
พิษณุโลกตื่น!สะพานสลิงกรุงเก่าขาด
นายกอบจ.พิษณุโลกตื่นสะพานสลิงกรุงเก่าขาด ลงสำรวจสะพานสลิงข้ามแม่น้ำ 5 แห่ง ขณะที่อยุธยาสตง.เข้าตรวจสอบการจ้างซ่อม ผญบ.เผยก่อนเหตุร้ายทรุดเอียงประมาณ 1 สัปดาห์
29เม.ย.2556 จากเหตุสะเทือนขวัญ "สะพาน 200 ปี" ข้ามแม่น้ำป่าสัก ที่บริเวณข้างวัดสะตือ ใช้สัญจรระหว่างชาวหมู่ 5 กับหมู่ 6 ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ทรุดตัวและเส้นลวดสลิงที่แขวนยึดกับตัวสะพานคอนกรีตขาด ทำให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ และประชาชนที่สัญจรไปมาหลายคนตกลงไปในแม่น้ำ นอกจากนี้คานปูนยังถล่มทับชาวบ้านที่อยู่ใต้สะพาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากนั้น ส่งผลให้นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก พร้อมคณะได้ไปสำรวจสะพานสลิงข้ามแม่น้ำน่าน หมู่ที่ 7 - หมู่ที่ 9 ตำบลจอมทอง อำเภอเมือง ตรวจสอบความพร้อมในการใช้งาน โดย อบจ.พิษณุโลกได้สร้างสะพานสลิงไม้ 5 แห่ง เพื่อให้ประชาชนที่อยู่คนละฟากฝั่งของแม่น้ำ ใช้รถจักรยานยนต์ รถจักรยาน และเดินเท้าสัญจรไปมาข้ามแม่น้ำน่าน และแม่น้ำเข็ก ช่วยย่นระยะทาง เวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนดังนี้
คือ สะพานสลิงข้ามแม่น้ำน่าน หมู่ 9 - หมู่ 11 ตำบลวงฆ้อง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก (กว้าง 2.35 เมตร ยาว 160 เมตร สร้างเสร็จเมื่อปี 2550) สะพานสลิงข้ามแม่น้ำน่าน หมู่ที่1 - หมู่ที่ 2 ตำบลวงฆ้อง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก (กว้าง 2.35 เมตร ยาว 160 เมตร สร้างเสร็จเมื่อปี2550) สะพานสลิงข้ามแม่น้ำน่าน หมู่ที่ 5 หน้าวัดหล่ม - หมู่ที่ 6 ตำบลวัดพริก เชื่อมต่อตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก (กว้าง 2.35 เมตร ยาว 160 เมตร สร้างเสร็จเมื่อปี 2550) สะพานสลิงข้ามแม่น้ำเข็ก หมู่ที่ 4 ตำบลชัยนาม - หมู่ที่ 1 ตำบลวังนกแอ่น อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก (กว้าง 2.35 เมตร ยาว100 เมตร สร้างเสร็จเมื่อปี 2551) และสะพานสลิงข้ามแม่น้ำน่าน หมู่ที่ 7 - หมู่ที่ 9 ตำบลจอมทอง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก (กว้าง 2.35 เมตร ยาว 146.5 เมตร สร้างเสร็จเมื่อปี 2549)
ทั้งนี้ อบจ.พิษณุโลก ได้มีการสำรวจและปรับปรุงซ่อมแซมสะพานสลิงที่อยู่ในความรับผิดชอบ เป็นประจำ สำหรับปีงบประมาณ 2556 ได้ตั้งงบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซม พื้นไม้ โครงเคร่าไม้และเหล็ก ไว้จำนวน 4,000,000 บาท เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการสัญจรไปมาของประชาชน
นายกอบจ.พิษณุโลก กล่าวว่า จากการสำรวจล่าสุดพบว่า ที่สะพานสลิงข้ามแม่น้ำน่านบริเวณ หมู่ที่ 5 หน้าวัดหล่ม - หมู่ที่ 6 ตำบลวัดพริก เชื่อมต่อตำบลท่าโพธิ์ ขณะนี้มีสภาพที่ต้องสั่งปิดเพื่อปรับปรุง เนื่องจากทรุดโทรม เนื่องจากมีชาวบ้านแอบนำรถยนต์และรถไถทางการเกษตรวิ่งปล่อยครั้ง ส่งผลให้สลิงที่ดึงโครงเหล็กหลุด 2 เส้น อย่างไรก็ตามทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก ก็จะมีประกาศให้ชาวบ้านทราบอีกครั้ง โดยชาวบ้านก็ยังสามารถใช้ถนนสายวัดสะกัดน้ำมันแทนได้ต่อไป
ที่สะพานสลิงข้ามแม่น้ำน่าน หมู่ที่ 5 หน้าวัดหล่ม - หมู่ที่ 6 ตำบลวัดพริก เชื่อมต่อตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก มีขนาดความกว้าง 2.35 เมตร ยาว 160 เมตร มีอายุ 20 ปี ขณะนี้มีสภาพโทรม แผ่นไม้ก็เริ่มผุพัง แตกหักแล้ว สลิงที่ใช้ดึงโครงสะพานก็มีขาดจำนวน 2 เส้น ส่งผลให้ชาวบ้านต่างเริ่มหวั่นเกรงว่าจะพังตกลงมาได้
นางรอด ม่วงมั่งมี อายุ 55 ปี ชาวบ้านหมู่ 6 วัดหล่ม กล่าวว่า สะพานสลิงที่ข้ามแม่น้ำน่านแห่งนี้สร้างมานานเกือบ 20 ปีแล้ว และมีการปรับปรุงเมื่อปี 2549 โดยทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก โดยขณะนี้แผ่นไม้เริ่มผุบัง และแคบ นอกจากนี้ยังมีเส้นสลิงหลุดออกจำนวน 2 เส้น หวั่นเกรงว่า จะพังลงมาได้ อีกทั้งชาวบ้านบางรายยังนำรถยนต์วิ่งบนสะพานอีก ถึงแม้ว่าจะมีประกาศห้ามรถยนต์วิ่งผ่านก็ตาม อยากให้ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลกสร้างเป็นคอนเกรีตถาวร
ผญบ.กรุงเก่าเผยทรุดเอียงประมาณ1สัปดาห์
ขณะที่เหตุการณ์ที่จังหวัดนครศรีอยุธยา ได้จัดทำรายงานสรุปยอดผู้บาดเจ็บเสียชีวิตการให้ความช่วยเหลือจากเหตุสะพาน 200 ปี มีผู้เสียชีวิต 4 คน คือ ด.ญ.พิริยาพร เสือสมิง อายุ 10 ปี น.ส.เกศินี ชะบาสีห์ อายุ 54 ปี นายณัฐวุฒิ ใจจง อายุ 24 ปี และนายสามารถ ญารปัญญา อายุ 34 ปี
นางปราณี คงวิชัย อายุ 47 ปี ชาวบ้านที่ใช้สะพาน 200 ปี สัญจรเป็นประจำ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ประมาณ 1 เดือน มีคนขับรถกระบะข้ามสะพานไปแล้วทำให้สะพานเอียง และยังมีขบวนแห่นาคแห่ข้ามสะพานมีคนจำนวนมากร่วมขบวน ทำให้สะพานแตกลั่นผู้คนต่างวิ่งหนีกันโกลาหล เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้สะพานเอียง 30 เซนติเมตร เจ้าหน้าที่ได้สั่งปิดซ่อมไปแล้ว กระทั่งวันที่ 26 เมษายน ที่ผ่านมา สะพานเกิดการทรุดตัวอีกครั้ง แต่ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น ยืนยันว่าสะพานเดิมที่เป็นสะพานเหล็กนั้น แข็งแรง มีตอม่อรองรับอย่างดี กระทั่งมีการเปลี่ยนแบบก่อสร้างใหม่
นางสุวัน สายสมุทร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ต.ท่าหลวง เล่าว่า เดิมสะพานแห่งนี้มีตอม่อ ปูด้วยแผ่นเหล็ก แต่มาระยะหลังตอม่อเกิดชำรุดเรือที่ลอดสะพานชนเสาบ่อยครั้ง ประกอบกับมีเหล็กบางส่วนผุกร่อนจึงได้ปรับปรุงขึ้นใหม่เป็นสะพานแขวนเมื่อปี 2555 ก่อนหน้าจะเกิดเหตุสะพานถล่มประมาณ 1 สัปดาห์ พบว่าสะพานเอียง ทางเทศบาลเตรียมจะทำป้ายเพื่อนำไปติดเตือนไม่ให้รถวิ่งผ่าน แต่ยังไม่ได้ดำเนินการสะพานก็พังลงมาก่อน ส่วนสาเหตุยังไม่แน่ชัดว่า เป็นเพราะรับน้ำหนักมากเกินไป หรือมีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างหรือไม่
