
'พท.'ป้อง'ปู'โดนรุมติปมปาฐกถา
'พท.' วอนให้กำลังใจ 'นายกฯ' โดนรุมตำหนิปมปาฐกถา อัด 'ชัย ราชวัตร' เอาความรู้สึกคนมาล้อเล่น เด้ง 'ธีระพงษ์' เพื่อความเหมาะสม - ต้องปรับตัว
3 พ.ค. 56 เมื่อเวลา 10.50 น. น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีการออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีอย่างรุนแรงเกี่ยวกับการกล่าวปาฐกถาในระหว่างการประชุมประชาคมประชาธิปไตย ที่ประเทศมองโกเลีย ว่า ตนรู้สึกว่าในฐานะผู้หญิงในสังคมการเมืองควรที่จะส่งเสริมและให้กำลังใจ ไม่ใช่กลับมาทำให้รู้สึกว่าการเสียสละมาทำงานการเมืองแล้วต้องได้รับในสิ่งที่ผู้หญิงทุกคน หรือพ่อแม่ของผู้หญิงทุกคนคงไม่อยากให้ใครได้รับการกระทบกระเทือนในลักษณะนื้
น.ส.ศันสนีย์ กล่าวว่า นอกจากประเด็นผู้หญิงแล้ว ในเรื่องของการที่จะช่วยกันทำในทุกฝ่ายให้สังคมเป็นปกติ ร่มเย็น โดยพูดจากันด้วยเหตุผล ซึ่งการใช้เหตุผลจะทำให้เกิดประโยชน์ในการที่จะแก้ปัญหาที่มีอยู่ให้ลุล่วง คือ การมีสัมมาวาจา ดังนั้นจึงอยากให้ทุกคนให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นบุคคลที่สาธารณะให้ความไว้วางใจจากประชาชนมาอย่างถูดต้อง และเป็นผู้ที่ทำงานในที่แจ้งซึ่งทุกคนสามารถตรวจสอบได้ และเป็นงานที่มุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์ กับประเทศชาติ
'สุรนันทน์' โต้เสียงวิพากษ์ดูถูกเปรียบเทียบนายกฯ เป็นเรื่องสังคมไม่ยอมรับ
นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีด้วยถ้อยคำที่รุนแรงโดยคอลัมนิสต์ชื่อดัง สืบเนื่องมาจากการกล่าวปาฐกถาพิเศษที่ประเทศมองโกเลีย ว่า นายกฯพร้อมที่จะรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ที่สร้างสรรค์ แต่ก็มีบุคคลบางส่วนวิพากษ์วิจารณ์โดยใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม เป็นการดูถูกไม่เฉพาะแค่ศักดิ์ศรีนายกฯไทย แต่แย่ไปกว่านั้นคือการดูถูกศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงคนหนึ่ง
"ตรงนี้ผมขอวิวอนว่าการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆก็ขอให้อยู่ในกรอบของการวิจารณ์เนื้อหาของนายกฯที่ได้ปาฐกถาไป แต่ไม่ใช่เอาเรื่องของการเป็นสตรีเพศ หรือการไปเปรียบเทียบนายกฯซึ่งเป็นผู้หญิงกับผู้หญิงขายตัว แล้วไปดูถูกผู้หญิงที่ต้องทำอาชีพนั้นด้วยความจำเป็น ซึ่งเป็นปัญหาที่เราต้องช่วยกันแก้ไขก็แย่อยู่แล้ว แล้วไปเปรียเทียบนายกฯไทยที่ต่ำกว่า ก็เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีคนในสังคมปกติที่จะยอมรับ และควรที่จะประนามด้วยซ้ำกับผู้ที่ไม่กล้าวิจารณ์ในเนื้อหา แต่กลับใช้เรื่องของเพศ บุคคลิกส่วนตัวมาวิพากษ์วิจารณ์"
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น นายสุรนันทน์ กล่าวว่า ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายของนายกฯ กำลังพิจารณาทุกคำ ซึ่งคำวิพากษ์วิจารณ์ทั่วไปทางการเมืองแน่นอนไม่มีปัญหา แต่การหมิ่นประมาทส่วนตัวนั้นทางฝ่ายกฎหมายกำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการได้อย่างไรบ้าง
