ข่าว

กก.สมานฉันท์ฯเผยอนุปฏิรูปเสนอตั้งสภาปฏิรูปการเมือง-สื่อเสรี

กก.สมานฉันท์ฯเผยอนุปฏิรูปเสนอตั้งสภาปฏิรูปการเมือง-สื่อเสรี

04 มิ.ย. 2552

กก.สมานฉันท์ รับยุทธศาสตร์ของอนุปฏิรูป ให้มีสภาปฏิรูปการเมือง-ปฏิรูปสื่อเสรี ศึกษากม.ที่ไม่เป็นธรรม ให้ประชาชาน เสนอร่างรธน.ได้ หากสภาไม่เห็นชอบให้ทำปช.มติ และใตั้งสภาปฏิรูป-สภาร่างรธน.

(4 มิ.ย.) ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว. นนทบุรี ประธานคณะกรรมการ เป็นประธานการประชุม พิจารณาผลการศึกษาของคณะอนุกรรมการปฏิรูปการเมือง ในยุทธศาสตร์ที่ 2 - 4 โดยในยุทธศาสตรที่ 2 เรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองที่สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจสังคม และวิถีประชาธิปไตยของไทยและที่เป็นสากล ทั้งในระดับปัจเจกและชุมชน โดยผ่านระบบการศึกษาและระบบอื่นๆของสังคม ที่ประชุมอภิปรายหลากหลาย

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรรมการจากสัดส่วนพรรคเพื่อไทยอภิปรายโจมตีเรื่องการรัฐประหาร และกฎหมายรวมถึงองค์กรต่างๆที่ใช้อำนาจหลังการรัฐประหาร อาทิ นายคณิน บุญสุวรรณ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ เสนอว่า ศาลและนักวิชาการระดับนำของประเทศต้องไม่ยอมจำนน หรือรับรองอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ที่มาจากทหาร และต้องมีบทบาทออกมาคัดค้านเพื่อให้เพราะการทำรัฐประหารไม่สำเร็จ ขณะที่นายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา โต้แย้งว่า เป็นการมองที่ปลายเหตุ และไม่ควรจะไปบังคับหรือจำกัดความคิดของคนระดับนี้ เพราะเป็นความคิดของตัวบุคคล และต้องมองสาเหตุที่ทำให้เกิดอำนาจนอกระบบเข้ามาจัดการ นั่นคือนักการเมืองทุจริตคอรัปชั่นด้วย

 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กรรมการ กล่าวว่า ตนรังเกียจนักวิชาการที่ขายอุดมการณ์ และรับใช้ผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจไม่ถูกต้องมากกว่าศาลและนักวิชาการที่ปฏิบัติงานไปตามตัวบทกฎหมาย จึงเห็นว่าต้องพิจารณาเรื่องนี้ให้ชัดเจน ขณะที่นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทศาสตร์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ กรรมการ กล่าวว่า ในการปฏิวัติจะล้มสองอำนาจ คือ บริหาร และนิติบัญญัติ แต่ศาลยังคงอยู่ไม่ถูกแตะ ตอนหลังมีกระแสข่าวมากกว่าศาลเข้ามายุ่งการเมือง ความจริงศาลไม่อยากมายุ่ง แต่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มาเอง เช่น เป็นกรรมการสรรหา หรือพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้นคงไปก้าวล่วงอำนาจศาลไม่ได้ ส่วนเรื่องนักวิชาการ นักกฎหมาย ความตั้งใจคงต้องการทำอะไรให้ดีที่สุด ในการออกรูปแบบคำสั่งให้อยู่ในกฎเกณฑ์ที่ชอบ

 นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรรมการ กล่าวว่า เห็นด้วยว่าข้อเสนอในการปฏิรูปการเมืองจะมาพูดกันลวกๆรวบรัดไม่ได้ โดยเฉพาะกรณีข้อสงสัยว่าทำไมศาล และนักวิชาการถึงไปสนับสนุนการรัฐประหารก็มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ขยายความเรื่องนี้ถึงที่มาที่ไป อยากให้เปรียบเทียบว่าเหตุใดการครองอำนาจของทหารหลังการรัฐประหารจึงสั้นลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะเหตุการณ์ 19 ก.ย. 49 ทหารอยู่ในอำนาจได้เพียง 2 สัปดาห์ ไม่ใช่ไม่อยากอยู่ แต่เพราะเกิดจากกระบวนการต่อรองทางจิตวิทยาของคนสามกลุ่มคือนักการเมือง ศาลและชนชั้นกลางทางสังคมที่กดดันให้ทหารต้องคืนอำนาจโดยเร็วที่สุด และภายหลังมีการเลือกตั้งทหารที่ก่อรัฐประหารจะกลายเป็นผู้ร้ายไปทันที นักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาจะโจมตีทหาร ซึ่งจะกลับไปกลับมาอย่างนี้