"โดยปกติสะพานแห่งนี้มีชาวบ้านใช้สัญจรเฉลี่ยวันละ 5,000 คน เพราะเป็นชุมชนใหญ่และมีตลาดนัดอยู่เป็นประจำ ถือว่าเคราะห์ดีที่วันเกิดเหตุมีรถพ่วงจอดขวางทางข้ามสะพานอยู่ ทำให้รถจักรยานยนต์ผ่านไปมาไม่สะดวก ต้องรอให้รถวิ่งผ่าน ถ้าไม่มีรถพ่วงขวางไว้ก่อน เชื่อว่าจะมีผู้เสียชีวิตมากกว่านี้" นางสุวันกล่าว
น.ส.พัชรินทร์ ใจจง อายุ 40 ปี ญาติของนายณัฐวุฒิ ใจจง อายุ 25 ปี ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ระบุว่า ขณะที่หลานชายกำลังไปทำงานที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ ไม่คิดว่าจะมาเสียชีวิตแบบนี้ เงินที่ได้รับจาการช่วยเหลือคงไม่เพียงพอ อยากให้ทางราชการช่วยเหลือให้มากกว่านี้ เพราะชีวิตคนก็จากไปแล้ว ผู้ตายเป็นกำลังหลักของครอบครัว ขอให้สรุปออกมาโดยเร็วว่าสาเหตุของสะพานพังมันเกิดขึ้นได้อย่างไร
ขณะที่ นายเชษฐา ปทุมรังสี นายกเทศมนตรีตำบลท่าหลวง กล่าวว่า เสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประชาชนที่ใช้สะพานแห่งนี้ทั้ง 2 หมู่บ้าน เป็นชุมชนใหญ่ จะพยายามและเร่งรีบหาทางช่วยเหลือประชาชนที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่ ปกติสะพานแห่งนี้สามารถรับน้ำหนักได้ 4 ตัน ตัวสลิงดึงข้างละ 2 ตัน ส่วนสาเหตุต้องรอให้คณะกรรมการที่จังหวัดแต่งตั้งตรวจสอบให้ชัดเจน เรื่องนี้จะเรียกประชุมสภาเทศบาลเพื่อทำเรื่องเสนอจังหวัดพิจารณางบประมาณทำสะพานขึ้นใหม่
สตง.เข้าตรวจสอบการจ้างซ่อม
และช่วงบ่ายที่สำนักงานเทศบาลตำบลท่าหลวง ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ ได้มีจนท.จากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน จำนวน 4 คน เดินทางไปยังกองช่าง เพื่อขอตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับการว่าจ้างบริษัทรับเหมาในการซ่อมสะพานเคเบิลที่เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งการเดินทางเข้ามาขอตรวจสอบในครั้งนี้ไม่มีการนัดหมายล่วงหน้า และไม่มีผู้บริหารเทศบาลอยู่เลยแม้แต่คนเดียว ทำให้เจ้าหน้าที่ของเทศบาลถึงกับอลหม่าน พยายามค้นหาเอกสารเกี่ยวกับการจ้างการซ่อมสะพานมาให้กับเจ้าหน้าที่ สตง.ได้ตรวจสอบ โดยได้เข้าไปตรวจสอบภายในห้องของรองนายกเทศมนตรี ซึ่งจนท.ของเทศบาลพยายามค้นหาเอกสารเกี่ยวกับงวดการจ้างงวดใดงวดหนึ่ง ซึ่งหาไม่พบทำให้เจ้าหน้าที่ของ สตง.ต้องขอตัวกลับก่อน และบอกว่าจะมาใหม่ ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามก็ทราบเพียงว่ามาดูเอกสารเกี่ยวกับการซ่อมสะพาน แต่ไม่สามารถที่จะให้รายละเอียดได้ โดยใช้เวลาเกือบ 1 ช.ม.
