
สอนหนูรวยแล้ว... ให้รวยอีก
สอนหนูรวยแล้ว... ให้รวยอีก : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
จนถึงวันนี้หนังสือ “ไม่เล่าก็ไม่รู้” ซึ่งเป็นพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มแรกในชีวิต วางขายมาครบ 4 เดือนเต็มแล้ว เป็น 4 เดือนที่ได้รับการตอบรับจากผู้อ่านอย่างอบอุ่น แม้กระทั่งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ยังได้รับเมลจากผู้อ่านที่เป็นผู้ฟังรายการ “เงินทองต้องรู้”
ผู้ฟังและผู้อ่านท่านนี้บอกว่า จะใช้หนังสือเล่มนี้เป็นแนวทางในการดูแลและเลี้ยงดูลูกในวัยประถม และจะพยายามลดความคาดหวังที่เคยกดดันตัวเอง (รวมถึงกดดันลูก) ว่าหากลูกเรียนไม่ดีจะพลาดโอกาสในการเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ที่มีชื่อเสียง
เมื่อได้รับเมลและได้อ่านเมลแล้ว ก็ตอบกลับไปว่า แม้ว่าจริงๆ แล้ว เรียนเก่งหรือเรียนไม่เก่ง ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าเราจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน หรือในการใช้ชีวิตหลังจากก้าวพ้นรั้วมหาวิทยาลัย แต่เกรดเฉลี่ยดีๆ หรือมหาวิทยาลัยดีๆ ก็ถือเป็นตัวช่วยที่สำคัญ เพียงแต่อาจจะไม่สำคัญเท่ากับเราลงมือทำทุกอย่างทำดีที่สุดหรือไม่ และเราทำเต็มที่แล้วหรือยัง
ดีที่สุดที่หมายถึงดีที่สุดจริงๆ และเต็มที่ที่สุดที่หมายถึงเต็มที่ที่สุดจริงๆ
นึกถึงตอนหนึ่งในหนังสือ “ไม่เล่าก็ไม่รู้” ที่เขียนประสบการณ์ของตัวเองไว้ว่า ตอนเรียนหนังสือก็ว่ายากแล้ว แต่พอเรียนจบออกมาหางานทำยิ่งยากกว่า ทั้งๆ ที่ ในช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจเติบโต ใครๆ ก็มีงานทำ แต่เพราะเราเรียนไม่เก่ง เกรดไม่ดี จึงหางานยากกว่าคนอื่น โอกาสก็น้อยกว่าใครเขา พอได้งานแรกในชีวิตก็ต้องรีบคว้าไว้ ทำงานได้แค่ 3 วัน ก็ต้องร้องไห้กลับบ้านทุกวัน ทั้งกดดัน ทั้งเครียด จนแม่บอกว่า “ถ้ามันเหนื่อยมาก กดดันมาก ก็ไม่ต้องทำ เพราะแม่ยังพอเลี้ยงลูกได้”
นาทีนั้นจากที่ท้อแท้ จากที่กดดัน จากที่เหนื่อย กลายเป็นบอกตัวเองให้สู้ต่อ เพราะรู้ว่าที่แม่พูดว่า “แม่ยังพอเลี้ยงลูกได้” นั้น มันไม่จริง เพราะกว่าแม่จะเลี้ยงดูส่งเสียให้เรียนจนจบมหาวิทยาลัย แม่ก็เหนื่อยจนสายตัวแทบขาดอยู่แล้ว
ที่นึกย้อนถึงตอนนั้น ก็เพราะตอนนี้ค้นพบแล้วว่าโลกมันเปลี่ยน การเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนลูกของพ่อแม่ยุคใหม่ก็เปลี่ยนไป เรามักจะเห็นว่าเด็กรุ่นใหม่มีความอดทนน้อยลง ต่ำลง เหตุก็เพราะพ่อแม่ที่เตรียมความพร้อมไว้ให้ลูก หลายครอบครัวที่เมื่อลูกเรียนจบแล้วออกหางานทำ เมื่อเผชิญแรงกดดันมากๆ สุดท้ายลูกเครียด ร้องไห้กลับบ้าน
พ่อแม่ก็ปลอบใจลูกด้วยประโยคเดิมๆ ที่เหมือนกันทุกยุคทุกสมัยว่า “ถ้าเหนื่อยมาก ก็ลาออก พ่อแม่ยังเลี้ยงลูกได้” เพียงแต่ความหมายของคำพูดใน พ.ศ.นี้ พ่อแม่หมายความว่า “เลี้ยงได้” จริงๆ และหมายความว่า “ลูกไม่ต้องอดทนทำงานที่ไม่อยากทำ หรือต้องอดทนกับความเครียดจากแรงกดดันในการทำงาน” จริงๆ
ไม่มีถูกหรือผิด ไม่มีดีหรือไม่ดี เพราะพ่อแม่มีสิทธิเต็มที่ในการสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องไม่ลืมหาเกราะป้องกันให้ลูกในวันที่พ่อแม่ไม่อยู่ เพราะไม่มีใครอยู่ดูแลกันได้ตลอดชีวิต
เกราะป้องกันที่ว่าไม่ใช่เพียงภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิต ความอดทน แต่ยังหมายรวมถึงภูมิคุ้มกันทางการเงินอีกด้วย
