
'มาร์ค'แจงปปช.ถอด'ปู'พ้นนายกฯ
'มาร์ค'เข้าแจงร้องถอด'ปู'ต่อปปช.ไม่กังวล'แม้ว'กลับ ย้ำให้อยู่ภายใต้กม. เตือนถก'บีอาร์เอ็น'ต้องเป็นเอกภาพ อัด 300 บาท แค่ตัวเลขไม่ทำให้แรงงานมีชีวิตที่ดีขึ้น
1 พ.ค.56 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความ เดินทางมาให้ถ้อยคำแก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ถึงกรณียื่นคำร้องให้ถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตาม พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 103/7 และมาตรา103/8
โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวภายหลังที่เข้าให้ถ้อยคำแล้วเสร็จเป็นเวลา 1 ชั่วโมงครึ่งว่า การให้ถ้อยคำในวันนี้ไม่แตกต่างอะไรมากจากที่ได้อภิปรายไว้ในสภาฯ เพราะทุกอย่างชัดเจน ว่ามีความจงใจที่ไม่ปฎิบัติตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ได้ให้ถ้อยคำเพิ่มเติมใน 2 แง่มุม คือ 1.เพิ่มความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการที่บริหารงบกลาง 1.2 แสนล้านบาท โดยไม่มีมาตรการให้ประชาชนตรวจสอบได้ ซึ่งก็จะนำมาสู่ปัญหาการทุจริต และ 2.เป็นที่สังเกตว่าหลังจากที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจและยื่นถอดถอนแล้ว ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) พึ่งมาให้ความสำคัญกับการที่หาทางออกตามมติของ ปปช. ทั้งนี้ตนถือว่ามีความเสียหายเกิดขึ้น และจงใจไม่ปฎิบัติตาม
ไม่กังวล"ทักษิณ"กลับ ย้ำให้อยู่ภายใต้กฎหมาย
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ Blue Sky Channel ถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สไกป์ เข้ามาที่ประชุม สส.พรรคเพื่อไทยว่า ตนเคยฟันธงไปแล้วว่า ที่น้องสาว พี่ชาย กำลังทำขณะนี้ส่งสัญญาณชัดว่าลุยแน่นอน เพราะในที่สุดแล้วร่างกฎหมายนิรโทษกรรมของนายวรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย สุดท้ายจะไม่ใช่ของจริง เพราะว่านายใหญ่ ประกาศเองแล้วว่า ต้องเอาร่างนิรโทษกรรมฉบับของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ซึ่งจะได้เงินคืนอีกทั้ง มีการไปลบล้างเรื่องคดีของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ ( คตส.) ทั้งหมด และไม่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปพูดที่ประเทศมองโกเลีย หรือที่ไหนว่า เป็นเรื่องรัฐประหาร ประชาธิปไตยนั้นคงไม่ใช่ เพราะสุดท้ายก็จะวนกลับมาที่ว่าจะ ทำอย่างไรที่จะล้างผิดให้กับพี่ชาย แล้วก็ทำอย่างไรจะเอาเงิน 46,000 ล้าน กลับมาเป็นของครอบครัว และอาจจะรวมถึงส่วนหนึ่งที่เป็นของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อยู่ด้วย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า กรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าให้เดินหน้า อย่าถอย หากเกิดอะไรขึ้น ก็พร้อมจะยุบสภา เลือกตั้งใหม่ เพราะเชื่อว่า จะกลับมาใหม่นั้นตนรู้สึกว่า ประเด็นหลักน่าจะไปอยู่ที่ว่า ปอดบวมแล้ว ทำนองนั้น และเชื่อว่า เป็นการขู่ สส.พรรคเพื่อไทย หากไม่ทำเรื่องนิรโทษกรรม ในที่สุดทุกคนก็ต้องไปเหนื่อยเลือกตั้ง และการที่บอกว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องกังวลตนกลับมาประเทศ เพราะไม่เอาอะไรแล้วนั้น เรื่องนี้ตนก็ไม่กังวล เพียงแต่ขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยอมรับและอยู่ภายใต้กฎหมาย ตนไม่เคยกังวล เพียงแต่ไม่ต้องการ ให้คนทำผิดกฎหมายอยู่เหนือกฎหมายได้ เพราะมีเงิน เพราะมีอำนาจ และ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่าไปเข้าผิดเช่นนั้น
