ข่าว

เดิมพัน'เจรจาเปิดหน้า'ทำใต้ป่วน!

เดิมพัน'เจรจาเปิดหน้า'ทำใต้ป่วน!

29 เม.ย. 2556

เดิมพัน'เจรจาเปิดหน้า'ทำใต้ป่วน!

 

              สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ที่รัฐบาลส่ง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปลงนามในข้อตกลงริเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติภาพกับ นายฮัสซัน ตอยิบ และพวกที่อ้างตัวว่าเป็นแกนนำขบวนการบีอาร์เอ็นนั้น ยังไม่เกิดบรรยากาศดีๆ ดังที่หลายฝ่ายคาดหวัง

              เพราะหากนับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ จนถึงวันที่ 22 เมษายน ซึ่งมี "มือมืด" ติดป้ายผ้าแสดงการไม่ยอมรับกระบวนการพูดคุยเจรจาทั่วสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และ 2 อำเภอของ จ.สงขลา รวมเวลาทั้งสิ้น 53 วันแล้ว ปรากฏว่ามีเหตุรุนแรงรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้นแทบจะรายวัน ได้แก่ มอเตอร์ไซค์บอมบ์ และโชเล่ย์บอมบ์ (รถจักรยานยนต์พ่วงข้างติดตั้งระเบิด) จำนวน 7 เหตุการณ์ คาร์บอมบ์ 1 เหตุการณ์ ระเบิดบนถนน หรือ Roadside bomb 16 เหตุการณ์ มีเจ้าหน้าที่รัฐเสียชีวิต 22 ราย พลเรือนเสียชีวิต 1 ราย (เป็นเด็กชายวัย 9 ขวบ) มีผู้บาดเจ็บทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและพลเรือนรวม 117 ราย

              ในจำนวนเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องสังเวยชีวิต เป็นข้าราชการระดับสูง ทหาร-ตำรวจชั้นสัญญาบัตรมากถึง 8 ราย หนึ่งในนั้นคือ นายอิศรา ทองธวัช รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ที่ถูกคนร้ายลอบวางระเบิดที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ขณะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจเมื่อวันที่ 5 เมษายน เสียชีวิตพร้อมกับ นายเชาวลิต ไชยฤกษ์ ป้องกันจังหวัดยะลา

              นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชาวเมืองปัตตานี ซึ่งธุรกิจของเขาคือโรงแรมซี.เอส.ปัตตานี เคยถูกลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์ไปแล้ว 2 ครั้ง กล่าวว่า แม้ตลอด 9 ปีไฟใต้ (นับตั้งแต่ต้นปี 2547) มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่จำนวนมาก และมีหลายครั้งที่พุ่งเป้าไปยังข้าราชการระดับสูงก็จริง แต่ก็ไม่เคยเกิดขึ้นถี่ยิบขนาดนี้

ล็อกเป้าบิ๊ก ขรก.ไม่ใช่เบนเป้า

              สถานการณ์ร้ายในห้วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีประเด็นหลักๆ ที่ต้องหยิบมาวิเคราะห์ 2 ประเด็น คือ 1.เหตุใดข้าราชการระดับสูงจึงตกเป็นเป้ามากขึ้น และ 2.ความรุนแรงที่ปรากฏเป็นผลจากการพูดคุยสันติภาพของ สมช.หรือไม่ และอนาคตของกระบวนการนี้จะเป็นอย่างไร

              เริ่มจากประเด็นแรก ว่าด้วยการพุ่งเป้าสังหารข้าราชการระดับสูง แม้จะมีคำอธิบายอย่างไม่เป็นทางการจากผู้ที่ไปร่วมวงพูดคุยสันติภาพว่า ปรากฏการณ์ความรุนแรงที่กระทำต่อเจ้าหน้าที่รัฐผู้ถืออาวุธ (ทหาร ตำรวจ) มากขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะพลเรือนหรือประชาชนผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเป้าโจมตีน้อยลง ซึ่งก็เป็นไปตามที่ได้พูดคุยเจรจากับแกนนำขบวนการบีอาร์เอ็นว่า ขอให้ยุติการโจมตีเป้าหมายพลเรือนที่เรียกว่า "เป้าหมายอ่อนแอ" โดยเฉพาะเด็ก ผู้หญิง คนแก่ และครู

