ข่าว

'ดร.โกร่ง'อึดอัด'โต้ง-ผู้ว่าฯธปท.'งัดข้อ

'ดร.โกร่ง'อึดอัด'โต้ง-ผู้ว่าฯธปท.'งัดข้อ

02 พ.ค. 2556

'ดร.โกร่ง'รับอึดอัด'รมว.คลัง-ผู้ว่าฯธปท.' งัดข้อ ท่ามกลางภาวะบาทแข็ง-กังวล หวั่นศก.ดิ่งเหว ซ้ำรอย'ต้มยำกุ้ง' จวก 'ประสาร'เมินสนใจค่าเงิน

               2 พ.ค.56 นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)แถลงเปิดใจกรณีความขัดแย้งการแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่า ระหว่างนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าธปท.ว่า เท่าที่ตนรับตำแหน่งประธานบอร์ดมาร่วมปีกว่าเห็นว่าการทำงานของธปท.กับรมว.คลังมีปัญหามาตลอด ซึ่งความจริงนโยบายการเงินและการคลังต้องสอดคล้องเพื่อให้เกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่การปรึกษาหารือระหว่างสองหน่วยงานมีปัญหามาตลอด

               นายวีรพงษ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนหนักใจคือ รมว.คลังและผู้ว่าธปท. ต่างคนก็ต่างพูดสวนกันไปสวนกันมา ธปท.ก็เคยออกมาอธิบายอยู่หลายครั้ง ซึ่งบางแนวทางตนเองก็ไม่เห็นด้วย ในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ที่บางคนก็ดูแล้วไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาคอย่างแท้จริง และการที่ออกมาพูดเพราะต้องการระบายความทุกข์ใจ เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็จะเกิดความเสียหายกับผู้ส่งออก ต่างโยนความผิดความรับผิดชอบ ธปท.ก็โยน กนง. กระทรวงการคลังก็โยนว่าเป็นหน้าที่ ธปท. ส่วนธปท.ก็พยายามบอกว่ามีมาตรการหลายอย่าง แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการอะไร ผลเสียหายจึงตกกับประเทศชาติ ซึ่งตามกฎหมายรัฐมนตรีคลังสามารถสั่งการดูแลควบคุมในภาพรวม แต่ไม่สามารถเข้าไปก้าวก่าย ธปท.ได้ ตนคิดว่าถ้าสถานการณ์ยังเป็นไปแบบนี้ เห็นท่าว่าจะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและประชาชนการทำงานของธปท.ส่งผลต่อผู้ส่งออกและระบบเศรษฐกิจ แต่ไม่มีผู้รับผิดชอบ ต่างก็โยนความรับผิดชอบให้กัน ผลเสียจึงเกิดต่อประเทศชาติ และเมื่อเกิดความเสียหายทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯและรมว.คลังจะไม่สามารถรับผิดชอบต่อรัฐสภาได้

               นายวีรพงษ์ กล่าวต่อว่า ตนรู้สึกหนักใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งความขัดแย้งทางความคิดระหว่าง รมว.คลังและผู้ว่าการ ธปท.รวมทั้งเงินบาทที่แข็งค่าผิดปกติ เพราะเป็นห่วงว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจหากไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหา เพราะขณะนี้พบว่า ธปท.ขาดดุลในงบเพิ่มเป็นกว่า 8 แสนล้านบาทแล้ว จากสิ้นปี 2555 ที่อยู่ในระดับ 5.3 แสนล้านบาท ซึ่งหากไม่ดำเนินการใด ๆ ก็อาจสูงไปถึง 1 ล้านล้านบาท ภายในไม่เกินสิ้นปีนี้ และกังวลว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะย้อนกลับไปเหมือนสมัยวิกฤติต้มยำกุ้ง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นผลจากอัตราดอกเบี้ยของประเทศมีความแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ

               “ผมคิดว่าถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้ จะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงกับประเทศชาติและประชาชน เมื่อมองไปข้างหน้า ธปท.บอกว่ามีมาตรการหลายอย่างที่จะทำ แต่ผมก็ไม่ทราบว่ามีอะไรบ้างและจะใช้เมื่อไร และจะเกิดผลข้างเคียงและความเสียหายต่อประชาชนอย่างไร ผมในฐานะประธานบอร์ดธปท.รู้สึกอึดอัด และกังวลต่อเหตุการณ์ที่จะมาข้างหน้า เพราะเมื่อมองไปแล้วยังไม่เห็นมาตรการอะไรที่จะมารับรอง”นายวีรพงษ์ กล่าว

               นายวีรพงษ์ กล่าวต่ออีกว่า ที่ผ่านมาในฐานะประธานคณะกรรมการ ธปท.ก็ได้มีการเตือนผู้ว่าการ ธปท.เกี่ยวกับปัญหาค่าเงินบาทมาโดยตลอดในการประชุมหลายครั้ง ซึ่งทางผู้ว่าการ ธปท.ก็ชี้แจงว่ามีมาตรการอื่นนอกเหนือจากมาตรการลดดอกเบี้ย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินมาตรการใด ๆ และการที่ รมว.คลังทำหนังสือมาตนเองก็ได้มีการเตือนไปยังผู้ว่าการ ธปท.ทุกครั้ง รวมถึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ที่มีนายคณิศ แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง(สวค.) ในฐานะกรรมการธปท.เข้าไปตรวจสอบการขาดดุลงบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

               "ดูเหมือนผู้ว่าแบงก์ชาติไม่เดือดร้อนกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้ว่าเรื่องนี้เคยเตือนแบงก์ชาติมาตลอด 4 ปี ตั้งแต่เงินบาทอ่อนค่ากว่า 33 บาทต่อดอลลาร์ จึงกังวลว่าหากไม่ดำเนินการแก้ไข บ้านเมืองอาจจะดิ่งลงเหว หรือนำไปสู่เศรษฐกิจล้มละลายได้" นายวีรพงษ์ กล่าว

               ผู้สื่อข่าวถาม ถึงอำนาจในการปลดผู้ว่า ธปท.นายวีรพงษ์ กล่าวว่า เมื่อตรวจสอบข้อกฎหมายทั้งหมดแล้ว คณะกรรมการ ธปท.ไม่มีอำนาจใด ๆ ที่จะสามารถปลดผู้ว่าการได้ ซึ่งแนวทางขณะนี้ต้องฝากให้นายกรัฐมนตรีลงมาดูแลปัญหานี้ เพราะอำนาจของคณะรัฐมนตรีสามารถปลดผู้ว่าการ ธปท.ทำได้ แต่ก็ไม่อยากให้ถึงขั้นนั้น ส่วนการออกมาพูดจะเป็นการกดดันให้ผู้ว่าการ ลาออกหรือไม่นั้น นายวีรพงษ์ กล่าวว่า คงไม่สามารถทำได้
 

อดีตรมว.คลังโพสต์อัด"โต้ง"ไม่มีสิทธิปลดผู้ว่าฯธปท.

             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.คลังคนเเรกในรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กThirachai Phuvanatnaranubala  ระบุว่า "มีผู้สื่อข่าวสอบถามผมว่ารัฐมนตรีคลังมีอำนาจในการปลดผู้ว่าแบงค์ชาติหรือไม่  พรบ. ธนาคารแห่งประเทศไทย มาตรา 28/19 กำหนดการพ้นตำแหน่งโดยการดำเนินการของรัฐมนตรีคลังไว้สองข้อ
 
             (4) คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออกโดยคําแนะนําของรัฐมนตรีเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรงหรือทุจริตต่อหน้าที่

