ข่าว

เสริมทัพ'ไหมไทย'ให้ก้าวไกลสู่สากล

เสริมทัพ'ไหมไทย'ให้ก้าวไกลสู่สากล

06 พ.ค. 2556

เสริมทัพ'ไหมไทย'ให้ก้าวไกลสู่สากล

 

          อนาคตของ "ไหมไทย" ส่วนหนึ่งมาจากการร่วมไม้ร่วมมือแสวงหามุมมองใหม่ๆ เพื่อก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของพิธีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือในโครงการ "กิจกรรมศึกษาวิจัยและพัฒนาต้นแบบไหมไทยร่วมสมัย" (Modern Thai Silk) ระหว่าง กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD และสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ พร้อมกันนี้ยังได้ตั้งโต๊ะเสวนาหัวข้อ "ไหมไทยยุคใหม่..ปรับอัตลักษณ์อย่างไร..สู่สากล" โดย อรทัย ศิลปนภาพร รองอธิบดีกรมหม่อนไหม ปิลันธน์ ธรรมมงคล นายกสมาคม อุตสาหกรรมฟอกย้อมพิมพ์และตกแต่งสำเร็จสิ่งทอไทย และ บุษยา คุ้นวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจุลไหมไทย ณ ห้องสุรศักดิ์บอลรูม 2-3 โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร เมื่อวันก่อน
 
          อรทัย ศิลปนภาพร แสดงความคิดเห็นว่า ทำอย่างไรให้พัฒนาการของไหมไทยเข้ากับยุคสมัยและความต้องการของผู้ซื้อ ทว่าขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทิ้งอัตลักษณ์เดิมซึ่งเปี่ยมไปด้วยคุณค่า
 
          "ข้อดีของผ้าไหมในภาคหัตถกรรมพื้นบ้านจะมีอายุการใช้งานยาวนาน ซึ่งได้มาจากเทคนิคโบราณ แต่ติดตรงที่ผ้าไหมเกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านที่ต้องการทอผ้าไว้ใช้เองภายในชุมชน ลวดลายของผ้าจึงสร้างสรรค์มาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวซึ่งเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมประเพณีประจำท้องถิ่น จนก่อให้เกิดความภาคภูมิใจ ไม่มีใครยอมเปลี่ยนลวดลาย ทว่าในมุมของผู้ซื้อจากต่างประเทศ การเลือกซื้อเขาเน้นไปที่เรื่องใส่สบาย ดูแลรักษาง่าย เพราะไม่รู้สึกถึงความเชื่อมโยงในเรื่องวัฒนธรรม ดังนั้นในฐานะผู้ผลิตจึงจำเป็นต้องเก็บความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวไว้ แต่อีกส่วนหนึ่งก็ต้องพัฒนาอัตลักษณ์ไม่ให้หยุดนิ่ง เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย ส่วนเรื่องแพทเทิร์น การออกแบบตัดเย็บ ไม่ควรมองข้าม" รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว
 
          ด้าน ปิลันธน์ ธรรมมงคล ย้ำว่าแค่ปรับให้ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งาน และไม่ทิ้งความเป็นไทย ผ้าไหมไทยก็ก้าวสู่สากลได้อย่างสวยงามแล้ว
 
          อย่างหนึ่งคือต้องปรับเพื่อให้เข้ากับชีวิตประจำวันของผู้สวมใส่ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นฟังก์ชั่นหรือการใช้งานด้วยวิถีชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีใครสามารถนำผ้าไหมไปซักแห้งได้บ่อยๆ เนื่องจากมีต้นทุนแพง ถ้าผู้ผลิตสามารถพัฒนาผ้าไหมด้วยมือก็ยังดี หรือยิ่งซักโดยเครื่องได้จะถือว่ายอดเยี่ยมมาก ส่วนเรื่องการออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานเป็นอีกข้อหนึ่งที่สำคัญ เช่น ผ้าพันคอก็ต้องที่มีเนื้อบางเบา และเมื่อมารวมกับอัตลักษณ์ของความเป็นไทยหรือภูมิภาคในโลกตะวันออก สามอย่างนี้หากนำมาผสมผสานกันจะกลายเป็นจุดยืนใหม่ให้แก่ผ้าไหมไทยของเราที่จะออกไปสู่ตลาดสากล เพราะเป็นความแตกต่างจากภูมิภาคอื่นๆ ของโลกที่ทำแบบเราไม่ได้
 
          ในฐานะผู้ผลิตเส้นไหม บุษยา คุ้นวงศ์ บอกว่า ทุกวันนี้คุณภาพเส้นไหมของไทยมีดีอยู่แล้ว ขอแค่ความชัดเจนจากการตลาดว่าต้องการอย่างไร พร้อมกับขอร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมมือร่วมใจกัน
 
          "ไหมไทยมีดีเยอะ สามารถตอบโจทย์ได้ทุกด้าน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นของเดิมแบบไหมสาวมือหรือของไหมจากอุตสาหกรรม ไม่มีอะไรขัดแย้งกันเลย แต่กลับส่งเสริมกันทำให้ไหมไทยเข้มแข็งขึ้นด้วยซ้ำ เวลาไปตรงไหนก็มีแต่คนมองอิจฉา เพราะไม่ว่าจะอยากได้เส้นไหมลักษณะไหนประเทศไทยมีครบหมด อีกทั้งยังเป็นเส้นไหมที่อยู่ในมาตรฐานไม่ว่าจะเป็นเส้นไหมสาวมือ เส้นไหมอุตสาหกรรม ขอแค่เพียงความชัดเจนจากตลาดว่าต้องการอย่างไรแล้วเรามาทำงานร่วมกัน ประสานความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนทั้งผู้ผลิต ผู้จำหน่าย หรือผู้ออกแบบ นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด" ผู้คลุกคลีอยู่กับเส้นไหมมายาวนานการันตี