              อย่างไรก็ดี ก็มีหลายเสียงแย้งว่า หากการเบนเป้าความรุนแรงจากพลเรือนไปเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเกิดขึ้นจากข้อตกลงบนโต๊ะเจรจาจริง ขอบเขตของการโจมตีน่าจะมีลักษณะเป็นการทั่วไป ไม่ใช่ "เบี่ยงเป้า" จากพลเรือนไปเป็นการ "ล็อกเป้า" เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง โดยเฉพาะรองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ป้องกันจังหวัด หรือตำรวจระดับรองผู้กำกับ และสารวัตร (ดูรายละเอียดในตารางข้อมูล)

              แหล่งข่าวซึ่งเป็นผู้นำท้องถิ่นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และทราบพฤติการณ์ของกลุ่มติดอาวุธที่ใช้ความรุนแรงในพื้นที่ ให้ข้อมูลว่า เท่าที่ได้ติดตามท่าทีของกลุ่มขบวนการที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐ ยืนยันได้ว่า การเบนเป้าก่อเหตุรุนแรงจากพลเรือนไปเป็นเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับข้อตกลงบนโต๊ะเจรจา แต่น่าจะเป็นผลจากเหตุการณ์วิสามัญฆาตกรรม 16 ศพกลุ่มนายมะรอโซ จันทรวดี ที่เข้าโจมตีฐานปฏิบัติการบ้านยือลอ ต.บาเระเหนือ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 มากกว่า

              "กรณีมะรอโซ ฝ่ายขบวนการเขาประกาศแก้แค้นเอาคืนตั้งแต่แรกแล้ว โดยตั้งเป้าสังหารเจ้าหน้าที่ 1 ต่อ 5 หรือ 1 ต่อ 10 จากจำนวนที่พวกเขาต้องสูญเสียคือ 16 ราย และต้องเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้วย เพราะมะรอโซถือเป็นแกนนำระดับคอมมานโด ไม่ใช่อาร์เคเคธรรมดา" ผู้นำท้องถิ่นรายนี้กล่าว

              ขณะที่แนวร่วมขบวนการระดับหมู่บ้าน เล่าว่า การโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการล็อกเป้า

              "เมื่อก่อนเวลาจะก่อเหตุ เช่น ระเบิดบนถนน ถ้ารู้ว่าเป็นรถเจ้าหน้าที่ก็ทำเลย แต่ตอนนี้มีการเช็กข้อมูลละเอียดมากขึ้นว่ามีระดับผู้บังคับบัญชามาด้วยหรือไม่ นั่งฝั่งไหน เมื่อปรับแผนจนพร้อมแล้วจึงจะลงมือ" แนวร่วมระดับหมู่บ้านกล่าว

ส่งสายแฝงตัวรายงานทุกฝีก้าว

              แม้แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ก็ยอมรับว่า ช่วงหลังผู้ก่อเหตุรุนแรงมุ่งเน้นไปที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงมากขึ้น เพราะเป็นเป้าหมายที่ติดตามความเคลื่อนไหวได้ง่าย หากก่อเหตุสำเร็จก็จะส่งผลทางความรู้สึกค่อนข้างรุนแรงกว่าเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติตัวเล็กๆ 

              "ที่สำคัญบางหน่วยงานมีกลุ่มผู้ก่อการเป็นสายอยู่ในหน่วยเลย พวกนี้ก็จะคอยรายงานความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงให้ผู้ก่อการระดับปฏิบัติรู้ แล้วก็ก่อเหตุอย่างแม่นยำ"