เมื่อถามว่าขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์กำลังดำเนินการทำหนังสือไปยังมองโกเลียเพื่อชี้แจงในสิ่งที่นายกฯปาฐถกาว่ายังพูดไม่หมดในกรณีการถูกยึดอำนาจของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายสุรนันทน์ กล่าวว่า นายกฯปาฐกถาครั้งนี้เป็นการแสดงจุดยืนทางการเมืองของนายกฯที่ชัดเจน ประสบการณ์ของนายกฯที่ประสบ รวมไปถึงพ.ต.ท.ทักษิณ และสิ่งที่ประเทศไทยต้องประสบหลังรัฐประหารปี 2549 เป็นฝันร้ายของประเทศไทย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่นายกฯได้มีโอกาสในเวทีที่เหมาะสมรวมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์ข้อคิดเห็น ซึ่งนายกฯไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะวิจารณ์ประเทศไทยอย่างที่ถูกกล่าวหา โดยต้องการเพียงเล่าข้อเท็จจริง และก็เป็นอุทาหรณ์แก่ประเทศอื่นๆ และคนในประเทศว่าความเป็นประชาธิปไตยต้องช่วยกันรักษา อย่าไปล้มล้าง ประชาธิปไตยเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เกิดความมั่นคง และเสถียรภาพทางการเมืองซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ
นายสุรนันทน์ กล่าวต่อว่า การที่พรรคฝ่ายค้านจะวิพากษ์วิจารณ์หรือเห็นไม่ตรงกันก็เป็นสิทธิ์ ที่สามารถทำได้ และเราพร้อมที่จะรับฟังเช่นกัน แต่ในขณะเดียวกันฝ่ายค้านก็ต้องคิดเหมือนกันว่าในอดีตที่ผ่านมาตัวเองทำความเสียหายให้กับประเทศอะไรบ้าง ซึ่งมีอีกหลายเรื่องราวที่ไม่ได้อยู่ในปาฐกถาของนายกฯ และประชาชนก็ควรทราบ ซึ่ตนเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่คงทราบดี ทั้งนี้ทางฝ่ายค้านอยากจะทำหนังสือก็ทำได้เต็มที่เราไม่ขัดขวาง
เมื่อถามว่ามีกลุ่มสว.จำนวนหนึ่งเรียกร้องให้นายกฯออกมาขอโทษ นายสุรนันทน์ กล่าวว่า ทำไมจะต้องขอโทษ เพราะนายกฯพูดความจริง เมื่อถามต่อว่ามองว่าเป็นการพูดความจริงไม่หมด นายสุรนันทน์ กล่าวว่า หากสว.จะกี่คนก็ตามที่ต้องการเห็นว่ามีมุมมองที่แตกต่างก็เสนอความคิดเห็นของตนเองได้ แต่ก็ชัดเจนว่าระบอบประชาธิปไตยมีกลไกหลายกลไกที่ยังไม่เป็นประชาธิไตยที่แท้จริง ตนคิดว่าวุฒิสภาก็เป็นกลไกหนึ่งที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งมีน้อยประเทศที่วุฒิสภามาจากกการเลือกตั้งครึ่งหนึ่งแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ต้องแก้ไขในส่วนของรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามว่ากรรมมาธิการวุฒิสภาจะเรียกนายกฯเพื่อไปชี้แจง ตรงนี้นายกฯพร้อมหรือไม่ นายสุรนันทน์ กล่าวว่า ยังไม่เห็นจดหมายหรือการเชิญอะไร เห็นผ่านสื่อก็คงพิจารณาอะไรไม่ได้
