
รายงาน-"คุณสนธิต้องพิสูจน์ตัวเอง"
จดทะเบียนอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว สำหรับพรรคการเมืองน้องใหม่ที่ชื่อ "พรรคการเมืองใหม่" ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
โดยมี สมศักดิ์ โกศัยสุข และ สุริยะใส กตะศิลา รั้งตำแหน่งหัวหน้าและเลขาธิการพรรคชั่วคราว ในฐานะผู้ร่วมก่อการ และระหว่าง "ตัวจริง" เคลียร์ปัญหาส่วนตัวให้เรียบร้อย
"คม ชัด ลึก" มีโอกาสสนทนากับ "สุริยะใส" ผู้เป็นทั้งเลขาธิการพรรค และโฆษกประจำตัว สนธิ ลิ้มทองกุล สอบถามความชัดเจนในเรื่องนี้
พร้อมกับหลากคำถามที่ยิงตรงไปยัง "จุดแข็ง" ของพันธมิตร แต่เป็น "จุดอ่อน" ในสายตาผู้สังเกตการณ์
# สรุปหัวหน้าพรรคตัวจริงนี่เป็นคุณสนธิ (ลิ้มทองกุล) ใช่มั้ย ?
ยังไม่สรุปนะ เพราะว่ากระแสที่ไม่เห็นด้วยกับคุณสนธินี่ก็เยอะ ไม่เห็นด้วยแบบธรรมดา ไม่เห็นด้วยแบบแรง ไม่เห็นด้วยค่อนข้างรุนแรง ซึ่งเราก็เป็นห่วง กระแสที่ไม่เห็นด้วยนี้มันต้องไม่สวิงกลับกลายไปเป็นตรงกันข้าม ไม่เห็นด้วยตั้งแต่ระดับพื้นๆ เช่น ทัศนะต่างกัน มุมมองต่างกัน ความคาดหวังต่างกัน เกิดความไม่เข้าใจกัน เรื่องตรรกะ เรื่องกลืนน้ำลาย มันเข้าใจยากมาก
# ไม่เห็นด้วยนี่ หมายถึงในหมู่พันธมิตร?
ใช่ๆ ซึ่งเราก็ต้องรักษาส่วนที่ไม่เห็นด้วยเอาไว้ ก็ส่วนที่เห็นด้วยกับคุณสนธิก็มีแรงมันสุดขั้วมาก ทั้ง 2 ฝ่าย คือถ้าไม่สนธิ ก็ไม่ต้องทำ
# 50:50 เลยหรือ ?
มันก็ เท่าที่สำรวจเนี่ย เคยสอบถามว่า 5 แกนนำถ้าต้องเป็นหัวหน้าพรรค จะเป็นใคร อันดับ 1 ก็เป็นคุณสนธิ เกือบ 40%
# อันนี้เราถามพันธมิตรเฉพาะในกลุ่มที่เห็นด้วยใช่มั้ย ?
เราก็แจกแบบสอบถามในวันที่ 24 พฤษภาคม วันประชุมแกนนำภาค ประมวลผลภายใน คุณสนธิมาอันดับ 1 อันดับ 2 เป็น พล.ต.จำลอง 3.อาจารย์สมเกียรติ 4.คุณสมศักดิ์ แต่ถ้าถามว่าอยากให้ใครอยู่ภาคประชาชนมากที่สุดคุณพิภพก็มาอันดับ 1 นี่มันก็สะท้อนไง สะท้อนว่าพวกมวลชนเขาดูออกว่าใครควรอยู่ตรงไหน อย่างไร
# แต่คุณสนธิก็ถูกมองว่าเป็นจุดอ่อน แม้ในสายตาพันธมิตรจะเห็นว่าเป็นจุดแข็ง ?
ก็พูดตรงๆ ว่าผมคิดว่าถ้าเราต้องรบกับทั้งสื่อ แล้วก็พรรคคู่แข่ง มันก็คงไม่ไหว ผมคิดว่าต้องจำแนก คือส่วนตัวผมก็ไม่ได้คิดว่าสิ่งที่คุณสนธิพูดเนี่ยผิดทั้งหมดนะ มุมมองเรื่องผมว่าสื่อบางทีก็ตัดตอนนะ เลยดูเหมือนกลายเป็นจุดอ่อน เพราะการโต้ตอบของคุณสนธิมีความสำคัญ แต่ในมุมของผมก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องไปโต้ทุกเรื่อง ไม่ต้องไปสนใจทุกเรื่องก็ได้ และผมเชื่อว่าคุณสนธิก็รู้ ก็เห็นมุมนี้นะ มีการคุยกันภายในตลอดว่าทำพรรคมันใหญ่กว่าทำม็อบ มันยากกว่ามาก เพราะจะมีกฎหมายกำกับเราอยู่ตลอดเวลา มีคนถือแส้ไว้คอยเฆี่ยนเราอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราพลาด หรือปากไวอะไรแบบนี้ มันก็พังได้เหมือนกัน ผมว่าคุณสนธิก็รู้ประเด็นนี้ เพราะคนที่ทำการบ้านมากกว่าใครใน 5 แกนนำก็คือคุณสนธิ
