปลี่ยนแนวทางของรัฐบาลในช่วงนี้ไม่น่าจะเป็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ทั้งระบบ แต่เป็นการกระชับความพร้อมของมวลชนข้างตน ปฏิบัติการข่าวสารต่อผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายตรงข้ามให้ลดเจตนาเล่นงานรัฐบาลถึงพังลง ให้พวกเขากลับสู่แทร็กของการต่อรองกันใหม่
ตั้งแต่เป็นรัฐบาลปี 2554 บทบาทของรากแก้วของรัฐบาลคือ นปช.ก็ลดลงไป เพราะไม่มีศึกขนาดใหญ่ให้สู้ มีแต่การสนับสนุนรัฐบาลในภาคต่างๆ ซึ่งไม่ได้ปลุกเร้าวิญญาณเสื้อแดงให้ฮึกเหิมตลอดเวลาเหมือนปี 2552-2553 อีก รัฐบาลใช้ประชานิยมและการเยียวยาบรรเทาความต้องการของชาวเสื้อแดงได้สำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ทั้งหมด ชาวเสื้อแดงที่โหยหาประชาธิปไตยหันไปสนับสนุนนิติราษฎร์ที่ไม่ยุดโยงกับ นปช.เลย หรือบ้างก็ให้ความสำคัญต่อการเมืองท้องถิ่น วิทยุชุมชนท้องถิ่น ซึ่งถึงเมื่อปีที่แล้วไม่รู้ว่าจะเป็นพลังให้พรรคเพื่อไทยได้ขนาดไหนเมื่อต้องการ บรรยากาศที่ไม่มีศัตรูจ้องปืนมาตรงหน้าทำให้ดูเหมือนว่าพลังของเสื้อแดงที่เคยชุมนุมกันระดับแสนคนนั้นลดลงไป หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่อรัฐบาลจะสามารถเรียกชุมนุมพวกเขาในระดับนี้ได้อีกหรือไม่ก็ไม่ทราบ การดึงมวลชนเข้าสู่โหมดเตรียมการพร้อมนั้นจึงไม่สามารถปล่อยให้ฝ่ายนอกสภาเล่นไปเรื่อยๆ แต่ฝ่ายในสภาต้องโชว์ให้เห็นด้วยว่าพร้อมจะก้าวทันมวลชนที่ไปเกินกว่าทักษิณ หรือ นปช.แล้ว
ท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นนี้ก็เหมือนญี่ปุ่นทำกับจีน ญี่ปุ่นไม่ได้อยากรบจีน แต่ต้องแสดงให้จีนเห็นมั่งว่าญี่ปุ่นพร้อมสู้ ไม่ใช่พร้อมเจรจาอย่างเดียว ผลก็คือความขัดแย้งยังคงอยู่ โวหารและท่าทีมุ่งร้ายกันยังมีครบ มีการตอบโต้เล่นงานกันในหลายเรื่อง แต่ไม่เกิดการปะทะด้วยกำลังจริงๆ กับเป้าประสงค์ต่อการเมืองไทยก็เช่นกัน ท่าทีใหม่ของพรรคเพื่อไทย ทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องฉุกคิดกันใหม่ การหักหาญถึงขั้นโค่นล้มกันอาจยังไม่เกิด แม้ว่าการตอดนิดสกัดหน่อยจะมีอยู่มิได้หยุด รัฐบาลยังเดินหน้าต่อไปด้วยพลังมวลชนที่ฮึกเหิมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พร้อมเป็นทุนประกันให้รัฐบาล อย่างไรก็ตาม เรายังไม่ได้พูดถึงการแก้เกมของฝ่ายตรงข้ามกับรัฐและเงื่อนไขที่พร้อมจะเป็นจุดเปลี่ยนของทุกอย่าง จึงไม่อาจบอกได้ว่าหมากนี้ของรัฐบาลจะได้ผลขนาดไหน



