ข่าว

'มาร์ค'ติง'สมช.'ป้องBRNไม่เอี่ยว6ศพ

'มาร์ค'ติง'สมช.'ป้องBRNไม่เอี่ยว6ศพ

03 พ.ค. 2556

'มาร์ค' ติง 'เลขาฯสมช.' ป้อง 'บีอาร์เอ็น' ไม่เอี่ยวเหยื่อ 6 ศพ แนะ 'รัฐบาล' กำหนดกรอบแก้ไฟใต้ให้ชัด ฟันธง 'โต้ง-โกร่ง' จับมือไล่ 'ประสาร' พ้น ธปท.

 

                     3 พ.ค.56 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายเเดนภาคใต้ว่า หวังว่าการประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะกำหนดทิศทางอย่างเป็นเอกภาพ สำหรับการปฏิบัติในพื้นที่ควบคู่ไปกับการเจรจาสันติภาพกับบีอาร์เอ็น เพราะถ้าไม่สัมพันธ์กัน รัฐบาลจะอยู่ในฐานะที่ค่อนข้างอ่อนแอ อย่างไรก็ตามไม่เห็นด้วยกับท่าทีของ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ออกมายืนยันแทนบีอาร์เอ็นว่า การสังหารหมู่ 6 ศพ ที่จ.ปัตตานี ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบีอาร์เอ็น เพราะสิ่งที่ปรากฏออกมาก็เชื่อมโยงว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มบีอาร์เอ็น เช่น อาวุธที่ใช้ก็เป็นประเภทเดียวกัน จึงไม่อยากให้สรุปโดยไม่ดูข้อเท็จจริง และไม่อยากให้รัฐบาลกังวลในแง่การเมืองหรือการตลาดมากกว่าการแก้ปัญหา

                     ดังนั้นรัฐบาลต้องอยู่กับความจริง เพราะทุกคนเข้าใจดีว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ไข และยอมรับว่าระหว่างการพูดคุยปัญหาอาจจะรุนแรงขึ้นได้ แต่ต้องแก้ปัญหาบนพื้นฐานความจริงมากกว่า

                     นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน ถ้ารู้ว่าพลาดก็ออกมายอมรับและแก้ไข เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ชาวพุทธเกิดความหวาดกลัว ย้ายออกนอกพื้นที่ ในขณะที่ข้อเรียกร้องของกลุ่มบีอาร์เอ็น ก็ยิ่งสร้างความหวั่นไหวให้คนในพื้นที่มากขึ้น ดังนั้นรัฐบาลต้องมีท่าทีที่หนักแน่น เพราะการแก้ปัญหาจะมุ่งแต่การพูดคุยอย่างเดียวไม่ได้ เนื่องจากต้องดูด้วยว่าข้อตกลงจากการพูดคุยจะมีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อย่างไร

                     เมื่อถามว่า เมื่อการพูดคุยไม่สามารถลดความรุนแรงได้ ควรมีการพักการเจรจาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จากวันนี้ ไปจนถึงวันที่ 13 มิ.ย. ที่จะมีการพูดคุยรอบสาม ควรจะมีการติดต่อสื่อสารเป็นการภายในให้ชัดเจนว่า เราต้องการจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในเรื่องการลดความรุนแรง ไม่เช่นนั้นก็อาจต้องเลื่อนการพูดคุยออกไป แต่จะใช้วิธีใดต่อรองอย่างไรก็คงเป็นดุลพินิจของคนทำงาน

                     อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยให้เกิดสภาพว่าความรุนแรงในพื้นที่ยังทำได้ และยังมีการเรียกร้องนอกกรอบด้วย ในขณะที่รัฐบาลบอกจะคุยไปเรื่อยๆ เพราะถ้าทำเช่นนั้น ความสูญเสียในพื้นที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นว่ากลุ่มที่มาคุยไม่ได้หวังให้การพูดคุยเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา แต่หวังใช้เป็นเครื่องมือหรือทางผ่านไปสู่ข้อเรียกร้องที่สูงกว่า เวทีที่กว้างกว่า ซึ่งจะทำให้รัฐบาลหาทางออกยากยิ่งขึ้น ซึ่งบีอาร์เอ็นก็มีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการ ทำเป็นกระบวนการโดยทุกอย่างสอดคล้องกันหมด รัฐบาลจึงต้องตั้งหลักให้ดี

