ข่าว

'พยุงศักดิ์'พบ'นายกฯ'หารือค่าเงินบาทแข็ง

'พยุงศักดิ์'พบ'นายกฯ'หารือค่าเงินบาทแข็ง

03 พ.ค. 2556

'พยุงศักดิ์' เข้าพบ 'นายกฯ' หารือผลกระทบค่าเงินบาทแข็ง แนะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1%

 

                      3 พ.ค.56 นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมทั้งคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ได้เดินทางเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือถึงผลกระทบค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในปัจจุบัน โดยส.อ.ท.ได้ชี้แจงให้นายกฯรับทราบว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อนกับสถานการณ์ค่าเงินบาทที่ผันผวนและแข็งค่าขึ้นเป็นอย่างมาก จึงอยากให้รัฐบาลหามาตรการออกมาช่วยเหลือในทันที โดยเฉพาะเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนต้องปรับให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์โลก เพราะตอนนี้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่กล้ารับราคา เพราะกังวลว่า อัตราแลกเปลี่ยนยังไม่มีความแน่นอน ดังนั้นถ้าปล่อยให้มีปัญหาต่อไปเรื่อยๆ คงส่งผลลุกลามอย่างรุนแรงไปถึงไตรมาสที่ 2 และ 3 ได้

                      ทั้งนี้ ส.อ.ท.ยังยื่นข้อเรียกร้อง 5 ข้อให้กับนายกฯ พิจารณา โดยมีประเด็นที่สำคัญข้อหนึ่งคือ การขอให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1% แม้ว่าจะดูรุนแรง แต่ก็จะช่วยให้ลดความร้อนแรงของเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดตราสารหนี้และพันธบัตร ส่งผลให้เศรษฐกิจมีความผันผวนได้ และอยากให้กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะธปท.ไม่ใช้จะดูเพียงปัญหาเงินเฟ้อ แต่จะต้องดูเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน และดอกเบี้ย ขณะเดียวกันยังอยากให้รัฐบาลช่วยดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่า และอ่อนเกินไป รวมทั้งต้องบริหารค่าเงินให้มีเสถียรภาพด้วย

                      “เงินบาทเราแข็งค่าขึ้นมาก หากเทียบกับหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่นก็ค่าเงินอ่อนลงมา 14-15% เกาหลีอ่อน 5% แต่ไทยแข็งค่า 6-7% เมื่อเป็นอย่างนี้จะเกิดปัญหากระจายไปยังหลายอุตสาหกรรม และจะทำลายซับพลายเชนให้ขายสินค้าไม่ได้ ขณะที่ผู้ประกอบการเองก็ซื้อสินค้าต่างประเทศหมด จึงกระทบกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภายในประเทศขายของไม่ได้ ส่วนการลดดอกเบี้ยนโยบาย เมื่อเร็ววานนี้ ทางยุโรปก็ได้ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% เหลือ 0.5% ให้เงินอ่นค่าลงให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ แต่ไทยยังไม่ได้ทำอะไรเลย แม้ว่าต้นปีที่ผ่านมาส.อ.ท.จะเสนอเรื่องให้รัฐบาลแก้ไขไปแล้ว” นายพยุงศักดิ์ ระบุ

                      ด้านน.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ขอขอบคุณภาคเอกชนที่เดินทางมา เพราะปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทเป็นปัญหาที่รัฐบาลติดตาม และเป็นกังวลใจ โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคธุรกิจส่งออก ซึ่งที่ผ่านมาได้ติดตามและประชุมร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือ ซึ่งเรื่องนี้ต้องแก้ไขเร่งด่วนคือการใช้นโยบายการเงินการคลังที่ควบคู่กันไป สิ่งหนึ่งที่เราพยายามทำคือการลดต้นทุนเอสเอ็มอีเพื่อให้แข่งขันได้ จึงเห็นชัดว่าแม้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมานิดเดียว ก็จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น เราก็จะไม่มีเงินเหลือที่จะแข่งขัน ขณะเดียวกันสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่ผันผวน แล้วเราแข็งค่ากว่าค่าเงินอื่น ทำให้เรากังวลกับเงินที่ไหลเข้ามา ซึ่งเราอยากให้เข้ามาอยู่ในการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง ทำให้เศรษฐกิจเรามีการหมุนเวียน แต่วันนี้เรามีความกังวลเพราะมีการลงทุนในตราสารหนี้ ไม่ใช่การลงทุนที่เกิดจากการกระตุ้น ซึ่งทำให้เกิดปัญหา โดยความกังวลในส่วนนี้เราได้พูดคุยกัน

                      “เราจะนำความกังวลใจของภาคเอกชนไปสื่อสารกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีเเละคลัง และคงสื่อสารไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยทางคณะกรรมการบริหารการเงิน และกระทรวงการคลัง ซึ่งต้องเรียนว่านโยบายการคลังที่เราได้สั่งการไปมีหลายส่วนที่จะพยายามดูแล และให้ใช้เงินบาทในการลงทุนมากที่สุด แม้กระทั่งโครงการในเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท หรือโครงการอื่นที่รัฐบาลจะลงทุน เราจะใช้เงินภายในประเทศให้มากที่สุด และดิฉันจะพยายามทำงานอย่างเต็มที่ในการประสานงานกับทุกส่วน และเร่งในการติดตามหามาตรการแก้ไขให้เอกชนรายใหญ่และเอสเอ็มอีด้วย” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว