
'กุ้งตายด่วน'ภัยร้ายต่อภาคส่งออก
'กุ้งตายด่วน' ภัยร้ายต่อภาคส่งออก : ทีมข่าวภูมิภาค ... รายงาน
การระบาดของโรค "กุ้งตายด่วน" early mortallty syndrome :ems กับพื้นที่เลี้ยงกุ้งภาคตะวันออกต่อเนื่องไปจนถึงภาคใต้ นับตั้งแต่ปลายปี 2555 จนถึงขณะนี้ มีผลมาถึงกำลังการผลิตกุ้งให้ถดถอยลง อ้างอิงตัวเลขจากสำนักเศรษฐกิจการเกษตรที่สรุปการส่งออกกุ้งสดแช่แข็งของไทย ในปี 2553 มีปริมาณการผลิตเพื่อส่งออกรวม 241,740,381 กิโลกรัม คิดเป็นรายได้รวม 52,973.31 ล้านบาท, ปี 2554 มีปริมาณการผลิตรวม 200,386,412 กิโลกรัม คิดเป็นรายได้รวม 52,048.26 ล้านบาท และปี 2555 มีปริมาณการผลิตรวม 177,863.728 กิโลกรัม คิดเป็นรายได้รวม 45,197.13 ล้านบาท
ทั้งนี้ ไม่ว่าที่มาของโรคที่คุกคามการผลิตกุ้งจะเกิดขึ้นจากสมมุติฐานใดก็ตาม เช่น คุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยง, หรือพันธุ์กุ้งที่อ่อนแอ แต่ปัญหาการระบาดของโรคได้มีผลมาถึงภาคการผลิตในอุตสาหกรรมกุ้ง ให้เผชิญกับปัญหาในแง่ของวัตถุดิบหายไปจากระบบ ซึ่งในการหาทางหยุดยั้งโรคนี้ มีความพยายามที่เกิดขึ้นโดยกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ การผนึกความร่วมมือกับผู้ประกอบการห้องเย็น, ผู้จำหน่ายพันธุ์ลูกกุ้ง, เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง เพื่อรับทราบสถานการณ์ร่วมกัน
สำหรับข้อมูลที่แลกเปลี่ยนคือ โรคอีเอ็มเอส ได้คุกคามผลผลิตกุ้งในภาคตะวันออกคิดเป็นร้อยละ 80 ของพื้นที่เลี้ยง และอยู่ระหว่างพบการระบาดเพิ่มเติมในพื้นที่บางส่วนของภาคใต้ โดยปริมาณผลผลิตกุ้งขาวจากเดือนมกราคม อยู่ที่ 23,860.95 ตัน ลดลงร้อยละ 29.90 เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2555 และลดลงร้อยละ 22.06 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลกระทบที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าแบ่งออกเป็น 2 ด้านคือ ในภาคอุตสาหหกรรม เกิดปัญหาขาดแคลนกุ้งส่งออก เพราะผลผลิตที่หายไปจากระบบ
ขณะที่ปัจจัยบวกที่มีต่อเกษตรกรหรือผู้เลี้ยงคือ ราคากุ้งในประเทศมีราคาสูงกว่าปกติ สร้างผลตอบแทนทางด้านกำไรในลักษณะที่เป็นบวกให้แก่เกษตรกร ส่วนปัญหาระยะยาวที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันก็คือ ห้องเย็นขนาดเล็กและขนาดกลางอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะปิดตัวลง เพราะขาดความสามารถในการผลิต เนื่องจากห้องเย็นต้องลดกำลังการผลิต บางรายส่งสินค้ากุ้งแช่เย็นแช่แข็งให้แก่ผู้นำเข้าไม่ทันตามข้อตกลง จนเป็นปัญหาที่ผู้ส่งออก/ห้องเย็น ไม่สามารถเสนอราคาขายกุ้งในรอบต่อไปได้ เนื่องจากกุ้งภายในประเทศมีราคาสูง และปริมาณกุ้งเกิดความผันผวน ขณะที่ทางออกในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้อุตสาหกรรมห้องเย็นอยู่รอด คือข้อเสนอในการนำเข้ากุ้งจากอินเดีย เพื่อมารักษาการผลิตสินค้าของไทยในตลาดโลก ซึ่งขณะนี้สามารถผลิตวัตุถดิบได้มากขึ้น จนเอื้อต่อการส่งมายังไทยให้สามารถรักษาการผลิตเพื่อส่งออก
"โรคตายด่วน" เกิดในกุ้งขาวแวนนาไม และกุ้งกุลาดำ กุ้งที่ตายด้วยโรคนี้จะอยู่ในช่วง 15-20 วัน นับจากวันปล่อยลงสู่บ่อเลี้ยง เป็นการตายก่อนวัย ในทางวิชาการแล้วสาเหตุของการเกิดโรคเป็นผลมาจากตับโดนทำลาย เนื่องจากตับมีการติดเชื้อแบคทีเรีย ลักษณะของโรค กุ้งที่เลี้ยงกินอาหารลดลง เปลือกนิ่ม และมีสีเข้มขึ้น หลังจากนั้นจะเริ่มพบการตายจนหมดบ่อเลี้ยง ส่วนแนวทางการป้องกันโรค ต้องให้ความสำคัญกับจัดหาพันธุ์กุ้งที่จะนำมาลงบ่อเลี้ยง ให้ความสำคัญกับระบบจัดการในฟาร์มโดยเฉพาะการรักษาความสะอาด ด้านการหาทางควบคุมโรค กรมประมง และโรงเพาะฟักกุ้งทะเลต้นน้ำ 300 แห่ง ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงหยุดการผลิตลูกกุ้งพร้อมกันเป็นเวลา 2 เดือน นับจากเดือนกราคม เพื่อทำความสะอาดบ่อในโรงเพาะเหล่านี้ อันเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาความสูญเสียของกุ้งทะเลจากการเกิดโรค
“สิ่งที่บ่งชี้ของการเกิดโรคระบาดคือระบบการเลี้ยงที่ต้องได้มาตรฐาน ดังนั้น การหยุดเลี้ยงเพื่อทำความสะอาดบ่อครั้งใหญ่พร้อมกัน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อรับมือกับสถานการณ์ ทราบว่าก่อนหน้านี้กรมประมงมีการขอความร่วมมือฟาร์มเลี้ยงกุ้งให้พักบ่อทำความสะอาดและลงลูกกุ้งให้น้อยลง เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรค การดำเนินการในระยะต่อมาด้วยการขอความร่วมมือในกลุ่มของโรงเพาะฟัก ซึ่งเป็นต้นน้ำของการเลี้ยงกุ้งให้หยุดพักทำความสะอาดบ่อพร้อมๆ กัน จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กันไป" ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว
มาตรการที่ดำเนินการควบคู่กันทั้งการตระหนักถึงสุขอนามัยในฟาร์มเลี้ยง และการให้ความสำคัญกรรมวิธีการเลี้ยงดูพ่อแม่พันธุ์กุ้งทะเล การผลิตลูกกุ้งคุณภาพ การคัดกรองลูกกุ้งคุณภาพดีเข้าสู่การผลิต ทำให้ถึงขณะนี้สถานการณ์การระบาดของโรคตายด่วนเริ่มทรงตัวในพื้นที่ภาคตะวันออก อันเป็นพื้นที่แรกที่พบการระบาดของโรคในปลายปี 2555 และสิ่งที่กรมประมงกำลังเร่งดำเนินการในขณะนี้คือ การขึ้นทะเบียนโรงเพาะฟักลูกกุ้งที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบกระบวนการทำความสะอาด โดยโรงเพาะฟักที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับการรับรองจากกรมประมงว่าลูกกุ้งที่ผลิตมีคุณภาพ สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เกษตรกรที่นำไปเลี้ยงได้
สำหรับการปรับปรุงสุขอนามัยโรงเพาะฟักกุ้งทะเลต้นน้ำ เพื่อป้องกันความสูญเสียจากโรคตายด่วน มีการตอบรับของโรงเพาะฟักเข้าร่วมโครงการ 27 โรง ทั่วประเทศ สามารถดำเนินการปรับปรุงและให้การรับรองแล้วจำนวน 10 โรง อยู่ในระหว่างการรอการรับรอง จำนวน 2 โรง อยู่ในระหว่างการตรวจประเมิน จำนวน 4 โรง และกำลังปรับปรุงรอการตรวจประเมิน 11 โรง
"สถานการณ์การผลิตกุ้งทะเลในโซนตะวันออก ขณะนี้พบว่าฟาร์มเพาะฟักลูกกุ้งมีการปรับปรุงสุขอนามัย เพราะมั่นใจว่าจะสามารถลดความเสี่ยงขั้นต้น ในการควบคุมโรคที่ต้องให้ความสำคัญคือ คุณภาพน้ำ สุขอนามัยของบ่ออนุบาล อาหารกุ้ง และการจัดการในช่วงการอนุบาล ส่วนฟาร์มเลี้ยง เกษตรกรก็ต้องปรับวิธีการเลี้ยงกุ้งให้สอดคล้อง มีการคัดเลือกลูกกุ้งที่มีคุณภาพ เตรียมฟาร์มเลี้ยงให้มีอาหารธรรมชาติอย่างเพียงพอก่อนการปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยง จะเห็นว่า ฟาร์มส่วนใหญ่ที่ปรับการบริหารจัดการฟาร์มก่อนการเลี้ยงรอบใหม่ สามารถกลับมาเลี้ยงกุ้งได้แล้ว ในขณะที่ในพื้นที่เดียวกัน ฟาร์มที่ไม่มีการปรับตัวก็ยังพบปัญหาระบาดอยู่" นิวัติ สุธีมีชัยกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความเห็น
ข้อมูลอย่างเป็นทางการของกรมประมงที่เผยแพร่คือ "โรคตายด่วน" เกิดจากการบริหารจัดการที่ไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างรวดเร็ว โดยช่วงอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง ทำให้สัตว์น้ำอยู่ในภาวะอ่อนแอ เอื้อให้เชื้อโรคที่มีอยู่แล้วในฟาร์มแพร่กระจายจนสร้างเสียหาย เป็นบทสรุปของสิ่งที่คุกคามกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หลังจากที่ในอดีตเคยเกิด "โรคตัวแดงดวงขาว" สร้างความเสียหายต่อกุ้งที่เลี้ยงมาแล้ว
--------------------
('กุ้งตายด่วน' ภัยร้ายต่อภาคส่งออก : ทีมข่าวภูมิภาค ... รายงาน)