เมื่อถามว่าหลายฝ่ายมองว่าสถานการณ์ประเทศกำลังนิ่งๆ แต่นายกฯกำลังเปิดแผลความขัดแย้ง นายสุรนันทน์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่นายกฯเล่าเรื่องจริง ที่เป็นจุดยืนทางการเมือง ตนคิดว่าถึงเวลาที่นายกฯเห็นว่าเหมาะสมที่จะให้ความเห็นตรงนี้ เพราะเสถียรภาพทางการเมืองนั้นต้องมีประชาธิปไตย ถ้ามีกลไกหรือบุคคลที่ไม่เห็นด้วย เราก็ควรที่จะเตือนให้เป็นอุทาหรณ์ หากเราจะย้อนให้เกิดเหตุอย่างปี 2549 อีก ครั้งนี้ยากที่จะฟื้นฟูความเชื่อมั่นมา โดย 2 ปีที่ผ่านมาน.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินสายทั่วโลกเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นมาได้ถึงจุดนี้ตนเชื่อว่าก้าวต่อไปสิ่งที่นายกฯตั้งใจในการปาฐกถาเป็นอุทธาหรณ์ และในที่สุดแล้วก็ต้องการเห็นความปรองดองเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์เกิดขึ้นในประเทศไทย
เมื่อถามว่าการกล่าวนอกประเทศลักษณะนั้นจะเป็นอุทาหรณ์และประโยชน์อะไรให้กับคนในประเทศได้บ้าง นายสุรนันทน์ กล่าวว่า เป็นเวทีที่เหมาะสม อย่าลืมว่าทาประธานธิบดีงมองโกเลียคนปัจจุบัน เคยมาเยือนประเทศไทยสมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่มาจากการเลือกตั้ง หลังจากนั้นมองโกเลียก็แทบจะไม่มีความสัมพันธ์หรือการติดต่อกับประเทศไทยอย่างจริงจัง ซึ่ง 1.มองโกเลียเห็นแล้วว่า น.ส.ยิ่งลัษณ์ มาจากการเลือกตั้ง 2.ให้เกียรตินายกฯในฐานะนายกฯไทยคนแรกที่เยือนมองโกเลียอย่างเป็นททางการ ทั้งนี้มองโกเลีย ได้รับการยอมรับว่าต่อสู้เพือประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง การให้เกียรติตรงนี้แสดงว่าเขายอมรับแล้วว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งหลายเวทีต่อจากนี้ในโลกตนเชื่อว่านายกฯจะปาฐกถาพิเศษอีกส่วนจะเป็นเรื่องนี้หรือเรื่องอื่นๆ ก็ต้องติดตามต่อไป
เมื่อถามว่ายืนยันว่านายกฯจะพูดในรูปแบบนี้ในเวทีลักษณะดังกล่าว นายสุรนันทน์ ปฏิเสธว่า ใจเย็นๆ ยังไม่รู้ว่าเนื้อหาเป็นอย่างไร ผลกระทบคราวนี้ถือว่าเป็นผลกระทบที่เราได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าประชาธิปไตยในโลกทุกประเทศที่มาแชร์ประสบการณ์กัน มีการเติบโตที่ไม่เท่าเทียมกัน และทุกประเทศก็มีปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข การที่มาร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเพื่อให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งในแต่ละประเทศ
เมื่อถามว่าวันนี้คิดว่ารัฐบาลยืนอยู่บนระบอบประชาธิปแล้วหรือไม่ นายสุรนันทน์ กล่าวว่า รัฐบาลยืนอยู่บนประชาธิปไตยแล้ว เพราะมาจากกการเลือกตั้งของประชาชนที่แท้จริง แต่ก็ยังมีกลไกบางอย่างที่ยังคงความไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่ ซึ่งต้องได้รับการแก้ไข
เมื่อถามว่าประเด็นนี้จะทำให้การเดินหน้าสร้างความปรองดองของรัฐบาลสะดุดหรือไม่ นายสุรนันทน์ กล่าวว่า ประสบการณ์ของหลายประเทศที่มีความขัดแย้งทางการเมืองแล้วเริ่มกระบวนการปรองดองนั้น ต้องเริ่มด้วยการพูดจาที่เป็นความจริง ใครบอกว่าไม่ครบถ้วนก็พูดออกมา แล้วลองดูว่าเราจะเจอกันได้ตรงไหน วันนี้ถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องรับรู้ความจริงจากผู้นำของประเทศ
ยัน 'คนไทย' เห็นตรงกัน 'นายกฯ' พูดที่มองโกเลียส่งผลดี
ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า กรณีที่มีผู้ที่ออกมาโจมตี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย จากกรณีการกล่าวปาฐกถาพิเศษที่ประเทศมองโกเลียว่า การกล่าวโจมตีดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลหรือนายกฯ เกี่ยวกับจุดยืนเรื่องประชาธิปไตย เพราะคนไทยส่วนใหญ่และคนในประชาคมโลกเข้าใจตรงกันว่า สิ่งที่นายกฯ พูด ส่งผลดีต่อประเทศ เพราะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นว่าคนไทยมีอุดมการณ์ ด้านประชาธิปไตยตรงกับประเทศอื่นๆ ไม่ได้เป็นการต่อว่าประเทศไทยต่อประชาคมโลก
ร.ท.หญิง สุณิสา กล่าวว่า คนที่กล้าหาญพูดความจริงพูดออกมา แสดงให้เห็นว่าผู้พูดย่อมมองเห็นปัญหาของตัวเองและจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ และในขณะนี้ประชาคมโลกกำลังจับตามองว่าประเทศไทยจะเดินไปสู่ทิศทางใด ระหว่างการก้าวไปข้างหน้ากับโลกประชาธิปไตย หรือเลือกเดินถอยหลังไปอยู่ภายใต้การกลัวอำนาจของคนกลุ่มหนึ่ง และคำพูดของนายกฯ เป็นคำตอบว่าประเทศไทยจะเดินบนเส้นทางประชาธิปไตย
"ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ออกมาโจมตีนายกฯด้วยวิธีการเช่นนี้ เพื่อเป็นการปกป้องประโยชน์ของคนกลุ่มเดียว รัฐบาลจะไม่หวั่นไหวและจะยืนเคียงข้างประชาชนเพราะรัฐบาลมีที่มาจากประชาชน และรัฐบาลยอมรับการออกมาแสดงความคิดเห็นจากผู้ที่ไม่เห็นด้วย เพราะถือเป็นสิทธิ แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ถ้อยคำหยาบคายเพราะจะส่งผลต่อผู้พูดเอง และคำพูดดังกล่าวจะสะท้อนตัวตนของผู้พูดว่าเป็นคนอย่างไร น่าเสียดายที่งานเขียนที่ใช้สื่อสารในเรื่องที่ดี กลับมาเสียดสีสตรี ซึ่งถือเป็นเพศแม่ ทั้งนี้การดูหมิ่นศักดิ์ศรีผู้หญิงและทำลายผู้ที่กล้าพูดความจริงสังคมไม่ควรยอมรับ เพราะจะเป็นอุปสรรค์ในการส่งเสริมการพัฒนาสตรีไทยทั้งระบบ"
อัด 'ชัย ราชวัตร' อย่าเอาความรู้สึกคนมาล้อเล่น
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ชัย ราชวัตร การ์ตูนนิสต์ชื่อดัง โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊คส่วนตัวพร้อมโพสต์ภาพน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมายในการใช้ภาษาถ้อยคำที่รุนแรงว่า ความจริงท่าทีและจุดยืนของชัย ราชวัตรก็ชัดเจนว่าอยู่ฝ่ายอำมาตย์ล้าหลัง ตรงกันข้ามกับฝ่ายประชาธิปไตยก้าวหน้าอยู่ตลอด เห็นได้ชัดในหลายครั้ง เช่น การเชียร์เบอร์ 16 อย่างออกหน้าออกตาในศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่ผ่านมา แต่ไม่คิดว่าครั้งนี้จะขาดสติอย่างเฉียบพลันรุนแรงถึงขั้นใช้ถ้อยคำที่รุนแรง เถื่อน ถ่อย ไร้ซึ่งรสนิยม เสียราคาการ์ตูนนิสต์อาวุโส ไม่ให้เกียรติผู้นำประเทศของตนเอง
