
'คุณชาย'ฉุน!DSIทำเสียเวลา
'สุขุมพันธุ์'ปฏิเสธข้อหาขยายสัมปทานบีทีเอสส่วนต่อขยาย จวก'ดีเอสไอ'ทำเสียเวลา ถูกกลั่นแกล้งฟ้องกลับแน่ ด้าน'มาร์ค'เข้ารับทราบข้อหาคดีบริจาคเงินเดือนตำแหน่งนายกฯ
2 พ.ค. 56 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายจุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะอดีต ผอ.กองการขนส่ง สำนักการจราจรและขนส่ง ,นายอมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด และ นายประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพัน บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ถวัล มั่งคั่ง ผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษดีเอสไอ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ในข้อหาร่วมกันประกอบกิจการการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภคกิจการรถราง โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่ได้รับสัมปทานจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 4 และข้อ 11 กรณีการขยายเส้นทางสัมปทานใหม่ 2 สายคือ สายสีลม จากสถานีสะพานตากสิน-วงเวียนใหญ่ และสายสุขุมวิท สถานีบางจาก-แบริ่ง
ทั้งนี้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ กล่าวก่อนเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าวว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมารับทราบข้อกล่าวหาใดเพิ่มเติมอีก และมองว่าเป็นการเสียเวลาทำงานมากกว่า
ขณะที่นายอมร กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ทางดีเอสไอแจ้งเพิ่มเติมในวันนี้เป็นเรื่องเดิม ๆ เกี่ยวกับการต่ออายุสัมปทาน และการขยายเส้นทางสัมปทานใหม่ 2 สาย คือ สีลมและสุขุมวิทฯ โดยตนได้ให้การปฏิเสธและยื่นเอกสารชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ ขอตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินคดีรอบใหม่มีประเด็นทางการเมืองแอบแฝงหรือไม่ แต่เบื้องต้นยืนยันว่า สามารถชี้แจงกระบวนการทำงานทั้งหมดได้ไม่ว่าจะเป็นข้อกฎหมายหรือด้านเทคนิค
“คดีบีทีเอสนี้เชื่อว่า มีประเด็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะดูจากวิธีการ ข้อความหรือข้อกล่าวหาที่มีการฟ้องซ้ำ ไม่มีประเด็นใหม่เลย วันนี้ก็ได้ยื่นเอกสารชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งก็เป็นเอกสารเดิม และได้ปฎิเสธทุกข้อหา และต่อจากนี้หวังว่าคงไม่มีประเด็นเรียกรับทราบข้อกล่าวหาอีก” นายอมร กล่าว
ด้านพ.ต.ท.ถวัล กล่าวว่า การแจ้งข้อกล่าวหาครั้งนี้เป็นการแจ้งข้อกล่าวเพิ่ม เนื่องจากพนักงานสอบสวนพบว่า มีการดำเนินการต่อสัญญาและขยายเส้นทาง ในลักษณะเดียวกันอีก 2 เส้นทาง ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการในข้อกล่าวนี้ ประกอบด้วยผู้ถูกกล่าวหากลุ่มเดิมและรายใหม่เพิ่มเติม จากการสอบปากคำ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้ให้การปฏิเสธ พร้อมทั้งระบุในคำให้การว่า พนักงานสอบสวนกลั่นแกล้งและจะฟ้องร้องพนักงานสอบสวน ในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยตนมองว่ากรณีดังกล่าวเป็นความเห็นต่างในข้อกฎหมายของระหว่างพนักงานสอบสวนกับผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งหากถามความเห็นส่วนตัวแล้ว ตนเห็นว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อข้อกฎหมายชัดเจน แต่ทางผู้ถูกกล่าวหาก็ไม่ได้เห็นพ้องกับพนักงานสอบสวนจึงให้การปฏิเสธ ยืนยันว่าไม่ใช่การกลั่นแกล้งทางการเมือง
สำหรับคดีนี้ยังเหลือผู้ถูกกล่าวหาอีก 2 ราย ที่จะเดินทางมารับทราบข้อหาในวันที่ 3 พ.ค. เวลา 09.30 น. คือ นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี และนายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายปฏิบัติการ
อย่างไรก็ตาม วันเดียวกันนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายโกวิทย์ ธารณา และน.ส.รัชดา ธนาดิเรก สส.บัญชีรายชื่อ เข้ารับทราบข้อกล่าวหากรณีคดีการบริจาคเงินสนับสนุนพรรคผิดวิธี เข้าข่ายความผิดตาม พรบ.พรรคการเมือง มาตรา 57 วรรค 2 โดยในส่วนของนายอภิสิทธิ์วันนี้เป็นการเดินทางเข้ารับทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในฐานะนายกรัฐมนตรี เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยเข้ารับทราบข้อกล่าวหากรณีดังกล่าวมาแล้ว แต่พนักงานสอบสวนระบุว่า เป็นการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในฐานะ สส. เนื่องจากในช่วงที่มีการหักเงินบริจาคในลักษณะดังกล่าวเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551-2554 ซึ่งขณะนั้นนายอภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี



