ข่าว

'อภิสิทธิ์'แนะรัฐทบทวนกติกาเจรจาสันติภาพ

'อภิสิทธิ์'แนะรัฐทบทวนกติกาเจรจาสันติภาพ

02 พ.ค. 2556

'มาร์ค' แนะรัฐทบทวนกติกาเจรจาสันติภาพ หลังกลุ่มก่อความไม่สงบก่อเหตุรุนแรงต่อเนื่อง ขณะที่ 'ส.ว.ใต้' จี้รบ.รื้อแผนถก 'บีอาร์เอ็น'

 

                     2 พ.ค.56 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในระหว่างการเจรจาสันติภาพกับแกนนำผู้ก่อความไม่สงบว่า ตนอยากให้รัฐบาลรับฟังคำเตือนที่เคยบอกมาตลอด โดยเฉพาะการตัดสินใจพูดคุยแบบเปิดเผย ซึ่งเคยเป็นห่วงว่าจะมีปัญหาแทรกซ้อน ขณะนี้ตนเห็นว่าควรมีการทบทวนกติกาการพูดคุย

                     เนื่องจากไม่กี่วันที่ผ่านมามีการเจรจาเป็นรอบที่ 2 แต่ก็ยังมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น รวมถึงเหตุกราดยิงโรงน้ำชา ใน จ.ปัตตานี จนเป็นเหตุให้มีผู้หญิงและเด็กเสียชีวิต ซึ่งต้องไปคุยว่าผู้ร่วมเจรจาไปสั่งการหรือยอมให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นระหว่างการเจรจาได้อย่างไร จึงเป็นหน้าที่ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ต้องไปพูดคุย เรื่องนี้ไม่ใช่เหตุบาดหมางส่วนตัว เพราะเด็ก 3 ขวบที่ถูกยิงคงไม่มีเหตุบาดหมางกับใคร ขณะนี้ขบวนการก่อความไม่สงบมีการทำงานอย่างเป็นระบบ ใช้วิธีรุนแรงสร้างความกดดัน รวมถึงการสร้างกระแสกดดันในต่างประเทศ โดยที่ทางการไทยไม่มีทางสกัดกั้น นอกจากนี้ยังพบว่าขบวนการดังกล่าวพยายามให้การพูดคุยอยู่นอกกรอบการเจรจา

 

'อภิสิทธิ์' โดนแจ้งอีกข้อหาปมบริจาคเงินเข้าพรรค

 

                      นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยภายหลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหาคดีการบริจาคเงินสนับสนุนพรรคผิดวิธี เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 57 วรรค 2 ว่า ตนเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกรณีการหักเงินเดือนในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี บริจาคเป็นเงินสนับสนุนพรรคปชป. เพิ่มอีก 29 กรรม ซึ่งตนเซ็นรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมจากก่อนหน้านี้ในเดือน ธ.ค.55 ได้เคยเซ็นรับทราบข้อกล่าวหาจากการบริจาคเงินเดือน ส.ส.บริจาคสนับสนุนพรรค

                      อย่างไรก็ตามตนจะทำคำให้การเพิ่มเติมเป็นลายลักษณ์อักษรยื่นให้ดีเอสไออีกครั้ง ยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ดีเอสไอตีความไม่เหมือนคนอื่น โดยดีเอสไอมองว่าเช็คที่สั่งจ่ายเพื่อบริจาคสนับสนุนพรรคการเมือง ต้องเป็นเช็คส่วนตัว ห้ามเป็นเช็คที่สั่งจ่ายโดยหน่วยงาน ซึ่งตนมองว่าหากตีความเช่นนี้จะผิดเจตนารมณ์ของกฎหมายที่กำหนดให้ระบุตัวตนผู้บริจาค

