ข่าว

หนีเงื้อมมืออำมหิต!เสียงครวญแม่เหยื่อ6ศพ

หนีเงื้อมมืออำมหิต!เสียงครวญแม่เหยื่อ6ศพ

03 พ.ค. 2556

หนีเงื้อมมืออำมหิต เสียงครวญแม่เหยื่อ6ศพในวันที่ใจสลาย : ทีมข่าวคมชัดลึกรายงาน


              เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังเกิดอย่างต่อเนื่อง หลายเหตุการณ์กลายเป็นโศกนาฏกรรมสร้างความสูญเสียอย่างมิอาจเรียกกลับมาได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังฝังไว้ตลอดไปคือความทรงจำอันแสนเจ็บปวดของครอบครัวที่ต้องสูญเสียคนรักอย่างไม่มีวันกลับ ซึ่งความสูญเสียที่เกิดขึ้นเปรียบเสมือนกงล้อที่หมุนกลับมาอย่างไม่รู้จบ

              จนถึงวันนี้เสียงครวญสะอื้นที่เกิดขึ้นกับพี่น้องชาว 3 จังหวัดภาคใต้ยังเกิดขึ้นอย่างมิรู้จบ เช่นเดียวกับครอบครัวของ นางวัชริน นวลสาย หญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายวัย 34 ปี หนึ่งในครอบครัวที่ถูกความอำมหิตมาพรากสามีและลูกน้อยวัย 2 ขวบจากเหตุการณ์กลุ่มก่อความไม่สงบบุกกราดยิงร้านน้ำชาของตนเอง ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 6 คนเมื่อคืนวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา

              แม้จะอยู่ด้วยความหวาดหวั่น แต่นางวัชรินไม่เคยคาดคิดว่า ความโหดร้ายอย่างแสนสาหัสจะเกิดกับครอบครัว โดยนางวัชรินเล่าย้อนถึงอดีตด้วยความเจ็บปวดว่า ครอบครัวเป็นชาวบุรีรัมย์ แต่แม่ได้ย้ายมาตั้งรกรากที่ปัตตานีตั้งแต่วัชรินอายุได้เพียง 8 เดือน ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ครอบครัวใช้ชีวิตอยู่ที่ปัตตานีมาโดยสงบสุขตลอดมา เมื่อเติบโตจึงมาสร้างครอบครัวกับ นายสมาน เฮียงมา สามี วัย 38 ปี โดยมีพยานรักด้วยกันคือ ด.ช.จักริน เฮียงมา หรือน้องไตเติ้ล  ท่ามกลางเหตุการณ์ความไม่สงบที่ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ มาหลายปี

              นางวัชรินเล่าต่อว่า เมื่อเหตุการณ์เริ่มถี่ และรุนแรงขึ้น สามีและเธอเริ่มคิดนึกถึงความปลอดภัยของครอบครัว โดยเฉพาะลูกน้อยวัยเพียง 2 ขวบที่เป็นเสมือนแก้วตาดวงใจ และด้วยเหตุนี้เธอและสามีได้คิดทบทวนถึงการกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดของพ่อแม่ที่บุรีรัมย์ แต่ติดตรงที่ครอบครัวมีรายได้น้อยเหลือเกิน ทุกวันเงินทองที่หาได้ก็พอแค่ได้กินได้ใช้ไปในแต่ละวัน โดยครอบครัวขายของชำอยู่กับบ้านมา 6 ปี ส่วนสามีมีอาชีพหาของเก่าขาย แต่ด้วยรายได้ที่ไม่พอใช้ต้องไปทำงานเป็นลูกเรือประมงทางฝั่งมาเลย์ โดยสามีจะไปครั้งละสองเดือน ล่าสุดเพิ่งกลับมา และกำลังจะเตรียมตัวไปใหม่ในวันที่ 4 พฤษภาคมนี้ โดยไม่คาดคิดว่าการกลับมาครั้งนี้ของสามีจะเป็นการกลับมาพบหน้าลูกเมียเป็นครั้งสุดท้าย
 
