ข่าว

จับตางบ3.5แสนล้าน!จัดการน้ำพลิกโฉมไทย

จับตางบ3.5แสนล้าน!จัดการน้ำพลิกโฉมไทย

03 พ.ค. 2556

จับตางบ3.5แสนล้าน! จัดการน้ำพลิกโฉมประเทศไทย

              โค้งสุดท้ายการ "ชิงดำ" ศึกยื่นประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ 3.5 แสนล้านบาท จะเริ่มต้นวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ โดย คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เตรียมเปิดให้บริษัทซึ่งผ่านการคัดเลือกกรอบแนวคิดเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบการแก้ปัญหาอุทกภัย (พีคิว) เสนอรายละเอียดโครงการทั้ง 9 โมดูล ก่อนประกาศผลผู้ชนะในแต่ละโมดูลภายในเดือนพฤษภาคมนี้ ตามกรอบพระราชกำหนดเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท

              สำหรับทั้ง 9 โมดูลแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ ประกอบด้วย โมดูลที่ 1 การสร้างอ่างเก็บน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืนในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ยม น่าน สะแกกรัง และ ป่าสัก จำนวน 5 หมื่นล้านบาท

              โมดูลที่ 2 การจัดทำผังการใช้ที่ดิน/การใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมทั้งการจัดทำพื้นที่ปิดล้อมชุมชนและเศรษฐกิจหลัก สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จำนวน 2.6 หมื่นล้านบาท

              โมดูลที่ 3 การปรับปรุงพื้นที่เกษตรชลประทานในพื้นที่โครงการชลประทานเหนือ จ.นครสวรรค์ เพื่อเก็บกักน้ำหลากชั่วคราว จำนวน 1 หมื่นล้านบาท

              โมดูลที่ 4 การปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลัก และการป้องกันการกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำในพื้นที่แม่น้ำยม น่าน และเจ้าพระยา จำนวน 1.7 หมื่นล้านบาท

              โมดูลที่ 5 การจัดทำทางผันน้ำ (Flood Diversion Channel) ขนาดประมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมทั้งการก่อสร้างถนนเพื่อรองรับคมนาคม จำนวน 1.53 แสนล้านบาท

              โมดูลที่ 6 ระบบคลังข้อมูลเพื่อการพยากรณ์และเตือนภัย รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำ 4,000 ล้านบาท

              โมดูลที่ 7 การสร้างอ่างเก็บน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืนในพื้นที่ 17 ลุ่มน้ำ จำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท

              โมดูลที่ 8 การจัดทำผังการใช้ที่ดิน/การใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมทั้งการจัดทำพื้นที่ปิดล้อมชุมชนและเศรษฐกิจหลัก สำหรับพื้นที่ 17 ลุ่มน้ำ จำนวน 1.4 หมื่นล้านบาท

              สุดท้ายโมดูลที่ 9 การปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลัก และการป้องกันการกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำในพื้นที่ 17 ลุ่มน้ำ จำนวน 5,000 ล้านบาท

              แน่นอนว่า...การดำเนินโครงการอภิมหาโปรเจกท์เลี่ยงไม่ได้ที่จะสร้างผลกระทบให้แก่ประชาชนในวงกว้างเช่นกัน โดยเฉพาะแผนการก่อสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ 17 ลุ่มน้ำ รวมทั้งลุ่มน้ำปิง ยม น่าน สะแกกรัง และป่าสัก ครอบคลุมพื้นที่ค่อนประเทศไล่เรียงมาตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคกลาง ยันภาคตะวันออกบางส่วน และภาคตะวันตกบางส่วน

              เพียงแค่โฟกัสไปที่ลุ่มน้ำยม เจอแรงต้านของชาวสะเอียบ จ.แพร่ ซึ่งตั้งป้อมคัดค้านการสร้างเขื่อนมาหลายยุคสมัย ใช่จะรับมือได้ง่ายๆ ไหนจะต้องต่อกรกับลุ่มเอ็นจีโอที่ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์ ในลุ่มน้ำสะแกกรัง เชื่อว่า กบอ.คงหืดจับแน่ๆ

              นอกจากนี้ กบอ.ยังปรับแผนจากเดิมที่เล็งพื้นที่ฝั่งตะวันออก เป็นเส้นทางการระบายน้ำ หรือฟลัดเวย์ ระยะทางประมาณ 270 กิโลเมตร พาดผ่านพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี ปทุมธานี จนถึง จ.สมุทรปราการ โดยหันมาเน้นฝั่งตะวันตก โดยกำหนดให้เป็นแนวตัดใหม่ตลอดเส้นทาง ระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร พาดผ่าน 4 จังหวัด คือ ชัยนาท สุพรรณบุรี นครปฐม และสมุทรสาคร

