ข่าว

'จีที200'งบสูญพันล้านใครรับผิดชอบ

'จีที200'งบสูญพันล้านใครรับผิดชอบ

02 พ.ค. 2556

'แกะรอยจีที 200'งบสูญพันล้านใครรับผิดชอบ : โอภาส บุญล้อมรายงาน


                กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อศาลอาญากลาง ประเทศอังกฤษ มีคำตัดสินว่านายเจมส์ แมคคอร์มิค เจ้าของบริษัท คอมส์แทร็ค  มีความผิดจริงข้อหาฉ้อฉล 3 กระทงจากการจำหน่าย "จีที 200" ซึ่งเป็นอุปกรณ์ตรวจสอบวัตถุระเบิดที่ใช้งานไม่ได้จริงและไม่มีพื้นฐานของหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ต่างอะไรไปจาก "ไม้ล้างป่าช้า" ให้แก่หลายประเทศรวมถึงไทย โดยจำหน่ายในราคาเครื่องละประมาณ 4 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.1 ล้านบาท และนัดฟังคำลงโทษในวันที่ 2 พฤษภาคมนี้

                สำหรับประเทศไทย ต้นตอของการติดใจใช้งานเครื่อง "จีที 200" มาจากหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดของกองทัพอากาศ (ทอ.) ซึ่งนำมาใช้งานตรวจวัตถุต้องสงสัยที่สนามบินบ่อทอง จ.ปัตตานี เมื่อปี 2547
 
                ต่อมาได้มีการประชุมร่วมกันของหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดทุกเหล่าทัพ และโชว์ประสิทธิภาพของยุทโธปกรณ์ของแต่ละหน่วย ซึ่งทำให้ "จีที 200" ได้รับการอวดโฉมเป็นครั้งแรก
 
                ในห้วงเวลานั้น หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี) ของกองทัพบก ได้รับมอบหมายให้เข้าไปทำหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่เพิ่งเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ และสเปกของอุปกรณ์ที่ชุด "อีโอดี" ของกองทัพบกต้องการ คือ สามารถค้นหาวัตถุระเบิดได้ในระยะไกล และในบริเวณกว้างเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ซึ่งในเวลานั้นยังไม่มีเครื่องมือชนิดใดที่สามารถทำได้

                แต่ "จีที 200" ที่ในเวลานั้นมีชื่อเรียกกันว่า "เดอะโม" ซึ่งใช้ตรวจระเบิดในหน่วยของ ทอ.สามารถทำได้ ชุดอีโอดีของ ทบ. จึงสนใจ และทดลองนำมาใช้งานจริงในการตรวจหาวัตถุระเบิด
  
                ในช่วงปี 2551-2552 กองทัพบก จึงมีการสั่งซื้อ "จีที 200" รวมทั้งสิ้น 541 เครื่อง เพื่อใช้ในภารกิจของหน่วยอีโอดี และ ฉก.ทุกอำเภอใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ รวมทั้งกองทัพภาคที่ 1-3 ซึ่งถือว่าเป็นการซื้อลอตใหญ่ที่สุดของ ทบ. และทุกหน่วยราชการในประเทศไทย
 
                ส่วนการเรียกร้องให้ตรวจสอบประสิทธิภาพ "จีที 200" เริ่มขึ้นจากภาคประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการเคลื่อนไหวของ "เครือข่ายสังคมบนโลกอินเทอร์เน็ต" โดยการจุดประกายจาก "ล็อกอิน Geneticist แห่งห้องหว้ากอ" ของเว็บพันทิปดอทคอม ที่ตามติดสถานการณ์มาโดยต่อเนื่อง และได้ ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะนักวิชาการอิสระ และนายจุฬา พิทยาภินันท์ นิสิตปริญญาเอก เข้ามาร่วม และใช้สถานะทางสังคมเข้าช่วยกดดันให้เกิดการตรวจสอบ

                ต่อมาในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 คณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีมติให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตรวจสอบเครื่องตรวจวัตถุระเบิด "จีที 200" ซึ่งคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบประสิทธิภาพเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที 200 ขึ้นมา และได้มีการทำการตรวจสอบประสิทธิภาพเครื่อง "จีที 200" ที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์แห่งชาติในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553

                และหลังผลตรวจสอบออกมาในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ได้แถลงถึงผลการตรวจสอบประสิทธิภาพของ "จีที 200" ว่าตรวจหาวัตถุระเบิดซีโฟร์ได้ถูกต้องเพียง 4 ครั้ง จาก 20 ครั้ง รัฐบาลจึงสั่งยกเลิกการจัดซื้อเพิ่มเติมและให้หน่วยงานที่ใช้อยู่ทบทวนเรื่องการใช้งานเครื่องตรวจสอบระเบิด "จีที 200"
 
                ในเดือนนี้เอง "ดีเอสไอ" เข้าไปสอบสวนตามที่มีผู้ร้องให้ตรวจสอบเกี่ยวกับการจัดซื้อจีที 200 ซึ่งดีเอสไอได้มีการร่วมประชุมกับ 13 หน่วยงานราชการไทยที่จัดซื้อ "จีที 200" และ "อัลฟ่า 6" เพื่อหาทางดำเนินคดีกับผู้ผลิต "จีที 200" จนถึงขณะนี้ได้สอบปากคำพยานไปแล้ว 90 ปาก และกำลังเร่งสอบปากคำในส่วนของผู้เสียหายและพยานแวดล้อมให้ครบถ้วนจึงจะเรียกบริษัทผู้แทนจำหน่ายและบริษัทผู้ผลิตเข้าให้ปากคำ

                ทั้งนี้ สุดท้ายดีเอสไออาจมีการดำเนินคดีกับผู้แทนจำหน่ายในประเทศไทยในข้อหาฉ้อโกง ซึ่งจากการตรวจสอบของดีเอสไอพบว่าบริษัทคอมส์แทร็ค ประเทศอังกฤษ ของเจมส์ แมคคอร์มิค ได้แต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายในประเทศไทย 2 บริษัท คือ บริษัท แจ็คสัน อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เอ.เอส.แอล.เอ็ม. เทรดดิ้ง จำกัด

                สำหรับบริษัท แจ็คสัน อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด จดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2539  ตั้งอยู่เลขที่ 947/36 หมู่ 12 ถ.บางนา-ตราด (ก.ม.3.2) เขตบางนา กทม. มีกรรมการ 2 คน คือนายหยาง เซียะ เชียง และ น.ส.จิราพร เชาว์เฉียบ ทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท โดยแจ้งวัตถุประสงค์ของบริษัทไว้ในข้อ 25 ว่า เป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องตรวจค้นหาวัตถุระเบิดและยาเสพติด เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดและยาเสพติด

                นอกจากนั้น ดีเอสไอยังตรวจสอบพบว่า อาจมีเจ้าหน้าที่ของ 13 หน่วยงานราชการไทย ต้องรับผิดชอบในเรื่องจัดซื้อ "จีที 200" เครื่องมือตรวจหาวัตถุระเบิด และ "อัลฟ่า 6" ซึ่งเป็นเครื่องมือตรวจสอบหาสารเสพติดด้วย

                ดังนั้น ในเดือนกรกฎาคม 2555 ดีเอสไอได้ส่งสำนวนคดีให้แก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ ป.ป.ช.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวน โดยมอบหมายให้นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีดังกล่าว ซึ่งในชั้นการไต่สวนของอนุกรรมการ ป.ป.ช. ได้เรียกเจ้าหน้าที่บางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างมาแจ้งข้อกล่าวหาในข้อหาจัดซื้อในราคาแพงเกินจริง เช่น เจ้าหน้าที่ของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

                ทั้งนี้ จากการสอบสวนของดีเอสไอและการไต่สวนของ ป.ป.ช.มีแนวโน้มออกมาในทิศทางเดียวกัน คือ เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไม่ถูกต้อง ปล่อยปละให้เอกชนใช้คู่เทียบเข้าเสนอราคา โดยมีการแบ่งหน้าที่กันเสนอราคาและลดราคาในขั้นตอนการจัดซื้อ การตรวจรับไม่เป็นไปตามหลักการแต่อยู่ภายใต้การชี้นำของบริษัทเจ้าของอุปกรณ์ และอาจมีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐระดับ 8-9 ที่เกี่ยวข้องกับสัญญาจัดซื้อ
  
                จนถึงขณะนี้มี 10 หน่วยงานราชการไทยจากทั้งหมด 13 หน่วยงานที่ดีเอสไอได้ขอข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อ "จีที 200" และ "อัลฟ่า 6" ได้แจ้งข้อมูลมายังดีเอสไอแล้ว ซึ่งปรากฏว่ามี 3 หน่วยงานราชการที่ซื้อ "จีที 200" ส่วนหน่วยงานราชการที่เหลือเป็นการจัดซื้อ "อัลฟ่า 6"

                 สำหรับ 3 หน่วยงานราชการไทยที่จัดซื้อ "จีที 200" มีดังนี้
   
                 - กรมศุลกากร ได้จัดซื้อเครื่องจีที 200 ด้วยวิธี อี-ออกชั่น จำนวน 6 เครื่อง เมื่อ19 มิถุนายน 2552  มีบริษัท เอวิเอ แซทคอม จำกัด และบริษัท อินเตอร์เทรด ออฟเซ็ท ดีเวลลอพเม้นท์ จำกัด ร่วมเสนอราคา โดยบริษัทเอวิเอฯ เสนอราคา 2,560,000 บาท ราคาเครื่องละ 426,666.66 บาท ส่วนบริษัทอินเตอร์เทรดฯ เสนอราคา 2,579,200 บาท เครื่องละ 429,866 บาท ดังนั้น บริษัทเอวิเอฯ จึงได้รับการคัดเลือก

                -สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จัดซื้อ "จีที 200" จำนวน 4 เครื่อง เครื่องละ 1,120,000 บาท รวมราคา 4,480,000 บาท
    
                -กรมสรรพาวุธทหารบก จัดซื้อเครื่องจีที 200 ทั้งหมด 12 ครั้ง ด้วยวิธีพิเศษ จำนวน 747 เครื่อง ราคาเครื่องละ 900,000-1,250,000 บาท โดยจัดซื้อกับบริษัทเอวิเอฯ รวมราคาทั้งสิ้น 633,680,000 บาท

                ส่วน 3 หน่วยงานที่ยังไม่ได้ให้ข้อมูลต่อดีเอสไอ คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพอากาศ และกองทัพเรือ

                นอกจากนี้ "จีที 200" ยังเป็นเครื่องมือหลักของหน่วยงานความมั่นคงแทบทุกหน่วย ประเมินกันว่าถ้ารวมแล้วทุกหน่วยราชการในเมืองไทยน่าจะมี "จีที 200" ประมาณ 1,000 เครื่อง
  
                จากการสอบสวนของดีเอสไอพบว่า บริษัทเอกชนได้เสนอขายเครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัย "จีที 200" และ "อัลฟ่า 6" ไม่มีประสิทธิภาพให้แก่หน่วยงานราชการไทย 13 หน่วยงาน จำนวน 1,358 เครื่อง รวมมูลค่าความเสียหาย 1,137,588,990 บาท โดยเฉพาะ "จีที 200" ร่วม 1,000 ล้านบาทเลยทีเดียว!!
 
                คำถามคือว่า ใครจะเป็นผู้ต้องรับผิดชอบกับงบประมาณจำนวนมหาศาลที่มาจากภาษีของประชาชนที่ต้องสูญเสียไปในครั้งนี้

.....................

(หมายเหตุ : 'แกะรอยจีที 200'งบสูญพันล้านใครรับผิดชอบ :  โอภาส บุญล้อมรายงาน)