ถ้าจำกันได้สัปดาห์ที่แล้ว วันอาทิตย์คิดเรื่องเงินนำเสนอเรื่อง “สอน (ลูก) แบบไหน ได้ (ลูก) แบบนั้น” และทิ้งท้ายไว้ว่า สัปดาห์นี้จะนำเสนอเทคนิคการสอนลูกเรื่องเงินสำหรับพ่อแม่ที่มีความสามารถเตรียมความพร้อมทางการเงินให้ลูก ซึ่งนำมาจากหนังสือ Silver Spoon Kids (ของฝรั่งคงคาบช้อนเงินเป็นหลัก แต่ของไทยต้องเรียกว่า คาบทั้งช้อนทองและช้อนเงิน)
ปัญหาของพ่อแม่ที่มีฐานะก็คือ ลูกไม่มีวันเชื่อ ถ้าพ่อแม่บอกว่า “เรามีเงินไม่พอนะลูก” แม้ลูกรู้ว่าฐานะทางบ้านไม่ได้ลำบาก พ่อแม่สามารถดูแลและตอบสนองความต้องการของเขาได้เสมอ แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าจะทำแบบนั้นได้ “ตลอดไป” เพราะฉะนั้นดีที่สุดก็คือ การสอนให้ลูกยืนหยัดด้วยตัวเอง ไม่ใช่ด้วยทรัพย์สินที่พ่อแม่หามากองไว้ให้เขา
หนังสือ Silver Spoon Kids ให้แนวทางแก่พ่อแม่ผู้มีอันจะกินหรือมีฐานะว่าการจะเลี้ยงลูกให้มีความรับผิดชอบเรื่องเงิน ต้องให้ลูกๆ รู้ใน 3 เรื่อง หนึ่งก็คือ สอนให้เห็นถึง “ความพอดี” โดยแยกความต้องการและความจำเป็นออกจากกัน ในหนังสือเล่มนี้เล่าว่า พ่อคนหนึ่งมองดูลูกสาววิ่งเล่นดูตุ๊กตาบาร์บี้ที่ห้างสรรพสินค้า และเธอออดอ้อนว่า อยากได้กระเป๋าใส่เงินใบเล็กๆ สีม่วงสำหรับตุ๊กตาของเธอ แต่เมื่อพ่อถามว่า หนูมีกระเป๋าสีชมพูให้ตุ๊กตาแล้วนี่ ต้องมีสีม่วงด้วยหรือ สาวน้อยชะงักก่อนจะตอบว่า งั้นไม่ต้องก็ได้
สอง คือ สอนให้ลูกรู้จักใช้เงิน โดยการให้เงินจริงๆ ให้ค่าขนมเมื่อพวกเขายังเด็ก และให้บัตรเดบิตเมื่อพวกเขาเป็นวัยรุ่น เพราะนี่เป็นกุญแจสำคัญในการสอนว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรเมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่ นอกจากนั้นควรหยิบยกเรื่องค่าขนมมาคุยว่าลูกจะต้องทำอย่างไรกับเงินจำนวนนี้บ้าง พวกเขาจะซื้อขนมเอง ไปดูหนังหรือซื้อซีดีได้เองหรือเปล่า หรือว่าพวกเขาจำเป็นต้องออมเงินไว้บางส่วน และใช้บางส่วนหรือไม่
สำหรับเด็กๆ ไม่ว่าจะช้อนเงินช้อนทองติดตัวมาหรือไม่ ก็ควรมีกระปุกออมสินที่เป็นพลาสติกใสๆ เพื่อให้เขามองเห็นเวลาที่เงินเพิ่มขึ้น
สุดท้าย สอนให้รู้จักการให้ เช่น อาจจะชวนเด็กๆ นำอาหารหรือสิ่งของต่างๆ ไปบริจาค หรือช่วยพวกเขาเก็บเงินทอนที่ได้มาในแต่ละครั้ง เพื่อนำไปบริจาค แต่ต้องให้เขาเลือกองค์กรการกุศลด้วยตัวเอง และขอจดหมายขอบคุณหรืออนุโมทนาบัตรจากสถานที่เหล่านั้น เพื่อให้เด็กๆ รู้สึกว่า การให้ของเขานั้นจับต้องได้ สัมผัสได้ และได้รับการชื่นชม
แน่นอนว่า เป้าหมายสูงสุดในชีวิตพ่อแม่ ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการให้ลูกมีความสุขในเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายรวมถึงความสุขที่มีคุณภาพ ที่พ่อแม่สามารถลงมือสร้างให้ได้อย่างสมดุล เพราะเมื่อสมดุลทั้งปริมาณและคุณภาพแล้ว สิ่งที่ลูกจะได้ย่อมหมายถึง “ความสุขอย่างยั่งยืน”
สุดท้าย (จริงๆ) สำหรับผู้ที่ต้องการรับฟังรายการ “เงินทองต้องรู้” ย้อนหลังหรืออ่านบทความ “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” ย้อนหลัง สามารถคลิกไปติดตามได้ที่ facebook/Kwanchanok Wutthikul Fanpage
.....................................................
(สอนหนูรวยแล้ว... ให้รวยอีก : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected] )



