ข่าว

'โฆษกพท.'จี้'ชมรมสสร.50'สำนึกบาป

'โฆษกพท.'จี้'ชมรมสสร.50'สำนึกบาป

29 เม.ย. 2556

'พร้อมพงศ์' จี้ 'ชมรมสสร. 50' สำนึกบาป ซัดอย่าปกป้องรธน.50 ที่มาจากเผด็จการ จวก 'ส.ส.ปชป.' ค้านไร้สาระรายวัน

 

                    29 เม.ย.56 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ชมรมสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ออกแถลงการณ์ชมรมกล่าวหาว่า มีขบวนการทางการเมือง ทั้งพรรคการเมือง นักการเมือง และมวลชน หวังเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ 2550 โดยได้กระทำการกดดัน คุกคามความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกล่าวหาส.ส. ส.ว. และพรรคการเมืองที่ประกาศไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญว่า อาจเข้าข่ายความผิดกฎหมายอาญา มาตรา 116 ว่า ตนขอปฏิเสธว่าการกล่าวหาของชมรมส.ส.ร. 2550ไม่เป็นความจริง สมาชิกรัฐสภาที่ไม่ส่งคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงจะทำจดหมายเปิดผนึกถึงศาลรัฐธรรมนูญและประชาชนทุกคนนั้น มีเจตนาที่สุจริตและบริสุทธิ์ ทำเพื่อปกป้องอำนาจหน้าที่ของตนเองตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับคดีตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภา

                    โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ส่วนการชุมนุมของประชาชนที่แสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยกับการรับคำร้องในกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นก็เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ หากอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมายก็ไม่มีความผิดตามมาตรา 116 ที่ชมรมส.ส.ร.2550 อ้างถึง ดังนั้น การออกแถลงการณ์ของชมรมส.ส.ร. 2550 ตนมองว่า น่าจะเป็นการข่มขู่สมาชิกรัฐสภา และประชาชนที่เห็นต่างกับชมรมส.ส.ร. 2550 ขอให้ประชาชนย้อนกลับไปดูภูมิหลังของบุคคลเหล่านี้ที่อ้างว่าทำเพื่อประชาชนว่า คนเหล่านี้ได้ดีเพราะผลจากการทำรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 และมีส่วนสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

                    นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า กลุ่มคนเหล่านี้ไปบัญญัติรับรองให้การทำรัฐประหารโดยยึดอำนาจประชาชนชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 309 ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้พยายามปกป้องรัฐธรรมนูญ2550 ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเองทำเอาไว้ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามีปัญหาและไม่เป็นประชาธิปไตย แต่กลับไม่ยอมเปิดใจ เปิดหู เปิดตา รับฟังปัญหาจากประชาชน กลับหน้ามืดตามัว น่าจะหลงไปกับอำนาจวาสนาที่เคยได้รับจากการเป็น ส.ส.ร. 2550 ที่สร้างความขัดแย้งทางการเมืองจนก่อให้เกิดวิกฤตทางการเมืองทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต บาดเจ็บของประชาชนเป็นจำนวนมาก รวมถึงการสูญเสียทรัพย์สินจากความขัดแย้ง ซึ่งต้นตอส่วนหนึ่งมาจากรัฐธรรมนูญ 2550 อยากถามว่าคนกลุ่มนี้จะสำนึกบาปและแสดงความรับผิดชอบกับวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่ยุติอย่างไร วันนี้ยังออกมาปกป้องรัฐธรรมนูญ 2550 ที่มากจากเผด็จการโดยปราศจากความละอายใจ

                    ทั้งนี้ตนเชื่อว่าการแสดงออกของสมาชิกรัฐสภา ทั้งส.ส.และส.ว.ในการไม่ส่งคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงทำจดหมายเปิดผนึกถึงศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นมิติใหม่ทางประชาธิปไตย เพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักการตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ไม่ใช่เป็นการกดดันหรือการคุกคามตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

 

'โฆษกพท.' จวก 'องอาจ' ค้านไร้สาระรายวัน

 

                    นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหาว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ท้ายผู้ชุมนุมที่ชุมนุมอยู่ที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญว่า นายองอาจกำลังโยนบาปไปยังน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะน.ส.ยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทย รวมถึงรัฐบาล ไม่มีใครไปให้ท้ายผู้ชุมนุม การชุมนุมของประชาชนถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่ไม่ละเมิดกฎหมายก็สามารถทำได้ ถ้ามีการละเมิดกฎหมายก็คงต้องมีการดำเนินการ เหมือนที่ตัวแทนศาลรัฐธรรมนูญได้ดำเนินการแจ้งความกับผู้ชุมนุม และผู้ชุมนุมก็มีการแจ้งความกลับ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตย นายองอาจเป็น ส.ส.และอดีตรัฐมนตรีหลายสมัย ควรเข้าใจในสิทธิของประชาชน

                    ส่วนกรณีที่กล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่าไม่เข้าใจภาระหน้าที่ของ 3 เสาหลักของอำนาจอธิปไตยนั้น ตนมองว่าเป็นแค่เกมการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องถนัดที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย ใช้ดิสเครดิตน.ส.ยิ่งลักษณ์มากกว่า ทั้งๆ ที่การชุมนุมเป็นเรื่องของประชาชนซึ่งใช้สิทธิเสรีภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์พูดโดยหลักการ ไม่ได้ให้ท้ายผู้ชุมนุมหรือสนับสนุนแต่อย่างใด แต่นายองอาจกลับทำตัวเป็นฤาษีแปลงสาร บิดเบือนข้อเท็จจริงมาโจมตีน.ส.ยิ่งลักษณ์ มุ่งหวังเพียงประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างไม่สร้างสรรค์ ไม่เกิดประโยชน์กับประชาชน เป็นการค้านแบบไร้สาระรายวัน

 

'รองโฆษกพท.' ยันคณะเจรจาบีอาร์เอ็นดับไฟใต้ไม่มีอะไรเสียหาย

 

                    นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า การที่กลุ่มบีอาร์เอ็นยื่นเงื่อนไข 5 ข้อต่อรัฐบาลไทย จะทำให้รัฐบาลอยู่ในฐานะที่ลำบากว่า การจะไปเจรจาอะไรนั้นรัฐบาลมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มีแบบแผนว่าจะดำเนินการหรือตัดสินใจอย่างไร ต้องนำเข้าคณะศูนย์ปฏิบัติการคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปก.กปต.) ก่อน คณะที่ไปเจรจาก็ประกอบไปด้วยข้าราชการระดับสูง รู้ว่าอะไรควรไม่ควร สิ่งไหนทำได้หรือไม่ได้ หรือควรจะบอกกับคู่เจรจาอย่างไร หน้าที่ของคณะเจรจาคือไปพูดคุยให้ได้แนวทางกลับมา บางทีคุยจริงกลับในยูทูปอาจเป็นคนละเรื่องก็ได้ แต่หากนำมาเสนอในการพูดคุยทางคณะก็จะต้องสอบถามข้อเท็จจริงและรับฟังไว้ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณา พรรคเพื่อไทยอยากให้ย้อนไปดูวัตถุประสงค์การลงนามเปิดพื้นที่พูดคุยตั้งแต่แรก ที่ต้องอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญของไทย โดยที่มาเลเซียเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกเท่านั้น ไม่มีเรื่องของการแทรกแซงหรือยกระดับอะไร การยื่นเงื่อนไขของกลุ่มบีอาร์เอ็นไม่ได้ทำให้เป็นต่อในการพูดคุย แต่เป็นการสร้างเครื่องมือเพื่อใช้ปฏิบัติการด้านข่าวสารเท่านั้น

                    ทั้งนี้ขอขอบคุณในทุกความห่วงใย แต่นายอภิสิทธิ์ไม่ต้องกังวล หลังจากที่คณะเจรจากลับมาก็จะไปนำเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาชุดของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี และเรียนต่อนายกรัฐมนตรีในลำดับต่อไป เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและละเอียดอ่อน ถ้าไปพูดคุยอย่างไรแล้วก็ต้องเข้า ศปก.กปต. และสุดท้ายต้องหารือกับเหล่าทัพ ไม่มีอะไรเสียหาย อะไรที่เราเห็นว่าได้ประโยชน์ก็ยึดตรงนั้น วิธีการพูดคุยแบบนี้เป็นเครื่องมือใหม่ ซึ่งทุกอย่างต้องใช้เวลาและอดทนรอ