              “คืนเกิดเหตุก็นั่งอยู่กับสามี และลูกที่หน้าร้านอย่างมีความสุข แต่เห็นว่าดึกแลัวจึงเดินเข้าบ้านไปอาบน้ำ ขณะเปิดน้ำอยู่ในห้องน้ำได้ยินเสียงปืนดังลั่น จึงวิ่งออกมาเห็นเขม่าควันเต็มไปหมด ท่ามกลางเสียงปืนที่ดังต่อเนื่อง และด้วยความกลัวจึงวิ่งเข้าไปในห้องน้ำอีก ตอนนั้นคิดในใจว่าเป็นบ้านเราแน่ เมื่อเสียงปืนเงียบเห็นเจ้าหน้าที่เต็มไปหมด ตอนนั้นไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่คิดถึงสามีกับลูก ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่มาพาไปอยู่หลังบ้าน เพราะกลัวว่า จะมีเหตุการณ์ซ้ำ ต่อมาเจ้าหน้าที่บอกว่า สามีและลูกถูกยิงเสียชีวิต ตอนนั้นหัวใจเหมือนถูกฉีกขาด จึงตามไปที่โรงพยาบาล แต่ยังไม่ได้ดูศพสามีและลูก ดิฉันทำอะไรไม่ถูกต้องรอญาติสามีลงมาจากหนองบัวลำภูมาจัดการศพ” นางวัชรินร่ำไห้ทั้งน้ำตา

              นางวัชรินกล่าวว่า หลังเกิดเหตุการณ์เลวร้ายยังนึกถึงภาพน้องไตเติ้ลจะวิ่งเล่นซนกับสามี เพราะน้องไตเติ้ลติดพ่อมาก ไตเติ้ลเป็นเด็กหัวไว จำได้หมดว่าอะไรเป็นอะไรในร้าน ใครสั่งอะไรไปหยิบถูก ท่องศัพท์ได้หมด ก.ไก่ก็คล่อง มันโหดร้ายมากที่ทำกับเด็กสองขวบได้ กราดยิงแล้วไปยิงซ้ำเขาอีก เด็กบริสุทธิ์ไม่ได้ทำผิดอะไร ทำไมต้องทำกับเขาขนาดนี้ ส่วนแฟนเป็นคนขยันทำมาหากิน รักครอบครัว อะไรที่ทำจะได้เงินมาเขาไม่เคยเกี่ยงเพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด กำลังจะเอาของเก่าที่หามาได้ไปขายเพื่อจะได้จ่ายค่าเช่าร้าน ค่านมลูก เขาไม่อยู่แล้วก็ไม่รู้จะทำยังไงต่อ

              "ถ้าตายไปพร้อมกันคงดีกว่าที่ต้องมานั่งเห็นบ้าน เห็นข้าวของและคิดถึงเขาสองคนอยู่แบบนี้  ถ้านั่งอยู่ด้วยก็คงโดนหมดทั้งบ้าน แต่คิดว่าตายพร้อมกันดีกว่าต้องมาทรมานกับการเห็นสภาพที่เกิดขึ้น แฟนเคยพูดทุกวันว่าอยากกลับไปอยู่บ้านเกิด พาพ่อพาพาลูกไปอยู่ที่โน่น  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันสุดจะรับไหวเมื่อจัดงานศพเสร็จจะอพยพครอบครัวกลับไปอยู่บุรีรัมย์แน่นอน ไม่รู้จะอยู่อีกทำไม ไม่อยากตายทั้งครอบครัว”

              ขณะที่ นางสัมฤทธิ์ นวลสาย หรือยายน้อย แม่ของนางวัชริน บอกว่า มาตั้งรกรากที่ปัตตานีมากว่าสามสิบปี ตลอดเวลาจะบอกลูกว่า เราคงไม่ซวย มาตายไกลบ้านเพราะอยู่ในเมืองไม่ใช่ชนบท อีกทั้งบ้านเราอยู่ห่างกับจุดตรวจแค่สองร้อยเมตร คืนนั้นถ้าใครอยู่หน้าบ้านคงถูกยิงตายหมด ยายอยู่บ้านถัดมาอีกสามห้อง ได้ยินเสียงปืนแต่ไม่กล้าออกมาดู สงสารลูกที่ต้องเสียทั้งสามีและลูก คราวนี้คงได้กลับบุรีรัมย์จริงๆ แล้ว” ยายน้อยกล่าวอย่างหนักแน่นด้วยหัวใจที่สลาย

              เหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวที่พรากชีวิตประชาชนไปถึง 6 คน ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจต่อพี่น้องชาวไทยเป็นอย่างมาก แต่ในความโชคร้ายดังกล่าวยังมีผู้รอดชีวิตจากเงื้อมมือของความอำมหิตในครั้งนี้  คือ นายอดุลย์ ดวงแก้ว วัย 40 ปี หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ฆ่าหมู่ 6 ศพ

              วันนี้ นายอดุลย์ ยังคงนอนพักรักษาอาการบาดเจ็บอยู่บนเตียงผู้ป่วยโรงพยาบาลปัตตานี โดยนายอดุลย์เล่าถึงนาทีชีวิตให้ฟังสั้นๆ ว่า พื้นเพเป็นคน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง และพักอาศัยอยู่ในย่านที่เกิดเหตุ คืนเกิดเหตุไม่ได้นั่งรวมอยู่กับกลุ่มผู้เสียชีวิตที่นั่งอยู่บริเวณม้าหินอ่อน แต่ยืนอยู่นอกร้าน ตอนนั้นเห็นรถมอเตอร์ไซค์ 2 คันแล่นมาจอด คนบนรถ 4 คนแต่งชุดสีดำคล้ายทหารพราน ตอนแรกไม่ได้เอะใจอะไร เพราะแถวนี้มีทหารพรานผ่านมาบ่อยๆ อยู่แล้ว แต่เสี้ยววินาทีนั้นเองกลุ่มชายฉกรรจ์ได้กราดยิง จึงรีบวิ่งหนี แต่ยังถูกยิงที่ขา หลังถูกยิงพยายามตะเกียกตะกายต่อไป และไปล้มที่หน้าร้านอีกร้านหนึ่ง ตอนนั้นชาวบ้านในละแวกนั้นต่างวิ่งหนีเข้าบ้าน โชคดีที่รอดชีวิตมาได้ ไม่นึกว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

              เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล สมาชิกวุฒิสภา จ.ปัตตานี ที่ลงเยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวนี้ผู้สูญเวัยบอกว่า เป็นเหตุสะเทือนขวัญเหตุใหญ่สุดนับจากปี 2547 มาของ จ.ปัตตานี เพราะมีผู้เสียชีวิตพร้อมกันถึง 6 คนด้วยการกราดยิง และยิงซ้ำ หนึ่งในนั้นคือเด็กวัย 2 ขวบที่ถูกยิงศีรษะ รวมทั้งยิงผู้พิการด้วย

              "ประชาชนตั้งคำถามว่าประชาชนคาดหวังกับการพูดคุยมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ แต่กลับมีเหตุการณ์ถี่ และมากขึ้นทุกวันอย่างชัดเจน เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องดูแลรักษาความปลอดภัยและให้ความมั่นใจมากขึ้น ในฐานะเป็นประธานอนุกรรมการการติดตามประเมินผลการเยียวยาอยากฝากบอกว่าต้องดูแลครอบครัวที่เกิดเหตุสะเทือนขวัญเช่นนี้เป็นพิเศษและครบคลุมในทุกมิติ อยากให้ช่วยดูแลเหมือนกรณีของเจ้าหน้าที่เพราะทุกคนมีสิทธิ์เท่ากัน” ส.ว.อนุศาสน์ฝากทิ้งท้าย

......................

(หมายเหตุ : หนีเงื้อมมืออำมหิต เสียงครวญแม่เหยื่อ6ศพในวันที่ใจสลาย : ทีมข่าวคมชัดลึกรายงาน)