เมื่อถามว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าใช้ร่าง พรบ.ปรองดองฉบับของ ร.ต.อ.เฉลิม เพื่อจะเดินหน้าให้สุดซอยแล้วประกาศลุยเต็มที่เพื่อเอาเงินที่ถูกยึดทรัพย์คืนและไม่ต้องขึ้นศาล เห็นอะไรกับสังคมการเมืองไทย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรายังไม่ทราบว่าจะทำเมื่อไหร่ แล้วก็จะสำเร็จหรือไม่ ซึ่งคิดว่า ทำเมื่อไหร่นั้น ก็ต้องฟังหูไว้หู ส่วนจะสำเร็จหรือไม่นั้นยังเชื่อว่า ถ้าสังคมส่งสัญญาณชัด แล้วก็โดยเฉพาะให้นายกรัฐมนตรีที่ควรจะไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของพี่ชายจะต้องตัดสินใจว่า ตกลงที่อาสาตัว แล้วมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น จะทำงานเพื่อใคร
“ยังยืนยันอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถ้าสังคมช่วยกันในการส่งสัญญาณชัดๆ เช่นเดียวกัน ชัดอย่าให้แพ้กับที่คุณทักษิณส่งสัญญาณกับสมุนของตัวเอง ผมว่าอันนี้ละก็จะเป็นจุดที่จะทำให้เรามาดูกันต่อไปว่า ความต้องการแบบนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ส่วนจะยอมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินสุดซอยและผมจะเป็นนักเลงขวางซอยหรือไม่นั้น ผมไม่ได้เป็นนักเลงครับ แต่ผมไม่ให้ไปสุดซอยอยู่แล้ว”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เตือนรัฐบาลเจรจาบีอาร์เอ็นต้องเป็นเอกภาพ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงเรื่องการเจราจากับกลุุ่มบีอาร์เอ็นว่า โดยตามหลักไม่ใช่เรื่องที่จะให้บีอาร์เอ็นมากำหนดกรอบ ส่วนเรื่องที่จะถามความคิดเห็นของประชาชนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่ใช่ไปยอมรับว่า เป็นกรอบหารือใดๆทั้งสิ้น เพราะว่าที่ผ่านมาไม่เป็นไปตามที่ได้เคยตกลงกันเอาไว้ ทั้งนี้ฝ่ายค้านเตือนมาตลอดว่า การพูดคุยต้องระมัดระวังด้วย ต้องช่วยกันหาทางแก้ ที่ผ่านมาถ้าอะไรที่พวกเราพอช่วยแนะนำได้ก็จะแนะนำตลอด ทั้งนี้ในการพูดคุยเจรจาในครั้งต่อไปในเดือนมิถุนายน รัฐบาลต้องระวัง ต้องเป็นเอกภาพให้มาก
"นายกฯถ้ารับผิดชอบแล้ว ก็ต้องดูแลให้ทุกหน่วยงานมีเอกภาพ ต้องรัดกุม รักษาผลประโยชน์ เพราะขณะนี้แนวทางของฝ่ายตรงข้ามใช้เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่มากดดัน ทางรัฐบาลก็ต้องไม่ยอมให้ใช้วิธีนี้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
อัดรัฐ"ค่าแรง 300 บาท"แค่ตัวเลขไม่ทำให้แรงงานมีชีวิตที่ดีขึ้น
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel เนื่องในวันแรงงานเเห่งชาติ 1 พ.ค.ว่า ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ใช้แรงงานทุกคน ขอให้ได้มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แล้วก็เป็นกำลังใจให้ฝ่าฟันปัญหา อุปสรรคต่างๆ และอยากให้รัฐบาลได้ใส่ใจ โดยเฉพาะการได้มีนายกฯ เป็นผู้หญิง ควรจะมีการผลักดันเรื่องศูนย์เด็กเล็กในสถานที่ทำงาน ส่วนผลสำรวจความเห็นของโพลล์สำนักต่างๆ ที่ออกมาในช่วงนี้ก็เป็นความเห็นที่สะท้อนปัญหาของผู้ใช้แรงงาน บางเรื่องก็มีการดำเนินการไปบ้าง บางเรื่องยังไม่มีการดำเนินการ พวกเราที่เป็นผู้แทนของประชาชนก็จะนำเอาปัญหาเหล่านี้ไปแก้ไข แล้วก็พยายามผลักดัน ก็ตอบสนองความต้องการเท่าที่จะทำได้