 “อยากถามว่าวันนี้ใครกล้าจะทำรัฐประหารหรือไม่ และคนขับรถถังจะกล้ายิงเสื้อเหลืองเสื้อแดงที่มาประท้วงกดดันหรือไม่ ตรงนี้ถือเป็นการพัฒนาของสังคมไทย ซึ่งอยากให้ย้อนกลับไปดูว่า ทำไมเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 19 มีผู้เสียชีวิตนับร้อยคนแต่ไม่มีใครกล้าร้องเรียน ผิดกับปัจจุบันที่ทหารไม่กล้ายิงคนตายแม้แต่คนเดียว จึงไม่ถูกนักที่จะโยนว่าเป็นเรื่องของคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ และเชื่อว่าในชีวิตนี้จะไม่เห็นการปฏิวัติรัฐประหารอีก ดังนั้นถ้าเรารับรองสิทธิการชุมนุมโดยสงบจะทำให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้น” นายสุรพล กล่าว

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่สุดที่ประชุมสรุปยุทธศาสตร์ ที่ 2 แบ่งเป็น 4 ข้อย่อย คือ 1.ปัญหาเยาวชนและประชาชนขาดจิตสำนึกและความรู้ความเข้าใจในการปกครองและการดำรงอยู่ตามระบอบประชาธิปไตย มีแนวทางแก้ไข อาทิ ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน ส่งเสริมสถาบันต่างๆตั้งแต่ระดับครอบครัว ให้มีบทบาทปลูกฝังประชาธิปไตย สถาบันทางวิชาการเป็นศูนย์กลางและแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาประชาธิปไตย 2.ปัญหาการพัฒนาประชาธิปไตยภายใต้แรงกดดันของระบบอุปถัมภ์ อาทิ พรรคการเมืองและนักการเมือง ไม่ส่งเสริมให้มีระบบอุปถัมภ์เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และต้องไม่สนับสนุนผู้ที่กระทำการขัดกฎหมายและจริยธรรม และจัดให้มีสภาปฏิรูปการเมือง และสร้างจิตสำนึกต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น ส่งเสริมคนดีเข้าสู่การเมือง

 3.ปัญหาเรื่องสื่อสารมวลชนกับการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย โดยการปฏิรูปสื่อให้เสรี โดยเฉพาะโครงสร้างความเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ 4.ปัญหาการแก้ปัญหาทางการเมืองหรือและการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยโดยการปฏิวัติรัฐประหารหรือการได้มาซึ่งอำนาจโดยวิธีการนอกวิถีทางประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ อาทิ นักการเมืองต้องไม่สร้างเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้งการเมือง จนเป็นข้ออ้างให้มีการใช้อำนาจนอกระบบแก้ปัญหา และต้องสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตยให้ทุกเหล่าทัพ สร้างจิตสำนึกให้ประชาชนมีพลังร่วมต่อต้านอำนาจนอกระบบ

 จากนั้นได้พิจารณายุทธศาสตร์ที่ 3 หลักนิติธรรม (Rule of Low) และระเบียบกฎเกณฑ์เงื่อนไขต่างๆ ที่เอื้อต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ตามหลักแห่งการเป็นสังคม นิติรัฐ ทั้งนี้ที่ประชุมอภิปรายหลากหลาย โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย 2 มาตรฐาน โดยที่ประชุมได้สรุปให้มีการศึกษาปัญหาการออกกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายทีไม่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย และหลักนิติรัฐ ปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือสองมาตรฐาน รวมถึงการปฏิรูปการเมืองเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดสรรแบ่งปันทรัพยากร และที่ดินทำกิน รวมทั้งการเข้าถึงบริการต่างๆ ของรัฐ และเข้มงวดให้มีการบังคับใช้กฎหมายในแนวทางและมาตรฐานเดียวกัน และป้องกันไม่ให้มีการใช้หรือมีอภิสิทธิ์ในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับยุทธศาสตร์ที่ 4 บทบาททางการเมืองของภาคส่วนต่างๆ ที่สอดคล้องและส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เช่น ภาคพลเมือง ภาคการเมือง (รัฐสภา/นิติบัญญัติ) ภาครัฐ (ราชการ/ศาล/องค์กรตามรัฐธรรมนูญ) และภาควิชาการ โดยที่ประชุมมีการถกเถียงกันอย่างเข้มข้น เรื่องการเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอร่างกฎหมายและร่างรัฐธรรมนูญ ที่ปัจจุบัน แม้มีกติกากำหนดไว้ แต่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ในที่สุดที่ประชุมสรุปว่า ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอร่างกฎหมายและการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง แม้รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 จะบัญญัติให้ประชาชนจำนวน 5 หมื่นคนสามารถเข้าชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่หากสมาชิกรัฐสภาลงมติไม่เห็นชอบในวาระสาม ก็ควรกำหนดให้มีการลงประชามติเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินในขั้นสุดท้ายสำหรับร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนร่างกฎหมายให้กำหนดกรอบเวลาในการพิจารณาของรัฐสภา รวมถึงให้มีกระบวนการถอดถอนนักการเมืองโดยภาคภาคประชาชน และการมีกฎหมายเข้ามารองรับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

 จากนั้นได้พิจารณากรอบแนวทางการดำเนินงานปฏิรูปการเมือง ที่คณะอนุกรรมการฯเสนอให้ กำหนดให้ทำในระยะสั้น 1 ปี ระยะกลาง 3 ปี และระยะยาว 5 ปี โดย 1.ในระยะสั้นและระยะกลาง ควรศึกษาโครงสร้างรัฐธรรมนูญ และกฎหมายในประเด็นที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่เป็นธรรม รวมทั้งประเด็นทางการเมืองที่มีผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ และเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาการเมืองของประเทศ ซึ่งอาจนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา 2.ในระยะกลางและระยะยาว ให้มีองค์กรที่รับผิดชอบในการเผยแพร่ความรู้ด้านประชาธิปไตย โดยผ่านระบบการศึกษาและระบบอื่นๆ เพื่อสร้างและปลูกฝังวิถีประชาธิปไตยให้แก่เยาวชนบุคคลและชุมชนต่างๆ อันจะเป็นพื้นฐานในการปฏิรูปการเมือง 3.ควรมีการตั้งสภาปฏิรูปการเมืองแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมือง ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมาตราใด มีความขัดแย้งในสาระการปฏิรูปการเมือง ก็ให้มีส.ส.ร.ดำเนินการทั้งในระยะสั้น กลาง ยาว ซึ่งในระยะกลาง และยาว ควรทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมมีการถกเถียงกว้างขวางในเรื่องสภาปฏิรูปการเมือง และสภาร่างรัฐธรรมนูญ อาทิ นายพีระพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และนายสันติ พร้อมพัฒน์ กรรมการสัดส่วนจากพรรคเพื่อไทย เห็นว่า อยากให้มีทางเลือกของบุคลากรมากขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตทางการเมือง ไม่ใช่จะนึกถึงเพียงนพ.ประเวศ วะสี ราษฎร อาวุโส หรือนายนรนิติ เศรษฐบุตร อดีตประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมากระบวนการเรียนรู้ทางการเมืองที่จัดให้ภาคประชาชนมีน้อยมาก ส่วนสถาบันพระปกเกล้า หรือวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ก็มุ่งให้ความรู้ไปที่นักการเมืองและข้าราชการ ดังนั้นการให้ความรู้ความเข้าใจด้านการเมืองกับภาคประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำ นอกจากนี้ยังเห็นว่า จำเป็นที่จะต้องแก้รัฐธรรมนูญบางมาตรา เพราะการบริหารประเทศ และอำนาจนั้นถูกใช้โดยนักการเมือง หากกฎหมายต่างๆ มีข้อจำกัดจนกระทั่งไปสร้างสองมาตรฐานทำให้นักการเมืองไม่สามารถใช้อำนาจหรือมใช้อำนาจที่ผิดๆ จึงเป็นเรื่องถูกต้องที่ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้นักการเมืองใช้อำนาจและกำหนดอย่างชอบธรรมและเป็นธรรม

 ในขณะที่ กรรมการจากวุฒิสภา อย่างพล.อ.เลิศรัตน์ และนายตวง อันทะไชย เห็นว่า กล่าวว่า การตั้งส.ส.ร.3 ควรมี เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการเมืองทั้งระบบ หรือการตั้งกติกาอะไรออกมา ก็ถูกมองว่าเป็นการซื้อเวลามาตลอด ตนไม่อยากให้คณะกรรมการฯทำงานแบบเสียเวลาเปล่า การทำงานทางการเมืองต้องกล้า นายกฯ มีความกล้าที่จะบอกว่ารัฐธรรมนูญ มาตราใดควรแก้ไขบ้าง ไม่ใช่ไปโยนภาระให้ส.ส.ร. 99 คน และการให้ฝ่ายการเมืองไปดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญเองจะเกิดความไม่ไว้วางใจของภาคประชาชน เปรียบเหมือนกับให้แมวไปทำลูกกระพรวนแขวนคอตัวเอง ก็จะได้ลูกกระพรวนที่ไม่มีเสียง ทั้งนี้การเสนอให้มีส.ส.ร.3 ไม่ใช่การซื้อเวลา แต่เป็นการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

 หลังจากนั้น นายดิเรก กล่าวสรุปว่า ยุทธศาสตร์ที่ 4 ให้ยืนตามที่คณะอนุกรรมการฯเสนอ และขอให้คณะอนุกรรมการ เสนอวิธีปฏิบัติด้วยว่าต้องทำอย่างไร เพื่อเป็นคู่มือให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติ ทั้งนี้ วันที่ 9-11 มิ.ย. คณะกรรมการฯจะพิจารณาผลการศึกษาของคณะอนุกรรมการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น จากนั้นวันที่ 16 มิ.ย. เป็นการพิจารณาแผนปฏิบัติการของอนุกรรมการสมานฉันท์ ส่วนวันที่ 17 มิ.ย. จะเป็นการพิจารณาแผนปฏิบัติการของอนุกรรมการปฏิรูปฯ จากนั้นวันที่ 17-19 มิ.ย. ฝ่ายเลขานุการสรุปรายงาน และวันที่ 20 มิ.ย. คณะกรรมการชุดใหญ่ จะเสนอรายงานทั้งหมดต่อประธานรัฐสภา พิจารณาต่อไป