ด้านพล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) พร้อมเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่เก็บหลักฐานหาสาเหตุสะพานพังถล่ม โดยใช้เวลาในการตรวจสอบตามจุดต่างๆ ของสะพานนานกว่า 1 ชั่วโมง โดย พล.ต.ท.จรัมพร กล่าวว่า กำลังติดตามเรื่องโครงสร้างที่ออกแบบ จะต้องทำงานร่วมกับวิศวกรรมสถานว่าวัสดุอุปกรณ์เป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ การซ่อมบำรุง เท่าที่ทราบสะพานแห่งนี้ มีการซ่อมบำรุงมาแล้วถึง 4 ครั้ง ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา ทางเทศบาลตำบลท่าหลวง ได้แจ้งให้บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างมาตรวจสอบ แต่มาเกิดพังเสียก่อน
"ต้องดูพฤติกรรมของประชาชนที่ใช้สะพานว่ามีการใช้รถยนต์ หรือรถที่มีน้ำหนักมากวิ่งผ่านหรือไม่ ทั้งที่มีการเตือนอยู่แล้ว ได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นหาความจริงเกี่ยวกับร่องรอยยางรถยนต์บนแผ่นสะพานปูน ว่าก่อนเกิดเหตุมีรถยนต์ที่มีน้ำหนักขึ้นมาวิ่งบนสะพานหรือไม่ ไปประกอบกับหลักฐานในสำนวน น่าสนใจว่ามีผู้ให้ข้อมูลว่าก่อนที่จะเกิดเหตุชาวบ้านเห็นว่าผิวของสะพานเริ่มเทเอียง เรื่องนี้ได้ประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปสอบดูว่าเมื่อรู้แล้วทำไมไม่ตักเตือนแก้ไข" พล.ต.ท.จรัมพรกล่าว
ด้าน นายณรงค์เดช ฉิมเล็ก หัวหน้ากลุ่มงานวิชาการ โยธาธิการและผังเมือง จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ขั้นตอนในการสร้างสะพาน ตามจุดต่างๆ ในลักษณะนี้ทางท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของเรื่อง จะต้องใช้แบบแปลนของกรมโยธาธิการและผังเมือง โดยสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด จะร่วมกันตรวจสอบสถานที่ก่อสร้างสะพาน พร้อมกับเจ้าหน้าที่โยธาธิการของแต่ละท้องถิ่น เมื่อได้สถานที่ก่อสร้าง จึงจะมีการเปิดประมูลว่าจ้างบริษัทดำเนินการก่อสร้าง ต้องเป็นไปตามขั้นตอนและแบบการก่อสร้างทุกอย่าง สะพานลักษณะนี้ใน จ.พระนครศรีอยุธยา มีมากกว่า 10 แห่ง ทางสำนักงานโยธาจังหวัดได้ตรวจสอบพบว่า สะพานข้ามแม่น้ำป่าสักระหว่างวัดไก่จ้น กับวัดสะตือ อ.ท่าเรือ มีการชำรุดบางส่วนจนถึงขณะนี้ได้ห้ามรถวิ่งผ่านแล้ว ใช้เพียงให้สัญจรด้วยการเดินเท้าเท่านั้น
รายงานข่าวจาก จ.นครนายก ว่า สะพานที่มีรูปแบบเดียวกันกับที่เกิดเหตุพังลงมาที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ในพื้นที่ จ.นครนายก พบว่ามีสะพานแบบเดียวกันนี้ คือสะพานข้ามคลองวัดนางหงส์ ในเขตเทศบาลเมืองนครนายก ต.วังกระโจม อ.เมือง จ.นครนายก มีอายุการใช้งานกว่า 40 ปี ที่ผ่านมาเวลารถสัญจรไปมา ตัวสะพานจะแกว่งอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งเมื่อมีลมแรงสะพานจะแกว่งอย่างรุนแรง สร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้สัญจร