              แม้ยังไม่มีความชัดเจนในรายละเอียด ว่าเอกชนที่ชนะการประมูลแต่ละโมดูลจะดำเนินการอย่างไร และพื้นที่ของใครจะได้รับผลกระทบบ้าง ทว่าถึงวันนี้เริ่มเกิดแรงต้านปะทุขึ้นเป็นระยะๆ ภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการบริหารจัดการน้ำยังเคยแสดงความหนักใจว่า ปัญหาที่พวกเขาจะต้องประสบ คือ การต่อต้านจากพลังมวลชน และ การเวนคืนที่ดิน

              นี่เป็นเพียงการบ้านเบื้องต้นเท่านั้น ที่ กบอ.ต้องเผชิญ อย่าลืมว่าโครงการระดับนี้ สร้างผลกระทบต่อคนหลายสิบจังหวัด จากนี้ไปแรงต้านยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน หากการทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีไอเอ-เอชไอเอ) ที่จะต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย จะช่วยให้ก้าวไปอีกเปลาะเช่นกัน

              อีกทั้งไม่ควรมองข้ามการเคลื่อนไหวของคนใกล้ชิดรัฐบาลอย่าง อุเทน ชาติภิญโญ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ด้านการระบายน้ำ ยื่นฟ้อง กบอ. ต่อศาลปกครองกลาง แผนกคดีสิ่งแวดล้อม โดยให้เหตุผลว่า การกำหนดข้อกำหนดและขอบเขตของงาน (ทีโออาร์) ของ กบอ. ไม่ได้ศึกษาวิเคราะห์ถึงความเหมาะสมและผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพ ที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างร้ายแรง รวมทั้งไม่มีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการโครงการต่างๆ และไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีส่วนได้เสีย เข้าไปมีส่วนร่วมตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ ถ้าปล่อยให้มีการยื่นซองประมูลโครงการดังกล่าวในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ อาจทำให้รัฐบาลและประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

              ส่วน ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ได้ยื่นต่อศาลปกครองให้มีคำสั่งยกเลิกแผนบริหารจัดการน้ำทั้ง 9 โมดูล และขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและไต่สวนฉุกเฉินเพื่อไม่ให้มีการประมูลเสนอแผนงานในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ เนื่องจากแผนทั้งหมดขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน และขาดการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และผลกระทบด้านอื่นๆ ที่มีต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก

              เช่นเดียวกับ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร หนึ่งในเครือข่ายภาคประชาชนคัดค้านแผนจัดการน้ำ กบอ. ย้ำว่า เครือข่ายภาคประชาชนจะระดมฟ้องเพื่อให้รัฐบาลยกเลิกแผนบริหารจัดการน้ำ จนกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนอย่างชัดเจน

              ถึงกระนั้น อภิชาติ อนุกูลอำไพ คณะกรรมการ กบอ. ยืนยันว่า กระบวนการคัดเลือกบริษัทเอกชนเข้าร่วมการประมูลในวันที่ 3 พฤษภาคม ยังคงเดินหน้า โดยคณะกรรมการจะมีการประชุมเพื่อรับทราบว่ามีการส่งกี่บริษัท ครบถ้วนหรือไม่ ก่อนตั้งอนุกรรมการด้านวิชาการชุดใหม่ โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามามากขึ้น เพื่อทำหน้าที่อ่านประเมินและพิจารณาก่อนที่ส่งให้คณะกรรมการที่มี ธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกฯ เป็นประธานพิจารณา ส่วนผลการตัดสินในขั้นตอนสุดท้ายต้องรอให้ ครม. มีมติเห็นชอบ ราวปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ส่วนการยื่นฟ้องของภาคประชาชนขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล

              ถึงเสียงระฆังยกแรก...ยังไม่ดังขึ้น แต่ดูเหมือนว่าศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ตราบใด กบอ.ยังไม่มีแผนที่ชัดเจน ย่อมสร้างความแคลงใจให้ภาคประชาชน ร่วมทั้งกลุ่มของ "หาญณรงค์ เยาวเลิศ" ประธานมูลนิธิการจัดการน้ำแบบบูรณาการ เพราะเดิมพนันมันมากกว่า "ป้องกันน้ำท่วม"

..........

(หมายเหตุ : จับตางบ3.5แสนล้าน! จัดการน้ำพลิกโฉมประเทศไทย)