                     นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การที่เลขาธิการสมช. มองว่าความรุนแรงเกิดจากพวกสุดโต่ง ไม่เกี่ยวข้องกับบีอาร์เอ็นนั้น ต้องเข้าใจด้วยว่าความสำคัญของการพูดคุยไม่ใช่ว่าตกลงกับบีอาร์เอ็นได้หรือไม่ แต่อยู่ที่สามารถทำให้พื้นที่เกิดความสงบได้หรือเปล่า ดังนั้นหากบอกว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับบีอาร์เอ็น แต่กลุ่มที่ก่อเหตุสร้างความสูญเสียอย่างมาก และการพูดคุยก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ ประโยชน์ก็ไม่ตกอยู่กับประชาชนในพื้นที่ จึงเห็นว่ารัฐบาลควรเข้าใจถึงความละเอียดอ่อนของสถานการณ์และความเดือดร้อนของประชาชนมากกว่านี้

                     เมื่อถามว่าโต๊ะสันติภาพจะกลายเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิตของประชาชนในพื้นที่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องพิจารณาเพราะการพูดคุยต่อเนื่องมาหลายเดือนแล้ว ในขณะเดียวกันก็มีการเคลื่อนขบวนอย่างเป็นระบบ รัฐบาลต้องทบทวนและไม่ต้องกังวลเพราะไม่มีใครคิดเอาเรื่องนี้เป็นประเด็นการเมือง แต่ต้องยอมรับว่ามีอะไรที่ไม่ดีก็ต้องแก้ไข ไม่ใช่คิดแต่จะกลัวการเสียหน้า ซึ่งเท่าที่สังเกตการให้ข่าวของเลขาธิการ สมช. มีความกังวลเรื่องภาพ ในขณะที่ระดับนโยบายก็ไม่ยอมมาคลุกกับปัญหาให้มีความชัดเจนว่าจะปฏิบัติอย่างไร แต่พูดเพียงแค่ว่าการพูดคุยสันติภาพคือคำตอบทั้งที่ไม่ใช่ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือกำหนดทิศทางในภาพรวมให้ชัดเจน

                     เมื่อถามว่า กรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคดี โพสต์เฟซบุ๊ค ระบุว่าเดินทางไปพบกับอดีตนายกฯและนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย รวมทั้งผู้นำทางศาสนาเพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือตัวปัญหามาตั้งแต่ต้น เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าไปทำในลักษณะลองผิดลองถูก คิดแบบง่าย ๆ ว่าถ้าการพูดคุยยังไม่ครบทุกกลุ่ม ก็ไปเอามาเพิ่มแต่ผลที่เกิดในพื้นที่ระหว่างการลองผิดลองถูกกลับไม่คำนึงถึง ทั้งๆที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เคยยอมรับว่า นโยบายคิดใหม่ ทำใหม่ ในอดีต มีความผิดพลาด แต่วันนี้กลับมาลองผิดลองถูกอีกตนจึงเป็นห่วงว่าจะยิ่งซ้ำเติมให้ปัญหาบาปลายออกไป

                     ทั้งนี้อยากให้หน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานด้านการพัฒนา มีโอกาสนั่งอยู่กับนายกรัฐมนตรี ผู้กำหนดนโยบายเพื่อปรับกระบวนทั้งหมดรองรับกับสถานการณ์ แต่ถ้ายังปล่อยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้กำหนดนโยบาย สภาพความรุนแรงก็จะดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง และการพูดคุยก็จะบานปลายไปเป็นเรื่องอื่น ทั้งนี้หาก พ.ต.ท.ทักษิณ อยากช่วยด้วยเจตนาที่ดีคงไม่มีใครห้าม แต่ต้องมีความเข้าใจต่อสถานการณ์และต้องดูถึงผลที่ไปทำด้วย

                     นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงใบปลิวที่กลุ่มก่อความไม่สงบขู่ว่าจะฆ่าไม่เว้นทั้งผู้หญิงและเด็กว่า หน่วยงานความมั่นคงต้องเข้มงวดกวดขันมากขึ้น แต่ที่น่าหนักใจคือนโยบายใหม่เพราะหากยังขาดความชัดเจน และตกเป็นฝ่ายตั้งรับตลอดเวลาก็กระทบกระเทือนขวัญและกำลังใจของประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ทั้งนี้ตนไม่ทราบว่าพ.ต.ท.ทักษิณ มีความเข้าใจต่อปัญหาภาคใต้อย่างแท้จริงหรือไม่ แต่ดูจากการเดินเรื่องนี้เห็นว่ายังขาดหลายมิติ ซึ่งอาจเป็นเพราะขาดความใส่ใจหรือเป็นลักษณะวิธีการทำงานของ พ.ต.ท.ทักษิณก็ได้

 

'มาร์ค' ฟันธง 'โต้ง-โกร่ง' จับมือไล่ 'ประสาร' พ้น ธปท.