ทั้งนี้ สะพานดังกล่าว อยู่ในเขตความรับผิดชอบเทศบาลเมืองนครนายก หลังเกิดเหตุร้ายขึ้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ทำให้มีผู้ทำป้ายมาติดตั้งเตือนผู้ที่ใช้สะพานวัดนางหงส์ให้ระมัดระวังให้มากขึ้น โดยให้รถจักรยานยนต์ผ่านไปคราวละ 1-2 คันเท่านั้น เพื่อเลี่ยงการรับน้ำหนักเกิน
ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ว่า แม้ว่าสะพาน 200 ปี ไม่ใช่สะพานในส่วนรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม แต่ได้สั่งให้กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ประสานงานกับแขวงการทาง สำนักทางหลวงชนบท ทุกพื้นที่ที่รับผิดชอบลงไปตรวจสอบสภาพการใช้งานของสะพาน ทั้งในส่วนที่รับผิดชอบ และส่วนขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด เพื่อหาทางป้องกันและแก้ไขไม่ให้เกิดเหตุสะพานพังซ้ำ ทั้งนี้ สะพานแขวนต้องบำรุงรักษามากกว่าปกติ ไม่เหมือนสะพานคอนกรีตทั่วไป
นายชัชวาลย์ บุญเจริญกิจ อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า ปัจจุบันมีสะพานทั่วประเทศที่อยู่ในความรับผิดชอบประมาณ 1.6 หมื่นแห่ง ระยะทางรวม 490 กิโลเมตร ทั้งหมดเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กที่ให้รถยนต์สามารถวิ่งผ่านได้ โดยสภาพส่วนใหญ่ยังมีความแข็งแรงสามารถใช้งานได้ตามปกติ มีเพียง 400 แห่งเท่านั้นที่เสื่อมสภาพ ซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งซ่อมแซม เบื้องต้นอาจจะต้องขอจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 100 ล้านบาท เพื่อใช้ในการบำรุงรักษา
ด้าน นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า กรมมีสะพานแขวนสำหรับคนและรถจักรยานยนต์ข้ามลักษณะเดียวกับสะพาน 200 ปี รวม 4 แห่ง ใน 4 จังหวัด ได้แก่ จ.กาญจนบุรี สร้างข้ามแม่น้ำแควน้อย จ.น่าน สร้างข้ามแม่น้ำน่าน จ.สุโขทัย สร้างข้ามแม่น้ำยม และ จ.พิจิตร สร้างข้ามแม่น้ำยม ส่วนสะพานประเภทคอนกรีตเสริมเหล็กที่อยู่ในความดูแลทั่วประเทศอีกประมาณ 4,900 แห่ง ซึ่งทั้งหมดมีสภาพแข็งแรง ปลอดภัย เจ้าหน้าที่ดูแลและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าสะพาน 200 ปีที่ถล่ม เพราะรับน้ำหนักเกินจากการที่ประชาชนนำรถยนต์ 4 ล้อไปวิ่งบนสะพานทั้งๆ ที่มีป้ายห้าม ซึ่งสะพานนี้ใช้สำหรับคนและรถจักรยานยนต์ข้ามเท่านั้น