# แล้วเรื่องภาพของคุณสนธิกับสื่อจะเป็นอย่างไรต่อ ?
ทางด้านกฎหมายก็กำลังตรวจสอบดูอยู่ เรื่องล้มละลายก็พ้นแล้ว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องล้มละลายเพราะทุจริต แล้วก็เรื่องของความเป็นสื่อ มันไม่มีชื่อเขา ซึ่งอันนี้ผมว่าอาจจะเป็นประเด็นตีความ แต่ถ้ามุมมองกฎหมายมันไม่น่าจะมี แต่ถ้าโดยทางพฤตินัยก็อาจจะเป็นประเด็นที่ทำให้คนโจมตีได้
# ดูแล้วเหมือนจะโดนทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ?
ข้อยุติคงตีความ แต่ถ้าพูดจากจุดยืนของเอเอสทีวี ก็เป็นจุดยืนที่เขาบอกว่าเขาเลือกข้าง และเขาก็ถูกตีมาตลอดเพราะว่าไม่มีความเป็นกลางในมุมมองของเขานะ
# จะเป็นอย่างไร ถ้าสมมติว่าเป็นรัฐบาลแล้วมีสื่อในมือ ?
คือว่ามันมีสูตรหนึ่งที่เสนอขึ้นมา แต่ยังไม่เป็นข้อยุติก็คือ ช่วงหนึ่งเท่านั้นที่จะให้คุณสนธิมานำพรรคช่วงต้นๆ คือช่วยมาวางระบบ โครงสร้างพรรค ให้เริ่มต้นไปได้ ซึ่งกรณีคุณสนธิก็ยังไม่ 100% เสียงทักท้วงก็มี แล้วคุณสนธิก็คิดมาก ผมยืนยันว่าคิดมาก เพราะข้อท้วงติงก็มีน้ำหนัก เป็นเหตุเป็นผลมาก แต่ว่าสุดท้ายผมคิดว่าก็หนีไม่พ้น 1 ใน 5 แกนนำที่ต้องลงมานำเอง เพราะว่าลึกๆ เราก็แคร์เสียงที่ไม่เห็นด้วยว่าจะถอยออกไป หรือกลายเป็นแรงต้านกลับมาในระยะยาว อันนี้เราก็เป็นห่วง ซึ่งเราก็สู้กัน เคลื่อนไหวกันมา อย่างน้อยเราก็ต้องรักษาคนของเราไว้ให้มากที่สุด แล้วก็เพื่อให้การลงแรงของมวลชนเต็มที่ ถ้าให้คนอื่น คนนอกมาทำเนี่ยมันไปไม่ได้
# ถ้าไม่ใช่คุณสนธิแล้วจะเป็นใคร ?
ถ้าเป็นมุมส่วนตัวผมแล้ว คือการเมืองมันต้องได้เสีย ผมก็คิดว่าคุณสนธิก็น่าจะได้เป็น โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นนะ ถึงแม้จะเสี่ยง แต่จำเป็นต้องเล่นบทนี้
# คิดยังไงที่สื่อเอเอสทีวี จะกลายมาเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมือง ?
ผมว่า หนึ่งคือความสัมพันธ์ของพรรคและเอเอสทีวีคงต้องเปลี่ยนไป แต่นี่ผมก็เสนอว่าจะให้ทุกรายการมาพูดแต่เรื่องพรรคคงไม่ได้ คุณสนธิเองก็บอกว่าหลังจากจดทะเบียนตั้งพรรค รายการของพรรคอาจจะ 1-2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่มีการเช่าเวลาเป็นเรื่องเป็นราวอย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าให้พิธีกรทุกรายการมาพูดเชียร์พรรค ไม่ใช่นะ อยากให้รู้สึกว่าสื่อไม่ใช่นักการเมืองนะ ก็พยายามแก้ปัญหาอยู่
# ดูแล้วก็เหมือนกับที่อดีตนายกฯ ทักษิณมีไอทีวี ตอนนี้พันธมิตรก็กำลังกระโดดเข้าไปแบบเดียวกัน คือมีสื่อในมือ สุดท้ายทั้งพรรคทั้งสื่อก็พังทั้งคู่ ทีนี้พันธมิตรเตรียมหาทางออกอย่างไร ?
เป็นคำถามที่ท้าทาย ในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ผมคิดว่าไม่มีอะไรนอกจากการพิสูจน์ตัวเองหรอก เราก็ต้องพิสูจน์ เอเอสทีวีก็ต้องพิสูจน์ พรรคก็ต้องพิสูจน์ คุณสนธิก็ต้องพิสูจน์ แต่กรณีของคุณทักษิณน่ะต่างกัน เขาใช้ไอทีวีตั้งแต่หาเสียง โฆษณาชวนเชื่อตั้งแต่ยังไม่มีอำนาจด้วยซ้ำไป พอมีอำนาจก็ปกป้องความผิดของตัวเอง ซึ่งถ้าเดินตามรอยไอทีวีในตอนนั้น ผมว่าเอเอสทีวีก็ไปไม่รอด ไปไม่รอดทั้งเอเอสทีวีและพรรค
# คิดว่าคนที่ดูเอเอสทีวี จะสนับสนุนสักกี่เปอร์เซ็นต์ ?
ผมว่าสัก 5 ล้าน ไม่ควรจะต่ำกว่า 5 ล้าน ถ้าต่ำกว่าก็ถือว่าล้มเหลว
โต๊ะข่าวการเมือง



