
จับมือรอบเกาะสมุยประกาศ...ไม่เอาบ่อน้ำมัน
จับมือรอบเกาะสมุยประกาศ...ไม่เอาบ่อน้ำมันกลางอ่าวไทย : โดย...สุวรรณี บัณฑิศักดิ์
ขณะที่นางวัลวลี ตันติกาญจน์ ประธานสมาพันธ์สปาไทย แสดงความเห็นสอดคล้องเช่นกันว่า นักธุรกิจส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการขุดเจาะน้ำมันกลางอ่าวไทย ซึ่งภาคธุรกิจการท่องเที่ยวเองได้ร่วมกับภาคประชาชนเคลื่อนไหวคัดค้านมาตลอด สิ่งที่ตั้งคำถามออกไป ก็ยังไม่มีคำตอบกลับมา สิ่งที่ยังไม่เห็น คือ ความจริงใจในการให้ข้อเท็จจริง ในเรื่องของความปลอดภัย รับรองได้หรือไม่ว่าปลอดภัย ก็ไม่มีใครรับรอง ถ้าเกิดเหตุอะไรขึ้นมา จะรับผิดชอบอย่างไรก็ไม่มีคำตอบ ที่สำคัญคือภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวที่จะสูญเสียไป ในขณะที่คู่แข่งด้านการท่องเที่ยวของไทย พร้อมที่จะเอาประเด็นตรงนี้ ไปใช้ประโยชน์ในการโฆษณา
อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตของภาคเอกชนที่ชี้ชัดว่า มูลค่าด้านการท่องเที่ยวของเกาะสมุย เมื่อเทียบกับมูลค่าของน้ำมันที่จะมีการขุดขึ้นมาต้องบอกว่า เทียบกันไม่ได้ วันนี้คนสมุย จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม ปีละ 740 ล้านบาท นั่นหมายถึงการใช้จ่ายโดยประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และถ้ารวมกับภาษีอื่นๆ ที่เก็บโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมแล้วประมาณ 1,500 ล้านบาท เป็นมูลค่าที่ไม่น้อย
นอกจากตัวเลขที่เป็นเงินภาษีแล้ว เงินรายได้จากการท่องเที่ยวในพื้นที่จะหมุนเวียนอยู่ในระบบจำนวนมาก อาทิ การจ้างงาน ในภาคการท่องเที่ยวจะไม่ต่ำกว่า 4-5 หมื่นอัตรา เมื่อเทียบกับการจ้างงานในกิจการขุดเจาะน้ำมัน ไม่น่าจะเกิน 5,000 คน ภาคการท่องเที่ยว จึงมีความยั่งยืนกว่า โดยภาคเอกชนไม่เชื่อว่า การขุดเจาะน้ำมันกลางอ่าวไทย จะไม่ส่งผลกระทบไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานของชาวสุราษฎร์ธานี
การท่องเที่ยวของ 3 เกาะ คือ เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า เป็นการท่องเที่ยวที่พึ่งพาอาศัยความสวยงามของธรรมชาติอย่างแท้จริง เมื่อมีแท่นขุดเจาะน้ำมัน จึงไม่ใช่สิ่งที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติอยากเห็นแค่คราบน้ำมัน ลอยมาติดชายหาดเพียงเล็กน้อย เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยังทำให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าลงเล่นน้ำด้วยซ้ำไป ภาคการท่องเที่ยวของเกาะพะงัน จึงไม่เห็นด้วยกับการขุดเจาะน้ำมันและจะร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ในการเคลื่อนไหวคัดค้านต่อไป
นอกจากภาคการท่องเที่ยวแล้ว ทั้ง 3 เกาะ ยังมีภาคการประมง แหล่งอาหาร วิถีชีวิต ที่ยังไม่ได้กล่าวถึง ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบจากการขุดเจาะน้ำมันเช่นกัน การนำแท่นขุดเจาะลงสู่ทะเล แล้วมาบอกว่าไม่มีผลกระทบ เนื่องจากใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ การมีสิ่งแปลกปลอมลงไปในธรรมชาติ ผลกระทบต้องมี จะมีมากมีน้อย เป็นอีกประเด็นหนึ่ง
ณ วันนี้ภาคประชาชนและภาคธุรกิจ เริ่มพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์มากขึ้น ทำกิจกรรมที่แสดงให้ภาครัฐเห็นว่าต่อต้านมาโดยตลอด ในขณะที่ บริษัทผู้รับสัมปทานเอง ก็พร้อมที่ตักตวงในสิทธิที่ได้รับมา ภาคเอกชนระบุด้วยว่า ถ้าจำเป็นต้องขุดจริงๆ ไม่มีหนทางอื่นหรือแหล่งน้ำมันอื่นแล้ว อยากขอให้รอบๆ เกาะ เป็นที่สุดท้ายที่จะขุดน้ำมันขึ้นมา
เสียงจากผู้ประกอบการท่องเที่ยว หลายภาคส่วนและบางส่วนจากนักวิชาการหลายสถาบันการศึกษาเองยังยืนยันตรงกันกว่า ไม่ต้องการให้มีการขุดเจาะน้ำ มัน รอบๆ เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า อันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม ยั่งยืนและหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนจำนวนมาก ผลกระทบต่างๆ ที่อาจจะมีหรือไม่มี เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหรือหน่วยงานไหนออกมายืนยันหรือให้คำตอบได้ชัดเจนต่อชาวเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ที่กำลังเผชิญหน้าการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมได้เลย
ทุกวันนี้บนเกาะสมุยมีกลุ่มคนเล็กๆ ไม่กี่สิบคนทยอยออกเคลื่อนไหวอยู่เรื่อยๆ เพื่อที่จะเป็นเฟืองเล็กๆ ที่สะท้อนหรือสะกิดให้รัฐบาลรับทราบบ้างว่า ชาวสมุยคัดค้านการขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลเกาะสมุย เกาะพะงัน บางส่วนมีการเดินเท้าไปรอบๆ เกาะสมุย โดยใช้ชื่อกิจกรรมว่า "เดินเรียนรู้สมุยด้วยใจรัก" เป็นกิจ กรรมที่เชื่อมโยงปัญหาความทุกข์และความสุขของชาวเกาะสมุย ด้วยการเดิน นำโดยอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ชาวเกาะสมุยโดยกำเนิด การเดินรอบเกาะสมุย จะแวะเวียนไปตามบ้านเรือน เยี่ยมเยือนผู้เฒ่า คนเก่าแก่ของชุมชน แวะพักพูดคุยทักทายระหว่างทางและล้อมวงคุยแลกเปลี่ยนตามจุดพักแรม สร้างการเรียนรู้ร่วมกันของคนหลายภาคส่วน
ขณะที่ตัวแทนของบริษัทเอกชนที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาล ระบุว่า การขุดเจาะสำรวจแหล่งน้ำมันดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นนั้น ยืนยันได้ว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวด้วยการใช้ระบบอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน อีกทั้งที่ผ่านมาภายหลังจากที่ได้รับสัมปทานได้มีการทำประชาพิจารณ์เปิดโอกาสให้ทุกองค์กรเข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็นถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ชี้ให้เห็นถึงผลที่จะได้รับโดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือการท่องเที่ยวแต่อย่างใด เพราะแนวสำรวจอยู่ห่างไกลจากแหล่งท่องเที่ยวพอสมควร
สำหรับการขุดเจาะแท่นน้ำมันกลางอ่าวไทยพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น เป็นผลมาจากเมื่อปี 2550 กระทรวงพลังงานได้ให้สัมปทานบริษัทเอกชน 4 บริษัท ขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมกลางอ่าวไทย 4 แปลง คือ G6/48 ของ บริษัทเพิร์ลออย (อมตะ), G4/50 ของ บริษัทเชฟรอน, B8/38 ของ บริษัทซาลามานเดอร์ และ G5/50 ของบริษัทนิวคอสตอล (CEC) ซึ่งแต่ละแปลงอยู่ใกล้กับเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ประมาณ 30-80 กิโลเมตร ทันทีที่ประชาชนในพื้นที่ทราบข่าวได้ศึกษาหาข้อมูลทางวิชาการต่างๆ โดยศึกษาทั้งผลดีผลเสีย มาเทียบเคียงกันและได้ข้อสรุปในแนวทางเดียวกันว่ามีผลเสียมากกว่า
จึงได้เดินหน้าคัดค้านตลอดมาจนทางบริษัทต้องเลื่อนการขุดเจาะออกไปเรื่อยๆ กำลังจะเริ่มดำเนินการอีกครั้งในเดือนเมษายนนี้ แต่ก็ยังดำเนินการไม่ได้ เมื่อประชาชนได้เคลื่อนไหวต่อต้านมาโดยตลอด รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเองก็แสดงออกด้วยการไม่เห็นด้วยและร่วมต่อต้านด้วย ซึ่งจากนี้ไปต้องรอดูว่าทางภาครัฐบาลหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงจะทำอย่างไรต่อไป จะยกเลิกหรือเดินหน้าขุดเจาะสำรวจแหล่งน้ำมันกลางอ่าวไทยต่อไป
..................................................
(จับมือรอบเกาะสมุยประกาศ...ไม่เอาบ่อน้ำมันกลางอ่าวไทย : โดย...สุวรรณี บัณฑิศักดิ์)