"อย่างกรุงเทพโพลล์ได้สำรวจว่า หลังจากขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทแล้ว ผู้ใช้แรงงาน 45.9% ยังเห็นว่าชีวิตความเป็นอยู่เหมือนเดิม และ 85.9% เห็นว่า ของแพงขึ้น ซึ่งเป็นผลสำรวจที่น่าสนใจ เพราะสุดท้ายทุกคนก็บอกว่าไม่ได้ดีขึ้นจริงเพราะค่าครองชีพกระโดดขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น ต้องมาช่วยกันดูว่าจะมีวิธีการอย่างไรที่จะทำให้แรงงานได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรมเหมาะกับสภาพการครองชีพในปัจจุบัน"นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ข้อสังเกตหนึ่งจากประธานสภาองค์การลูกจ้างแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย คือ มีแรงงานจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้รับค่าแรง 300 บาทจริง เพราะนายจ้างยังหลบเลี่ยงอยู่ และลูกจ้างก็ไม่กล้าร้อง ดังนั้นค่าแรง 300 บาทจึงเป็นเพียงตัวเลข ทั้งนี้เพราะบริษัทหรือผู้ประกอบการ ได้นำเรื่องสวัสดิการต่างๆรวมไว้ในค่าแรง เช่น การอุดหนุนเรื่องการขนส่ง ซึ่งเรื่องนี้ก็จะโทษผู้ประกอบการไม่ได้ เพราะพวกเขาก็ต้องปรับตัวเพื่อการอยู่รอดเช่นกัน อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาต่างๆก็ต้องฟังทุกฝ่ายว่า ผู้ประกอบการ ผู้ใช้แรงงาน เพื่อหาทางออกเพื่อให้ทุกคนสามารถที่จะมีความเป็นอยู่ที่ดีได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า ในเรื่องของระบบประกันสังคมที่วันนี้คนยังรู้สึกว่า เงินที่ตัวเองหักไปนั้นไม่ได้ถูกนำมาใช้หรือบริหารจัดการอย่างคุ้มค่าและไม่เป็นธรรมเท่าที่ควร เช่น เรื่องสิทธิการรักษาพยาบาล ควรที่จะได้มากกว่านี้ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในระบบประกันสังคมนั้นไม่สามารถใช้สิทธิ์ในระบบ 30 บาทรักษาทุกโรคของรัฐบาล ก็ยังมีความลักลั่นกัน ดังนั้นรัฐบาลต้องปรับปรุงสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาล เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า มันเป็นระบบที่คุ้มค่า กับการที่หักค่าจ้าง ถ้าให้ดีกว่านั้นในใจผม ก็คือทำอย่างไรจะสามารถอนุญาตให้คนสามารถย้ายข้ามระบบกันได้ สมมติว่าประกันสังคมนี้หักเงิน แต่ว่าบริการมันต้องทำให้ดีกว่าอย่างชัดเจน หรือสิทธิประโยชน์สูงกว่าอย่างชัดเจน คนก็จะได้เลือกได้ว่าจะเสียเงินแล้วมีระบบนี้ หรือจะไม่เสียเงินแล้วใช้ 30 บาทได้
“หลายคนเห็นว่า สำนักงานประกันสังคมควรเป็นองค์กรอิสระ แต่ปรากฎว่าทางสภา โดยเสียงข้างมาก คือทางฝ่ายรัฐบาลนั้นไม่รับหลักการกฎหมายของเขา ก็เลยทำให้ตรงนี้ก็ต้องมาตั้งต้นกันใหม่ ก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะว่าผมคิดว่า นั่นเป็นหัวใจเหมือนกัน ในการที่ผู้ใช้แรงงานมีความหวังต่อการบริหารจัดการเงินของเขาส่วนหนึ่ง แล้วก็เงินของรัฐบาลกับของนายจ้างที่สมทบเข้าไป”นายอภิสิทธิ์ กล่าว



