
'เรืองไกร'งานเข้า!ศาลรธน.แจ้งเอาผิด
'ศาลรธน.'แจ้งความเอาผิด 'เรืองไกร' ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน-ผู้พิพากษา หลังให้ข่าวเท็จกล่าวหา 'ชัช' ไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 'วสันต์' นั่ง ปธ. ศาลไม่ชอบ
3 พ.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าวระบุว่า วันนี้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้ไปกล่าวโทษ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต สว.สรรหา ต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเพื่อให้มีการดำเนินการตามกฎหมาย เนื่องจากเห็นว่า นายเรืองไกร กระทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 136 และมาตรา 198 ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ดูหมิ่นศาล ผู้พิพากษาในการพิจารณา พิพากษาคดีจากการที่ นายเรืองไกร ได้ไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อหน่วยงานต่าง ๆ และให้ข่าวกล่าวหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญว่ามีการกระทำที่บิดเบือนพระบรมราชโองการ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออำนาจตามกฎหมาย และกล่าวหาว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่งกระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วยการแอบอ้างเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยคดีโดยมีการกระทำที่ต่างกรรมต่างวาระกัน
โดยนายเรืองไกร ได้ไปยื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภาเมื่อ 22 เม.ย. ขอให้ตรวจสอบศาลรัฐธรรมนูญว่ามีการกระทำที่ผิดบิดเบือนพระบรมราชโองการหรือไม่โดยอ้างถึงหนังสือของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญที่เสนอเรื่องต่อวุฒิสภาเพื่อดำเนินการให้มีการเสนอให้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นฐานกล่าวหาว่า สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการในเรื่องดังกล่าวโดยมิชอบ มีการให้ข่าวกับสื่อมวลชนว่าเตรียมยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบว่าคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ปฎิบัติตามกฎหมายกรณีนายชัช ชลวร ลาออกจากการเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ แล้วมาดำรงตำแหน่งตุลาการโดยไม่ได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้ง แต่กลับไปทำหน้าที่ประธานที่ประชุมเลือกนายวสันต์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ ว่ามีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ รวมถึงการยื่นหนังสือต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษเมื่อวันที่ 29 เม.ย. ขอให้ตรวจสอบนายชัช ว่า ได้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อันเป็นความผิดเข้าข่ายกฎหมายอาญามาตรา 112 กรณีแอบอ้างเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเข้าเป็นองค์คณะพิจารณาวินิจฉัยคดีและมีคำสั่งคดีในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ภายใต้การยินยอมของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 8 คน ที่มีข่ายความผิดฐานเป็นตัวการ หรือผู้สนับสนุน หรือไม่
เอกสารข่าวศาลรัฐธรรมนูญยังระบุถึง การดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของนายชัช ภายหลังลาออกจากการเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ว่าเป็นไปอย่างถูกต้อง โดยแต่เดิมนายชัช ดำรงตำแหน่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่ขณะเดียวกันก็มีตำแหน่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญอีกสถานะหนึ่งตามที่ได้รับเลือกจากผู้ได้รับเลือกให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 8 คน เมื่อมีการดำเนินการเสนอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายชัชอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่ต้องได้รับการเสนอโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพร้อมกับผู้ได้รับเลือกอีก 8 คน และขณะเดียวกันก็ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญอีกสถานะหนึ่งด้วย ซึ่งการดำเนินการเสนอให้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคราวนั้น เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่ทั้งคณะ 9 คน การดำเนินการเพื่อให้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งคณะตุลาการทั้ง 9 คนและประธานศาลรัฐธรรมนูญจึงได้กระทำพร้อมกันในคราวเดียว โดยระบุให้นายชัช เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นที่พึงเข้าใจของสุจริตชนได้ว่านายชัชได้รับโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งสองฐานะคือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและประธานศาลรัฐธรรมนูญพร้อมกันในคราวเดียว เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสนอเป็นอีกขึ้นตอนหนึ่ง ตามหลักของเหตุผลประกอบบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องว่า ผู้ได้รับเลือกเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญต้องมีฐานะเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นจึงจะได้รับการเลือกและคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ในวันที่ 11 มิ.ย. 51 เมื่อนายชัช ลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญโดยมิได้ลาออกจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายชัช จึงยังคงดำรงตำแหน่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามที่ได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งอยู่จนถึงปัจจุบัน ดังนั้นการเข้าประชุมองค์คณะตุลาการฯเพื่อเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญและพิจารณาวินิจฉัยคดีจึงเป็นไปโดยชอบ
นอกจากนี้ พฤติการณ์ของนายเรืองไกรที่ให้ข่าวต่อสื่อมวลชนและร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ นั้น ไม่ได้เป็นการใช้สิทธิร้องขอให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยสุจริต แต่เป็นการใช้ข้อเท็จจริงที่เป็นเท็จและบิดเบือนมาเป็นฐานในการกล่าวหาว่ามีการกระทำผิดที่ร้ายแรงมาก ซึ่งนายเรืองไกร เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา มีวุฒิการศึกษาจบปริญญาโท ย่อมรู้อยู่ว่าในการเสนอเรื่องเพื่อให้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้บุคคลดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญนั้น สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญย่อมต้องมีการพิจารณากลั่นกรองตรวจสอบตามระเบียบปฏิบัติราชการอยู่แล้ว และยังต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาของวุฒิสภา รวมถึงผ่านการกลั่นกรองของสำนักราชเลขาธิการด้วย ซึ่งครบกระบวนการถูกสมบูรณ์ แต่นายเรืองไกรกลับกล่าวอ้างว่าไม่ชอบ ย่อมเป็นเครื่องบ่งชี้แสดงให้เห็นถึงการกระทำไม่สุจริต อีกทั้ง นายเรืองไกรเคยไปยื่นฟ้องเรื่องดังกล่าวต่อศาลปกครอง เมื่อศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำฟ้อง ก็กลับนำข้อความอันส่อเจตนาให้มีความเข้าใจผิดว่าศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยคดีแล้วว่า การแต่งตั้งนายวสันต์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นโดยไม่ชอบมาเป็นเหตุร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน วุฒิสภาและกรมสอบสวนคดีพิเศษ แสดงให้เห็นเจตนาว่าไม่ได้มีจุดมุ่งประสงค์ตรวจสอบตามสิทธิ แต่มุ่งเผยแพร่ให้ข่าวเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ เกียรติคุณ ชื่อเสียงของศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญหากนายเรืองไกร เห็นว่าการแต่งตั้งนายวสันต์ เป็นประธานฯไม่ชอบ และนายชัช ไม่ได้เป็นตุลาการฯ เหตุใดนายเรืองไกร ยังใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยเรื่องต่างๆ หลายเรื่องอาทิ คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ 33/2555 คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ 35/2555 คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ 39/2555 คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ 43/2555 ซึ่งการยื่นคำร้องดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่านายเรืองไกร รู้อยู่แก่ใจแล้วว่าการแต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงนายชัช ยังเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอยู่และการพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลก็เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย นายเรืองไกรจึงได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ เอกสารข่าวยังระบุว่า การร้องเรียนกล่าวหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญและการให้สัมภาษณ์เรื่องดังกล่าวของนายเรืองไกร ถือเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง เป็นการใส่ความมุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนไม่เคารพต่อการปฏิบัติหน้าที่ เสื่อมศรัทธา และเกิดการเกลียดชังศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ อันมุ่งประสงค์ต่อการทำลายล้างสถาบันตุลาการของชาติ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องใช้สิทธิปกป้องเกียรติภูมิของศาลรัฐธรรมนูญและสำนักงานฯไว้โดยกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป



