
ศาลยกคำร้องระงับแผนโครงการน้ำ3.5แสนล้าน
'ศาลปกครอง' ยกคำร้องขอระงับประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ขณะที่เอกชนทยอยยื่นซองราคา ด้าน 'เลขาฯสบอช.' เผยประกาศผล 4 มิ.ย.นี้
3 พ.ค.56 ที่สำนักงานศาลปกครอง นายอุเทน ชาติภิญโญ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้เข้าสอบถามความคืบหน้าต่อศาลปกครองกรณีที่ได้ยื่นคำฟ้องเมื่อวันที่ 25 เม.ย. ขอให้ศาลปกครองเพิกถอนข้อกำหนดและขอบเขตของงาน หรือ ทีโออาร์ ในแต่ละโมดูลของแผนบริหารจัดการน้ำ วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท แต่ปรากฏว่าได้รับทราบว่าศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เนื่องจากเห็นว่าข้ออ้างของนายอุเทนที่ว่าการออกข้อกำหนดและขอบเขตงานตามโครงการบริหารจัดน้ำในแต่ละโมดูลอาจจะมีการทุจริต อาจทำให้เกิดการสูญเสียงบประมาณ และอาจเกิดการทำสัญญาที่เป็นนิติกรรมอำพราง แต่ทั้งหมดก็เป็นเพียงการคาดการณ์ของนายอุเทน
ซึ่งนายอุเทนไม่มีการระบุหรือกล่าวอ้างว่าคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอย่างไร แม้นายอุเทนจะอ้างว่าโครงการดังกล่าวยังไม่มีการรับฟังความคิดเห็นประชาชน ตามที่กฎหมายกำหนด อันเป็นการขัดต่อสิทธิของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ และขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 57 มาตรา 58 และมาตรา 87 แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่า การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่นายอุเทนอย่างไร ศาลจึงเห็นว่านายอุเทนไม่ใช้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องมาจากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองที่จะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองตามมาตรา 42 วรรคหนึ่งของพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 2542 จึงสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา
ซึ่งนายอุเทน เมื่อศาลฯมีคำสั่งดังกล่าวคงจะไม่ยื่นอุทธรณ์ พร้อมน้อมรับด้วยความขมขื่น เพราะส่วนตัวคิดว่าในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่เสียภาษีย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องคดีได้ โดยหลังจากนี้อยากให้สื่อและประชาชนติดตามว่าจะมีการเปิดซองเทคนิค ซองราคา ที่มีการยื่นในวันนี้ และช่วยกันตั้งคำถามไปยังผู้เกี่ยวข้องว่า มีหลักเกณฑ์และกรอบแนวคิดในการให้แต่ละบริษัทมีสิทธิได้โครงการในแต่ละโมดูลอย่างไร และร่างทีโออาร์ที่กำหนดนั้นมีความเหมาะสมอย่างไร ซึ่งส่วนตัวในฐานะคนที่ทำงานเรื่องนี้มาเชื่อว่าไม่เหมาะสมเลย
อย่างไรก็ตามตนได้ทำจดหมายเปิดผนึกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชี้แจงถึงการยื่นคำร้องต่อศาลปกครองในครั้งนี้ว่า ตนไม่ได้คัดค้านรัฐบาล พรรคเพื่อไทย หรือ กบอ. แต่คัดค้านกระบวนการในการจัดทำทีโออาร์ที่จะเปิดดำเนินการว่ามีช่องว่างช่องโหวให้ผู้เกี่ยวข้องนำมาใช้และเกิดทุจริตได้ และสร้างปัญหาความวุ่นวายให้สังคม จะมีการขัดขวางฟ้องร้องจนโครงการต้องล้ม และสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติในอนาคต
เมื่อถามว่านายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่ากรรมการใน กบอ. ถูกบีบให้ลาออก นายอุเทน กล่าวว่า ในฐานะลูกผู้ชายไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด แต่ก็เชื่อว่ากรรมการคนอื่นๆ คงจะได้รับโทรศัพท์เหมือนตนและรู้สึกอึดอัด ซึ่งการไม่เปิดเผยรายละเอียดครั้งนี้ก็เป็นไปได้ว่า หากในอนาคตจะออกพ็อกเก็ตบุ๊กก็จะเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับการทำงานของ กบอ. “แม้ตอนนี้จะยังไม่เปิดเผยแต่ถ้ารู้สึกอึดอัดมาก ก็จะเขียนเป็นพ็อกเก็ตบุ๊กเปิดเผยเบื้องลึกเบื้องหลังของโครงการนี้ทั้งหมด”
เอกชนทยอยยื่นซองราคา-เทคนิคโครงการน้ำ3.5แสนล.
ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) ทำเนียบรัฐบาลถึงบรรยากาศการมายื่นซองราคาและซองเทคนิคโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมวงเงินกู้3.5แสนล้านบาทในวันนี้ว่า มีความคึกคักเป็นอย่างมาก โดยมีสื่อมวลชนจำนวนมากเฝ้าติดตามรายงานข่าวดังกล่าว ขณะที่กลุ่มบริษัทต่างๆทยอยขนกล่องสำเนาเอกสารด้านเทคนิคทุกโครงการ ซึ่งกลุ่มที่มายื่นเป็นรายแรก คือ กลุ่ม ITD POWER CHINA JV ซึ่งใช้รถบรรทุก 6 ล้อ จำนวน 18 คันขนกล่องสำเนาเอกสารด้านเทคนิคของทั้ง 10 โครงการมาส่งที่ตึก สบอช.
ด้านบริษัท เค วอเตอร์ ที่มีสิทธิ์ยื่นซองของทั้ง 10 โครงการเช่นกัน ก็ใช้รถบรรทุก 6 ล้อ 4 คัน และรถตู้อีก 2 คัน ขนกล่องเอกสารมาด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ทาง สบอช.ได้ใช้ตึกสำนักงานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยผู้นำชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเตรียมจะใช้เป็นโรงยิมออกกำลังกายของทำเนียบรัฐบาลใช้เป็นสถานที่เก็บสำเนาเอกสารทั้งหมด โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้น้ำยาฉีดป้องกันปลวกฉีดทั่วบริเวณเพื่อป้องกันปลวกกัดกินเอกสารสำคัญเหล่านี้
ด้านนายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะเลขาธิการสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) กล่าวถึงการเปิดรับซองเอกสารข้อเสนอด้านเทคนิคราคา ขั้น Definitive Design โครงการเพื่อการออกแบบและก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทยในวันนี้เวลา 08.30-14.00 น. ว่าในทีโออาร์ได้กำหนดไว้แล้วว่า ในการคัดเลือกมี 2 วิธี คือเทคนิคที่ดีที่สุด กับราคาที่ดีที่สุด ตอนนี้เราเอามาผสานกัน คือในส่วนโครงการ 350,000 ล้านบาทเนื่องจากแต่ละกลุ่มบริษัทมีความสามารถสูงดังนั้นในเรื่องเทคนิค เราจะให้คะแนน แล้วเรียงลำดับคะแนนว่าใครได้คะแนนสูงที่สุด เราก็จะเปิดซองราคาเฉพาะรายที่มีคะแนนสูงสุดก่อน
นายสุพจน์ กล่าวอีกว่า ในการพิจารณาด้านเทคนิคนั้น วันนี้เราจะยังไม่มีการเปิดซองใดๆ ทั้งสิ้น เป็นการรับกล่องเอกสารอย่างเดียว ในหนึ่งบริษัทนั้นก็จะต้องส่งเอกสาร 1 ชุด เอกสารสำเนา 25 ชุด รวมตัวอย่างทั้งหมดแล้ว 4,000 กล่อง และจะมีคณะกรรมการประมาณ 50 คนในการอ่านเอกสาร ภายใน 3 สัปดาห์ถึง 1 เดือนก็จะรู้ผล อันดับ1-3 แล้วนำซองราคามาเปิดดูราคาที่เสนอมา ซึ่งราคาจะต้องไม่เกินราคาการันตีหรือราคาสูงสุดที่กำหนดไว้ ยกตัวอย่าง โครงการโมดูลเอ 1 ที่ทำเนื่องเขื่อน เรากำหนดว่าให้เสนอไม่เกิน 50,000 ล้านบาท รวมทุกเขื่อน บริษัทก็เสนอมา เราก็ทำการต่อรองราคาให้เหมาะกับเทคนิคที่เสนอมา ซึ่งถ้าราคาไม่เหมาะสม ถูกเกินไป หรือสูงเกินไปคณะกรรมการก็มีสิทธิไม่รับราคา ถ้าตกลงไม่ได้ก็จะเปิดซองราคาของผู้เสนอรายถัดไป แต่ถ้ารายที่ 1 ตกลงได้เราจะคืนซองราคาหรือเอกสารราคาทั้งหมด รวมถึงค้ำประกันให้กับบริษัทที่เหลือโดยไม่เปิดซอง ซึ่งเป็นกฎที่เรากำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม บริษัทที่มีสิทธิ์ยื่นซองในวันนี้จะต้องยื่นครบทุกโมดูลหรือทุกโครงการที่ตัวเองมีสิทธิ์ยื่น แต่ถ้ายื่นมาครบ ก็จะถูกตัดสิทธิ์ ถือว่าแพ้ฟาวล์ทันที
เมื่อถามว่าในส่วนการพิจารณาของศาลปกครองที่ไม่มีการระงับการรับซองในวันนี้ แต่ส่วนอื่นๆ ศาลว่าอย่างไรบ้างนั้น นายสุพจน์ กล่าวว่า มีการยื่นข้อกล่าวหาอยู่ 5 เรื่องด้วยกัน แต่เรื่องสำคัญที่สุดในวันนี้คือการคุ้มครองไม่ให้รับซอง แต่ศาลพิจารณาจากข้อมูลที่เราชี้แจ้งเมื่อวันที่2พ.ค. ว่าวันนี้เป็นเพียงการรับซองและการแต่งตั้งคณะกรรมการ 50 คน ที่มีการแต่งตั้งแล้วนั้น ยังไม่มีการผูกพันนิติสัญญา หรือนิติกรรมใดๆ ทั้งสิ้น ช่วงนี้จะเป็นการดำเนินการในด้านเทคนิค ซึ่งถ้าล่าช้าจะเกิดความเสียหายก็ให้ดำเนินการได้ แต่ในส่วนอื่นศาลก็รับไว้พิจารณาและจะดำเนินการตามขั้นตอนปกติต่อไป ซึ่งจะไม่กระทบต่อการดำเนิน
เมื่อถามว่าถ้ามองในแง่ลบที่สุดคือไม่สามารถตกลงกับรายใดได้เลยนั้น นายสุพจน์ กล่าวว่า จากแผนแม่บทที่มีการทำหลายขั้นตอนนั้น เท่าที่ดูทุกบริษัทที่เสนอมามีข้อมูลที่ใกล้เคียงกันหมด ต่างกันบางส่วนจะไม่มีเหตุการณ์ที่ตกลงไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เพราะไม่ใช่การประกวดราคาแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่เราดูด้านเทคนิคมาแล้ว และทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าราคากลางที่เราใช้เป็นราคาสูงสุด แต่ราคากลางเราจะใช้ราคาต่อหน่วยของกระทรวงการคลัง ของราชการทุกประการ ดังนั้นทุกบริษัทที่เสนอจะมีเรื่องของพวกนี้อยู่แล้ว เรื่องของเขื่อน โครงสร้าง การขุดลอกถนน บริษัทไม่ได้มาแข่งกันเรื่องลดราคา เพราะถ้าลดคุณภาพก็จะออกมาไม่ดี แต่จะแข่งกันในเรื่องของประสิทธิภาพ เรื่องของการจะได้ที่ 1 และราคาไม่เกินที่เราตั้งไว้
ต่อข้อถามว่ามีการประเมินหรือไม่ว่าอนาคตถ้าฝ่ายที่ต่อต้านยื่นเรื่องร้องต่อศาลปกครองอีกครั้งหลังจากมีการลงนามในสัญญาเรียบร้อยแล้ว นายสุพจน์ กล่าวว่า "ไม่ได้มีการประเมินตรงนี้ แต่ยืนยันว่าถ้าเขาไปยื่นฟ้องอีก เราก็ยังสามารถตอบได้ทุกคำถาม ทั้งการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) และผลกระทบด้านสุขภาพ(เอชไอเอ) เพราะมีการระบุอยู่ในทีโออาร์อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เอกชนไม่ได้หวั่นไหวต่อการที่ศาลปกครองจะรับคำร้องไว้ เพราะเขาอ่านเอกสารทีโออาร์อย่างละเอียดจนมีความเข้าใจแล้ว ทั้งนี้ในวันที่6 พ.ค. นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกฯ ในฐานะประธานกบอ. จะให้สัมภาษณ์ในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนเพื่อชี้แจงด้วย"
ส่วนกรณีเงิน 350,000 ล้านบาทนั้น นายสุพจน์ กล่าวว่า ขอชี้แจงก่อนว่า350,000 ล้านบาทคือ พ.ร.บ.เงินกู้ 10,000 ล้านบาทเป็นเรื่องของการสร้างอนาคตประเทศ ซึ่งหลังจากการศึกษาอย่างละเอียดเรามีการปรับราคา เงินรวมทั้งหมดจะเป็น 310,000 ล้านบาท ทั่วประเทศ ไม่รวมกับบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งเราก็รวมอยู่ในงบ 350,000 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้จะเริ่มทำงานหลังเซ็นสัญญา ซึ่งวันนี้หลัง 15.30 น. จะมีการประชุม เรื่องเอกสารโครงการ และคาดว่าจะประกาศผลการพิจารณาได้วันที่ 4 มิ.ย.56 ซึ่งหลังจากนี้จะมีการแจกเอกสารเขียว จำนวน 11 หน้าซึ่งเป็นเอกสารเดียวกับที่ยื่นส่งศาล ทั้งนี้เอกสารจะอธิบายรายละเอียดโครงการทั้งหมด เมื่ออ่านแล้วจะไม่มีใครมาถามอีก