 

                     นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกระแสกดดันนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ตนสังเกตมานานแล้วว่ามีการตั้งเป้ามุ่งไปที่ตัวผู้ว่าฯธปท.เพื่อปลดออกจากตำแหน่ง ซึ่งบรรยากาศที่เกิดขึ้นจะไม่เป็นผลดี เนื่องจากจะทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ทั้งนี้ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง เงินไหลเข้า และการลดดอกเบี้ยนโยบาย มีประเด็นที่ต้องพูดคุยกันภายใน และผู้ว่าธปท.ก็เป็นเพียงหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เท่านั้น จึงไม่เข้าใจว่าสาเหตุที่ทำให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง รวมทั้งนายวีรพงษ์ รามางกูร ประธาน ธปท. พุ่งเป้าไปที่ผู้ว่าฯธปท.เพื่ออะไร แต่เชื่อว่าเป้าคงต้องการปลดนายประสาร โดยอ้างเหตุผลไปเรื่อยๆ ทั้งที่ความจริงควรหาคำตอบในการแก้ปัญหามากกว่า เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่สามารถแก้ไขด้วยเครื่องมือในเรื่องอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว

                     ผู้สื่อข่าวถามว่า เจตนาที่แท้จริงของรัฐบาลคือต้องการเปลี่ยนตัวผู้ว่าฯธปท.ที่เคยคัดค้านเรื่องการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาใช้ เพื่อเปลี่ยนบุคลากรที่รัฐบาลสั่งได้มาทำงานแทนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นธรรมดาของฝ่ายการเมืองที่ไม่ค่อยคำนึงถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและวินัยทางการเงินการคลัง จึงอยากได้คนที่ยอมปล่อยในเรื่องการใช้จ่ายเงิน แต่ถ้าธนาคารกลางมีผู้บริหารที่ยอมให้การเมืองแทรกแซงได้ก็จะไม่เป็นผลดีเพราะจะกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ส่วนที่มีการอ้างว่าสภาพเศรษฐกิจไทยวันนี้เหมือนกับยุคต้มยำกุ้งนั้น ตนเห็นว่าหากไปพิจารณาปัญหาต้มยำกุ้งจะพบว่าต้นตอที่แท้จริงคือการที่การเมืองเข้าไปแทรกแซงในระบบการเงิน อย่าให้ซ้ำรอยเดิม

 

'อภิสิทธิ์' จี้รัฐดูแล 'เสื้อแดง' หยุดคุกคามสื่อ

 

                    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงวันเสรีภาพสื่อมวลชน แต่กลับเกิดเหตุกลุ่มคนเสื้อแดงคุกคามสื่อหนังสือพิมพ์ เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า แปลกใจเพราะนายกฯและพรรคเพื่อไทย พูดถึงประชาธิปไตยเสมอ แต่ผู้สนับสนุนและตัวเองกลับคุกคามเสรีภาพของคนอื่นด้วยรูปแบบต่างๆเสมอ จึงไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตย

                    ดังนั้นรัฐบาลต้องดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิด ไม่เช่นนั้นจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จะเป็น 2 มาตรฐานอย่างแท้จริง รัฐบาลต้องรักษากฎหมายของบ้านเมือง โดยไม่ดูว่าใครเป็นผู้สนับสนุนหรือผู้คัดค้าน แต่ถ้าใครทำผิดกฎหมายก็ต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน แต่ในทางการเมือง ทั้งพรรคการเมืองและผู้นำพรรค มีหน้าที่ปรามผู้สนับสนุนไม่ให้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย และหากปล่อยให้มีการกระทำที่ผิดกฎหมายก็ต้องร่วมรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น จะอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องไม่ได้ เพราะเวลาใช้ประโยชน์ทางการเมืองก็อ้างว่า เป็นเนื้อเดียวกัน

 

'อภิสิทธิ์' ปลุกเยาวชนต้านโกง

 

                    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน (เยาวชน) “ก้าวไปด้วยกัน...สู่ อนาคตเยาวชนไทย ค.ศ.2020” โดยมีเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจากหลายสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่าหากใครที่ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ จะรู้สึกหงุดหงิดกับบ้านเมืองที่ยังคงมีปัญหาความรุนแรง แย่งชิงอำนาจ จนนำมาสู่ความขัดแย้ง ซึ่งตนในฐานะที่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีก็ตกเป็นจำเลยทางสังคมไม่แพ้คนอื่นเช่นกัน ซึ่งเรื่องการเมือง เป็นเรื่องของทุกคนที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะกระบวนการการเมืองเป็นเรื่องของสังคมที่มีความหลากหลาย ต้องมีการบริหารจัดการให้ความสำคัญกับเรื่องส่วนรวม เพราะทุกคนต้องอยู่ในกติกาของบ้านเมืองจึงจะสามารถเดินหน้าไปได้ ขณะที่เยาวชนถือเป็นส่วนสำคัญที่จะพัฒนาประเทศ

                    นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพรรคการเมืองฝ่ายค้านได้จัดทำพิมพ์เขียวประเทศไทย ที่จะเป็น คำตอบสำหรับการแก้ปัญหา โดยผ่านการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการและจะเห็นผลในอีก 7 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตามพิมพ์เขียวดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือเรื่องการศึกษา เศรษฐกิจ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล เพื่อป้องกันการทุจริตคอรัปชัน ที่เป็นปัญหาใหญ่ของชาติและหวังว่าเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะนำปัญหาไปสะท้อนเพื่อนำมาพัฒนา แก้ไขปัญหาต่อไป

 

'มาร์ค' ชี้เห็นต่างข้อกฏหมายได้

 

                     นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์รายการฟ้าวันใหม่ ทางสถานีโทรทัศน์บลูสกายชาแนล ถึงกรณีที่สมาชิกรัฐสภา 312 คนออกจดหมายเปิดผนึกปฏิเสธอำนาจศาลรัฐธรรมนูญว่า จดหมายดังกล่าวตนยังอ่านไม่จบ เพราะมีความยาวมาก แต่เห็นว่าทุกคนสามารถเห็นต่างในข้อกฎหมายและแสดงความเห็นได้ แต่ตนสงสัยว่าหากไม่รับอำนาจศาลแล้วต่อไปความขัดแย้งจะหาข้อยุติได้อย่างไร ซึ่งตนยืนยันว่าเรื่องนี้ถูกยกระดับขึ้นมา เพราะรัฐบาลกำลังดำเนินการหลายอย่างที่ขัดรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการกู้เงินและเรื่องนิรโทษกรรม จึงมองว่าศาลเป็นอุปสรรค ซึ่งเรื่องนี้จะสอดรับการปาฐกถาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ประเทศมองโกเลีย ที่พยายามจะให้เกิดความเข้าใจว่าศาลและองค์กรอิสระเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย ซึ่งหากส.ส.พรรคเพื่อไทยจะนำเรื่องนี้ไปอ้างและบอกว่าอย่ามาบังคับใช้นั้น ตนมองว่าจะมีการอ้างหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะหากศาลมีคำสั่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการใดๆ แล้วไม่ทำตาม ก็มีคำถามว่าจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งในประวัติศาสตร์ของโลกเวลาเกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้น ก็มักจะเกิดความขัดแย้ง ความรุนแรงกลางเมือง

                     "ตัวอย่างกรณีการปฏิเสธไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ก็คือกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคุณสมบัติของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ว่าขาดจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่วันนี้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย แถลงข่าวเรียกร้องให้ศาลคืนสถานภาพ ส.ส. ให้นายจตุพร พฤติกรรมนี้ชัดเจนหรือไม่ว่าเมื่อไม่ยอมรับอำนาจศาล ก็ออกมาเรียกสิทธิกลับคืน เมื่อไม่ยอมแล้วเรียกร้องก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าไม่ยอมรับแล้วก็ถึงขั้นว่าวันหนึ่งคุณจตุพรเดินเข้าสภาเข้าไปทำเป็น ส.ส. และบอกว่า ผมไม่ยอมรับ ก็จะมีคำถามว่า ถ้าทำกันอย่างนี้ได้แปลว่าต่อไปนี้เราสามารถจะเลือกได้ใช่ไหม พอศาลตัดสินเรื่องนี้ไม่ยอมรับ สุดท้ายก็เหมือนกับเราไม่มีศาล ไม่มีใครที่สามารถที่จะมาชี้ถูกชี้ผิดได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

                     นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การที่มีการอ้างว่าศาลไม่มีมาตรฐานรับคำร้องจึงไม่รับอำนาจศาลนั้น เห็นว่าเหมือนกับบ้านเมืองไม่มีกติกาปกครองทุกคนทำตามใจชอบ อย่างไรก็ตามในจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวที่มีการลงชื่อว่า "สมาชิกรัฐสภา" ทั้งที่มีสมาชิกทั้งหมด 600กว่าคน แต่ลงชื่อจดหมดเพียง 312 คนนั้นจะบอกว่าเป็นความของสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดไม่ได้ อย่างไรก็ตามต้องตั้งคำถามไปยังนายกรัฐมนตรีว่า เป็นความต้องการของรัฐบาลที่จะให้บ้านเมืองเข้าสู่ความขัดแย้งใช่หรือไม่