นายอนุสรณ์กล่าวว่า หลังจากพรรคเพื่อไทยประณาม ชัย ราชวัตร ในพฤติกรรมครั้งนี้แล้ว หากเห็นว่ายังไม่มีท่าทีสำนึก ยังคงยึดมั่นในมุมคิดแบบเดิมขอเตือนว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่ชัย ราชวัตรจะเอาความรู้สึก อารมณ์ร่วมของคนมาล้อเล่น พรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องเครือข่ายประชาธิปไตยก้าวหน้า คนเสื้อแดง และเครือข่ายหนุนรัฐบาลทั้งหลายให้อดทน อยูในที่ตั้ง ไม่ออกมาดำเนินการใดๆ ที่อาจจะตกเป็นเหยื่อของฝ่ายที่ต้องการยั่วยุหรือเดินทางไปประท้วง การเขียนข้อความแสดงความเห็น การมีปฏิกิริยาทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทุกฝ่ายต้องระมัดระวัง
"เพราะเมื่อท่านปฏิเสธการใช้คำหยาบคายก็ไม่ควรใช้กับอีกฝ่ายหนึ่งเช่นกัน แม้ชัย ราชวัตร ใช้คำหยาบคาย เปรียบเทียบการปฏิบัติงานของน.ส.ยิ่งลักษณ์รุนแรง แต่ฝ่ายประชาธิปไตยก้าวหน้าก็ไม่ควรใช้คำเดียวกันหรือแบบเดียวกันในการตอบโต้ฝ่ายอำมาตย์ล้าหลัง เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้มีอารยธรรมที่เหนือกว่า"
เด้ง 'ธีระพงษ์' เพื่อความเหมาะสม-ต้องปรับตัว
น.ส.ศันสนีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับกรมประชาสัมพันธ์ ให้สัมภาษณ์กรณีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 เม.ย. มีมติเห็นชอบย้ายนายธีระพงษ์ โสดาศรี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ว่า เพื่อความเหมาะสมในการปฏิบัติราชการ และคำสั่งที่ออกไปล้วนแล้วเป็นเหตุเป็นผล และเพื่อความเหมาะสม เพราะยังมีภารกิจอีกเป็นจำนวนมากในกรมประชาสัมพันธ์ ส่วนการทำงานของนายธีระพงษ์ที่บอกว่าไม่เหมาะสมนั้น อย่าให้ระบุออกมาเป็นข้อๆ เลย เพราะในการบริหารงานในกรมประชาสัมพันธ์ ที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งในยุคสมัยนี้จะต้องมีการปรับตัวไปตามสภาพการเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างเช่น การปรับตัวในช่วงที่กำลังจะมีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) มากำหนดกติกาใหม่ และปรับตัวเพื่อก้าวไปสู่การกำหนดให้กรมประชาสัมพันธ์ต้องเป็นสื่อสาธารณะ และปรับตัวการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน เพื่อนำไปสู่การทำงานให้วัตถุประสงค์ดังกล่าวนั้นประสบความสำเร็จต่อไป ส่วนข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นั้น ขออย่าไปพูดในรายละเอียดที่ไม่มีการยืนยันชัดเจน ทั้งนี้อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์คนใหม่อยู่ในระหว่างการพิจารณา เมื่อได้แล้วจะแจ้งให้ทราบต่อไป



