
เรื่องใกล้ตัว(ผม)ที่ท่านควรรู้และช่วยกันแก้ไข
เรื่องใกล้ตัว(ผม)ที่ท่านควรรู้และช่วยกันแก้ไข : คอลัมน์ ต่อปากต่อคำ โดย... ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn
ใกล้ตัวผมอย่างยิ่งเพราะเป็นเรื่องว่าด้วย “การศึกษาของชาติ” ซึ่งระยะหลังมีข่าวเกี่ยวกับการศึกษาของชาติออกผ่านสื่อมาเป็นระยะๆ ในหลายเรื่องน่าชมเชย ในหลายเรื่องยังไม่มีคำตอบชัดเจนและมีคำถามให้คิดคำนึงอยู่เช่นกัน
ยกตัวอย่างเรื่องแรกซึ่งเพิ่งเป็นข่าวออกมาสดๆ ร้อนๆ ได้แก่การคัดลอกผลงานทางวิชาการ Plagiarism ซึ่งโยงไปถึงธุรกิจที่ว่ากันว่าต่อมีเป็นเงินเป็นทองหลายพันล้านบาท เพราะทุกวันนี้มีหลักสูตรให้คนเลือก “ช็อปปิ้ง” เข้าศึกษาอบรมกันมากมาย ส่วนใหญ่ที่มีปัญหาจะเป็นแบบได้รับดีกรีปริญญาโท ปริญญาเอก เพราะคนในยุคนี้ปริญญาต้องมีไว้ไม่ต่ำกว่า ปริญญาโท
บางทีหัวหน้างานได้ปริญญาตรีมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ สาวๆ พอลูกน้องเข้ามามีมหาบัณฑิต ตัวเองก็ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนหาทางไขว่คว้าเอามาบ้าง แต่ด้วยอายุตัว (ของหัวหน้างาน) และงานการที่มากมาย ทำให้หลายคนเลือกหา “ทางลัด” ในการเข้าสู่ความสำเร็จ ซึ่งสื่อหลายแขนงได้ให้ข้อมูลตรงกันว่า ในหลายสถาบันการศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษา (บางคน) รวมไปถึงนักวิชาการบางกลุ่มบางพวก เห็นช่องทางแสวงหาประโยชน์และสร้าง “หนี้บุญคุณ” กับนักศึกษา ถึงกับรับจ้างทำให้ หรือถ้าเป็น “นักการเมืองมีชื่อเสียง ผู้ทรงอิทธิพลในสังคม” เขียนให้ฟรีๆ ก็มีร่ำลือกัน เพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ในอนาคตที่สุดจะคาดเดา อาจเป็นตำแหน่งหรือการสร้างคอนเนกชั่น (สายสัมพันธ์) เผื่อเอาไว้
เรื่องตรงนี้เกิดขึ้นมานาน หลายคนถามว่า ทางฝ่ายการศึกษาของชาติไปทำอะไรอยู่ถึงเพิ่งทราบ ตรงนี้ผมไม่มีคำตอบให้ แต่หากริเริ่มหาทางแก้ไขก็ถือเป็นสิ่งดี ที่แล้วมาจะอย่างไรค่อยว่ากัน หากรู้กันว่าเป็นอย่างนี้ ก็ไม่ควรแค่ “บ่นๆ" ให้ฟังเหมือนที่ผ่านมา ควรมีมาตรการในการตรวจสอบ เพราะแม้วันนี้จะมี โปรแกรมสำเร็จรูป ช่วยในการตรวจทานการ “คัดลอก” ทั้งไทยและเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ยังมีโอกาสเล็ดลอดลูกหูลูกตากันไปได้
สิ่งที่จะแก้ไขตรงนี้ต้องใช้ social sanction หรือแรงบีบทางสังคมสิ่งแวดล้อม ผมเองไม่ต้องไปเสาะหาข้อมูลที่ไหน ด้วยความเป็นอาจารย์นักวิชาการซึ่งมีคนรู้จักทั้งในทางหน้าที่การงานและได้พบเห็นกันทางสื่ออยู่สม่ำเสมอ วันๆ จะมีคนมาเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง เท็จจริงอย่างไรผมคงต้องกลั่นกรอง แต่เห็นอยู่ว่า มนุษย์อย่างพวกเราส่วนใหญ่รู้เห็นอะไรไม่บังควร ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเสมอไป และถ้าเริ่ม “ตื่นตัว” ไม่เอาหูเอานาเอาตาไปไร่แบบนี้ ผมเองเห็นว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะมาตรการทางกฎหมายค่อยเอาไว้ใช้เมื่อมีหลักฐานคาหนังคาเขาดิ้นไม่หลุด ถ้าเป็นข้าราชการก็ดำเนินการทางวินัยและส่ง ป.