             (5) คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออกโดยคําแนะนําของรัฐมนตรีหรือการเสนอของรัฐมนตรีโดยคําแนะนําของคณะกรรมการธปท. เพราะบกพร่องในหน้าที่อย่างร้ายแรง หรือหย่อนความสามารถโดยมติดังกล่าวต้องแสดงเหตุผลในการให้ออกอย่างชัดแจ้ง

             ตอบว่ามีอำนาจครับ แต่ต้องแสดงเหตุผลอย่างชัดแจ้ง

             ขณะนี้รัฐมนตรีคลังขัดแย้งกับผู้ว่าในงานนโยบาย จึงไม่เข้าลักษณะที่จะใช้ (4) ได้ เพราะไม่มีการประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรงหรือทุจริตต่อหน้าที่ ส่วนการใช้ (5) นั้น รัฐมนตรีทำได้โดยตนเอง แต่ต้องพิสูจน์ว่ามีการบกพร่องในหน้าที่อย่างร้ายแรง หรือหย่อนความสามารถ

             สิ่งที่กฎหมายกำหนดให้เป็น KPI สำหรับผู้ว่านั้น มีเฉพาะเป้าหมายเงินเฟ้อ ที่แบงค์ชาติต้องตกลงกับกระทรวงคลังทุกปี และขณะนี้ยังไม่เกินเป้า จึงยังไม่สามารถใช้เรื่องเงินเฟ้อในการอ้างเหตุ

             สิ่งที่รัฐมนตรีพูด แต่กฎหมายมิได้กำหนดไว้ คือผลขาดทุนของ ธปท. แต่ถ้าจะอ้างเรื่องนี้ ก็จะมีปัญหาว่าขาดทุนที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้ว่าคนนี้อยู่ในตำแหน่งนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการซื้อดอลลาร์ที่เกิดขึ้นในอดีต ก่อนหน้าที่ผู้ว่าคนนี้เข้าไปรับตำแหน่ง ดังนั้น จะเหมาให้ผู้ว่าคนนี้รับผิดคนเดียว คงไม่ได้

             สิ่งที่พูดอีกเรื่องหนึ่ง คือการที่เงินบาทแข็งและกระทบส่งออก แต่ถ้าจะอ้างเรื่องนี้ ก็จะมีปัญหาว่าผู้ว่าเขาไม่ได้เป็นคนทำให้เงินบาทแข็ง เงินบาทมันแข็งเอง ในอดีต แบงค์ชาติเคยเข้าไปแทรกแซงด้วยการซื้อดอลลาร์เพื่อชะลอการแข็งค่า แต่ประธาน ธปท. เขาไม่เห็นด้วยเพราะจะทำให้แบงค์ชาติขาดทุน ผู้ว่าเขาจึงไม่ได้เข้าไปแทรกแซงหนักมือเหมือนดังในอดีต

             ที่จริงเมื่อเช้านี้ คุณสมชาย สกุลสุรรัตน์ ได้กรุณาชี้ให้ผมเห็นประเด็นว่า สาเหตุหนึ่งที่บาทแข็ง เนื่องจากรัฐบาลออกพันธบัตรกู้เงินมากเกินไป เปิดช่องให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดพันธบัตร ดังนั้น รัฐบาลเป็นคนทำให้เงินบาทแข็ง ไม่ใช่แบงค์ชาติ

             สิ่งที่พูดอีกเรื่องหนึ่ง คือการดื้อไม่ลดดอกเบี้ย แต่เรื่องนี้ไม่ใช่อำนาจของผู้ว่า แต่เป็นของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ผู้ว่าเป็นเพียงกรรมการคนหนึ่ง ถ้าจะปลดก็ต้องปลดกรรมการทั้งชุดเสียโน่น

             สรุปแล้วผมเห็นยังไม่เห็นว่าการดำเนินการของผู้ว่าในเรื่องต่างๆ นั้น จะมีเรื่องใดที่จะเข้าลักษณะของกฎหมายที่จะปลดผู้ว่าโดยชอบธรรมได้เลย"