                      นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในวันที่ 14 พ.ค.นี้ ดีเอสไอเรียกตนให้เข้ารับทราบข้อหาเพิ่มเติมอีก ในคดีร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล และร่วมกันก่อให้ผู้อื่นพยายามฆ่าโดยเจตนาเล็งเห็นผล ซึ่งตนยังไม่เห็นหนังสือ ส่วนกรณีที่แกนนำคนเสื้อแดงยื่นหนังสือขอให้ดีเอสไอถอนฟ้องคดีก่อการร้ายนั้น ตนมองว่าไม่ใช่อำนาจของดีเอสไอ เพราะอัยการได้สั่งฟ้องเป็นคดีระหว่างการพิจารณาในศาลแล้ว ส่วนตัวไม่ขอออกความเห็นว่าการยื่นเรื่องขอให้ถอนฟ้องเป็นเกมที่เดินคู่ขนานกับการผลักดันร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมหรือไม่ แต่มองว่าถ้าคิดจะถอนฟ้องก็ไม่ต้องนิรโทษกรรม เรื่องนี้เป้าหมายใหญ่คือการนิรโทษกรรมให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เพราะมีการส่งสัญญาณและเร่งเกมทุกวิถีทาง จึงอยากเตือนว่า ใครมีหน้าที่อะไรควรทำหน้าที่ของตนเองและต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย

                       ผู้สื่อข่าวถามว่าแกนนำนปช.อ้างคำพิพากษาศาลแพ่งที่ระบุว่าไม่มีก่อการร้ายเพื่อให้ดีเอสไอถอนฟ้องคดีอาญา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คำพิพากษาศาลแพ่งมี 2 แบบ อันดับแรกต้องเลือกก่อนว่าจะเอาแบบไหน แต่ที่สำคัญคือไม่มีกฎหมายที่ใดให้นำคดีแพ่งมาบังคับคดีอาญา เนื่องจากคดีแพ่งเป็นคดีเฉพาะเรื่อง กรณีที่ศาลแพ่งมีคำพิพากษาเป็นเรื่องที่ฟ้องให้บริษัทประกันภัยชดใช้สินไหม

                       “ผมเชื่อว่าความพยายามเคลื่อนไหวให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมและการถอนฟ้องคดีก่อการร้ายจะไม่ประสบความสำเร็จ หากทำสำเร็จต่อไปบ้านเมืองไม่ต้องมีกฎหมาย เชื่อว่าความถูกต้องจะเป็นตัวคัดคาน บ้านเมืองนี้ไม่ใช่ว่าคนมีเงินมีอำนาจจะทำอะไรก็ได้เพื่อล้างผิดให้ตัวเอง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

 

'ส.ว.ใต้' จี้รัฐรื้อแผนเจรจา 'บีอาร์เอ็น' หลังเกิดเหตุรุนแรงต่อเนื่อง

 

                     วันเดียวกันนายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล ส.ว.สรรหา ในฐานะประธาน กมธ. ติดตามและประเมินผลการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มบีอาร์เอ็น หลังจากที่มีการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่มากขึ้น แสดงให้เห็นว่าการพูดคุยไม่ได้ส่งผลให้สถานการณ์ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มีการยื่นเงื่อนไข 5 ข้อของกลุ่มบีอาร์เอ็น ซึ่งไม่ใช่ความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง เพราะคนที่มาเจรจากับรัฐเป็นคนที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก ไม่เคยมีประวัติว่าเคยสร้างคุณงามความดีให้กับพี่น้องประชาชน จึงไม่มีความชอบธรรมเพียงพอที่จะเรียกร้องอย่างแข็งกร้าวเช่นนี้

                     นายอนุศาสน์ กล่าวว่า คนในพื้นที่กำลังมองว่าการเจรจาเป็นการหวังผลทางการเมืองของรัฐบาลไทยกับรัฐบาลมาเลเซีย โดยไม่คำนึงว่าคนในพื้นที่จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการที่กลุ่มบีอาร์เอ็น สามารถยกระดับข้อเรียกร้องของตัวเองได้ตลอดเวลา เช่นจะให้โอไอซี หรืออาเซียนเข้ามาแก้ปัญหา ขยายวงออกไปให้เป็นปัญหาระดับสากล จะทำให้รัฐตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบ และเปิดทางให้ต่างชาติจะเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศ โดยที่รัฐบาลควบคุมไม่ได้

                     ดังนั้นขอเรียกร้องให้ทบทวนแผนการพูดคุยสันติภาพ โดยให้คำนึงถึงความปลอดภัยของคนในพื้นที่เป็นหัวใจสำคัญ