ป.ช. ไปตามครรลอง หากยัง “มัวๆ สีเทาๆ ขาดพยานหลักฐานจะมาชี้ชัด” เรื่องที่ควรทำก็คือไม่ต้องไปร่วมสังฆกรรม (เหมือนอย่างแนวทางปฏิบัติของสงฆ์ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล) เราคิดว่าคนเหล่านี้อาจจะ “เป็นพวกอย่างหนา” แต่แรงบีบตรงนี้มันมีผลอยู่ทีเดียว เพราะการไม่คบค้า ไม่ติดต่อปะทะสังสรรค์ด้วย มนุษย์ไม่ใช่ก้อนหินจะหนาแค่ไหนก็น่าจะรู้สึกถึง “ความโดดเดี่ยว” ได้ และมันน่าจะเป็นความรู้สึกซึ่งหลายคนที่ไม่ใช่เลวร้ายโดยสันดานคงไม่อยากพบเจอเรื่องแบบนี้
ปัญหาอีกประการที่สืบเนื่อง และผมคิดว่า ทางผู้เกี่ยวข้องกับนโยบายเร่งรัดผลิตบัณฑิตปริญญาเอกในปริมาณที่มาก ด้วยอ้างว่าสังคมวิชาการกำลัง “ขาดแคลน” คนมีวุฒิปริญญาเอก เข้าใจว่า กำลังเดินหลงทางกันไปใหญ่ และน่าจะขาดข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างแรง เพราะวันนี้ทั้งสถาบันของรัฐและเอกชนผลิตคนมีวุฒิปริญญาเอกกันเหมือนธุรกิจอุตสาหกรรม มีให้เลือกตามความถนัดและศักยภาพ ทั้งแบบออนไลน์ไม่ต้องเดินทางไปมหาวิทยาลัยก็เคยได้ยินมา ทำให้ต้องช่วยกันทักท้วงให้เห็นกันชัดๆ ว่า ประเทศเจริญแล้วเขาไม่วัดกันที่จำนวนคนได้รับปริญญาขั้นสูง แต่เขาดูที่ “ผลงานวิจัย” เพราะจบดอกเตอร์มาห้าหกใบแต่ไม่สามารถพิสูจน์ให้คนอื่นได้เห็นได้รับรู้ว่า ตนเองเก่งเชี่ยวชาญเรื่องใดก็ป่วยการ เพราะการค้นคว้าวิจัยผลิตผลงานจะเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างหนึ่งว่า ที่แต่ละคนร่ำเรียนมานั้นพอเอามาประยุกต์ใช้กับโลกแห่งความเป็นจริง มันน่าเชื่อถือและรู้จริงหรือไม่
ผมเขียนมาเพื่อกระตุ้นเตือนนักการศึกษาและผู้เกี่ยวข้องกับนโยบายหลักทางการศึกษาให้เห็นความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษาของชาติทั้งในเชิงคุณภาพและคุณธรรมจริยธรรมที่น่าจะต้องเร่งรัดฟื้นฟูรอไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว เพราะยิ่งนานวัน ช่วงชั้นการพัฒนาทั้งในเชิงเศรษฐกิจและข้อหาการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างที่เขานำเสนอเข้ามาทุกปีสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ปัญหาหนึ่งอยู่ที่ การศึกษาของเรายังไม่สามารถพัฒนาคนในทางจิตวิญญาณให้รู้ผิดชอบชั่วดี และเป็นเรื่องที่มีให้พูดกันไม่รู้เบื่อ
.......................................
(หมายเหตุ เรื่องใกล้ตัว(ผม)ที่ท่านควรรู้และช่วยกันแก้ไข : คอลัมน์ ต่อปากต่อคำ โดย... ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn)



