
5พ.ค.ชี้ชะตาเลือกตั้งมาเลย์โต๊ะเจรจายังอยู่
5พ.ค.ชี้ชะตาเลือกตั้งมาเลเซีย รัฐบาลเปลี่ยน...โต๊ะเจรจายังอยู่! : ณรงค์ นวลสกุล/ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน
การเจรจาระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออกกับการเลือกตั้งภายในประเทศมาเลเซียในวันที่ 5 พฤษภาคม นี้ โดยเฉพาะข้อที่ว่า ผลจากการเป็นตัวกลางในการเจรจาสันติภาพที่ภาคใต้ของไทยถือเป็นผลงานของ นายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียโดยตรง
ดังนั้น การเลือกตั้งภายในของมาเลเซียครั้งนี้จึงได้รับการจับตามองจากคนไทยมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า หากพรรครัฐบาลของนายนาจิบแพ้การเลือกตั้ง และพรรคฝ่ายค้านพลิกกลับมาเป็นรัฐบาลแทน "โต๊ะเจรจาสันติภาพ" ที่รัฐบาลชุดเก่าเป็นเจ้าภาพอำนวยความสะดวกเอาไว้ จะล้มครืนตามไปด้วยหรือไม่ !?
ทั้งนี้ ในการประชุมหน่วยงานความมั่นคงที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุม โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก รวมถึง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ร่วมประชุมด้วย เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จึงได้มีการหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาหารือด้วย
หนึ่งในคณะทำงานพูดคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็นที่ร่วมคณะกับเลขาธิการ สมช. วิเคราะห์ว่า ไม่ว่าผลการเลือกตั้งในมาเลเซียจะมีการเปลี่ยนขั้วหรือไม่ การพูดคุยเพื่อสันติภาพก็จะต้องเกิดขึ้นต่อไป เพราะรัฐบาลไทยกับรัฐบาลมาเลเซียจะต้องร่วมมือกันในโครงการต่างๆ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง และโครงการท่าเรือทวาย ซึ่งมีส่วนสำคัญ และเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจของประเทศมาเลเซีย
หนึ่งในคณะทำงานพูดคุยของสมช. เชื่อว่า มาเลเซียต้องพยายามดำเนินการให้การพูดคุยกันในครั้งนี้จบลงด้วยดี ไม่เช่นนั้นมาเลเซียก็จะสูญเสียความน่าเชื่อถือไปด้วยเช่นกัน ดังนั้น ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านจะชนะการเลือกตั้งก็จะต้องเดินหน้าให้การพูดคุยได้ข้อยุติลงด้วยสันติวิธี
เขายังเผยถึงเงื่อนไขในการเจรจาล่าสุดกับแกนนำบีอาร์เอ็นด้วยว่า "ในการพูดคุยได้มีการโยนคำถามว่าให้พวกคุณ (บีอาร์เอ็น) หยุดก่อเหตุได้หรือไม่ประมาณ 1 เดือน ซึ่งหากหยุดไม่ได้ก็แสดงว่าไม่ใช่ตัวจริง และถ้าสั่งไม่ได้ ต่อไปเราก็อาจจะมีการพูดคุยกับกลุ่มอื่น”
ส่วนเงื่อนไข 5 ข้อของกลุ่มบีอาร์เอ็นที่ย้ำชัดเจนถึงการแบ่งแยกดินแดน และพยายามยกระดับการเจรจาสู่สากลนั้น เขามองว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นเพียงการแสดง "จุดยืน" ของเขาเท่านั้น และการพูดคุยกันในครั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นการเจรจา แต่เป็นการรับฟัง และเปิดช่องทางการพูดคุยเท่านั้น
“เงื่อนไข 5 ข้อที่บีอาร์เอ็นยื่นมานั้น โดยเฉพาะการให้มาเลเซียเป็นตัวกลางในการเจรจา มาเลเซียได้ประกาศชัดแล้วว่าเขาจะทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวกในการพูดคุยกันเท่านั้น ดังนั้น 5 ข้อที่เสนอมานั้น ถูกมาเลเซียปฏิเสธไปแล้วหนึ่งข้อ ส่วนที่เหลืออีก 4 ข้อนั้น ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยทั้งหมด” ทีมเจรจา สมช.กล่าวย้ำ
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านความมั่นคงจากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองสอดคล้องกันว่า ไม่ว่าพรรครัฐบาล หรือพรรคฝ่ายค้านจะเข้ามาครองอำนาจ โต๊ะเจรจาก็จะยังคงดำเนินต่อไป เพราะมาเลเซียต้องการมีบทบาทในการสร้างสันติภาพ เพื่อสร้างภาพความเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ปณิธาน มองว่า แม้การดำเนินนโยบายหลักๆ จะไม่ต่างกัน แต่ตัวบุคคลที่จะเข้ามาพูดคุย และประเด็นในการเจรจาคงจะเปลี่ยนไปพอสมควร โดยจะมีความเข้มข้นมากขึ้นเพราะพรรคฝ่ายค้านของมาเลเซีย โดยเฉพาะพรรคอิสลามแห่งมาเลเซีย หรือพรรคปาส มีความใกล้ชิดกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยมากกว่าฝ่ายรัฐบาลมาเลเซีย
"อย่าง นายฮัสซัน ตอยิบ แกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็น จะมีความใกล้ชิดกับตำรวจสันติบาลของมาเลเซีย และรัฐบาลในกรุงกัวลาลัมเปอร์มากกว่า แต่ถ้าพรรคฝ่ายค้านได้เป็นรัฐบาลเราคงได้เห็นคนหน้าใหม่ๆ เข้ามาเจรจามากขึ้น ซึ่งน่าจะถูกใจกลุ่มศาสนา และเด็กในพื้นที่มากกว่า แต่จะทำให้รัฐบาลไทยเจรจาได้ยากขึ้น" รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ สำหรับแนวโน้มการเลือกตั้งในครั้งนี้นับว่าสูสีคู่คี่มากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งมาเลเซีย โดยเฉพาะการขับเคี่ยวกันระหว่าง นายนาจิบ ราซัค ผู้สมัครจากพรรคสหมาเลย์แห่งชาติ หรือพรรคอัมโน กับ นายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้สมัครพรรคฝ่ายค้าน และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นคู่กัดตลอดกาลของพรรครัฐบาล และเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด
โดยนายนาจิบ ราซัค หาเสียงด้วยนโยบายการแก้กฎหมายเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ขณะที่ นายอันอาร์ อิบราฮิม ผู้สมัครจากพรรคฝ่ายค้าน ชูนโยบายการปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หลังจากพรรคอัมโนผูกขาดการปกครองของมาเลเซียมายาวนานกว่า 56 ปี
น่าสนใจว่า ทั้งคู่มีจุดแข็งที่แตกต่างกัน โดยนายอันวาร์เป็นขวัญใจ "คนรุ่นใหม่" ในช่วงระหว่างอายุ 20-30 ปี โดยผลการสำรวจคะแนนนิยมพบว่า นายอันวาร์มีคะแนนนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ 52 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่นายนาจิบได้คะแนนนิยมเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่มองว่า นายราจิบปิดหูปิดตาประชาชนด้วยการควบคุมสื่อ และบริหารประเทศล่าช้า ไม่ทันต่อสถานการณ์
แต่ผลการสำรวจคะแนนนิยมในกลุ่มประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไปพบว่า นายราจิบมีคะแนนนิยม 61 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ถือว่าได้น้อยกว่าทุกการเลือกตั้งที่ผ่านมา และทำให้พรรคอัมโนมีแนวโน้มที่จะได้ ส.ส.เข้าไปนั่งในสภาน้อยลง และจะทำให้การผลักดันกฎหมาย หรือนโยบายสำคัญทำได้ยากขึ้น ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานในอนาคต หากได้กลับไปเป็นรัฐบาลอีกครั้ง
ส่วนกลุ่มคนไทยในมาเลเซีย โดยเฉพาะผู้ที่ถือบัตรประชาชน "สองสัญชาติ" ก็ถือว่าเป็นตัวแปรหนึ่งในการเลือกตั้งมาเลเซียเช่นกัน โดยกลุ่มคนไทยในมาเลเซีย โดยเฉพาะในรัฐตอนเหนือ ซึ่งส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถือเป็นฐานคะแนนเสียงสำคัญของพรรคฝ่ายค้านมาเลเซียมาช้านาน และเป็นพื้นที่ที่พรรครัฐบาลพยายามช่วงชิงแต้มกลับคืนมาให้ได้มากที่สุด
มีรายงานข่าวแจ้งว่า รัฐบาลมาเลเซียพยายามลดช่องว่างของคะแนนเสียงส่วนนี้ด้วยการบีบกลุ่มที่มี "หมายจับ" ของทางการไทยให้สนับสนุนพรรครัฐบาล เพื่อแลกกับการได้อยู่ในมาเลเซียต่อ ไม่ต้องถูกส่งกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ซึ่งถือเป็น "ไม้เด็ด" ที่น่าจะช่วงชิงคะแนนเสียงกลับไปได้พอสมควร
.............................
(หมายเหตุ : 5พ.ค.ชี้ชะตาเลือกตั้งมาเลเซีย รัฐบาลเปลี่ยน...โต๊ะเจรจายังอยู่! : ณรงค์ นวลสกุล/ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน)