              เจ้าหน้าที่รายเดิมยังวิเคราะห์ด้วยว่า สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้การลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่สามารถทำได้แม่นยำและสร้างความสูญเสียได้มากในระยะหลัง ก็คือ รูปแบบการจุดระเบิดที่คนร้ายใช้ เป็นการจุดระเบิดแบบลากสายไฟยาวเข้าไปในป่ารกทึบริมทาง การจุดระเบิดด้วยการช็อตไฟฟ้าทำให้มีความแม่นยำสูงและล็อกเป้าได้ดีกว่าการจุดระเบิดด้วยรูปแบบอื่น โดยเฉพาะการโจมตีเป้าเคลื่อนที่อย่างยานพาหนะต่างๆ

ผู้ใช้ความรุนแรง"คุมเกม"

              ประเด็นที่ 2 ว่าด้วยความรุนแรงตลอด 2 เดือนที่ผ่านมาเป็นผลจากการเจรจาหรือไม่ ประเด็นนี้แม้ พล.ท.ภราดร ได้ออกมาปฏิเสธหลายครั้ง โดยย้ำว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมดาในช่วงเริ่มต้นกระบวนการสันติภาพ แต่ก็มีหลายเสียงเสนอมุมมองในทิศทางตรงกันข้าม และเริ่มส่งเสียงดังมากขึ้นเรื่อยๆ

              นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล ส.ว.ปัตตานี เชื่อว่า สถานการณ์เลวร้ายในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เป็นผลจากกระบวนการพูดคุยสันติภาพที่กระทำกันอย่าง "เปิดเผย-เอิกเกริก" และขาดความรอบคอบ จนเปิดช่องให้กลุ่มที่ต้องการท้าทายและปฏิเสธกระบวนการสันติภาพปฏิบัติการด้วยความรุนแรงเพื่อแสดงศักยภาพและส่งสารถึงรัฐบาลไทย 

              สอดรับกับแหล่งข่าวทางทหาร ซึ่งมีประสบการณ์เรื่องกระบวนการสันติภาพที่บอกว่า การพูดคุยแบบเปิดหน้าเปิดตัวสู่สาธารณะทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทดสอบความเชื่อมั่นให้ชัดเจนก่อน ทำให้ง่ายต่อกลุ่มต่อต้านในการคัดค้านด้วยการก่อความรุนแรงรูปแบบต่างๆ ปัญหานับจากนี้ก็คือ เมื่อความรุนแรงไม่หยุด ความเชื่อมั่นของสังคมย่อมหมดลง เพราะคนทั่วไปเข้าใจว่า เมื่อเริ่มเจรจาแล้วแนวโน้มสถานการณ์ต้องดีขึ้น แต่เมื่อไม่เป็นเช่นนั้นทำให้คนคุมเกมคือผู้ที่ใช้ความรุนแรง

แกนนำหน่อมแน้มยอมเจรจา

              มีข้อสังเกตที่น่าพิจารณาอีกประการหนึ่งคือ การที่โครงสร้างองค์กรลับของกลุ่มขบวนการถูกเปิดเผยจากการริเริ่มกระบวนการสันติภาพ (เช่นการเปิดตัวของ นายฮัสซัน ตอยิบ) น่าจะส่งผลให้สมาชิกในขบวนการรวนเร ไม่เป็นเอกภาพหรือไม่ ประเด็นนี้ ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่สีแดงรายหนึ่งยอมรับว่า มีความไขว้เขวเกิดขึ้นบ้างบางส่วนในหมู่สมาชิกขบวนการระดับปฏิบัติ แต่เป็นความไขว้เขวว่าใครคือหัวหน้าขบวนการตัวจริงกันแน่ ไม่ใช่ไขว้เขวว่าจะเลิกต่อสู้

              "เมื่อก่อนไม่มีการตั้งคำถาม เพราะมีระบบตัดตอน มีคนพร้อม เพอร์เฟกต์ทุกอย่าง แต่พอแกนนำบางส่วนเปิดตัวเจรจา ทำให้สมาชิกขบวนการบางกลุ่มสับสน แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาถอดใจ กลับกลายเป็นว่ามีการโจมตีแกนนำพวกนั้นว่าหน่อมแน้ม บางคนบอกว่าเป็นเพราะคนเหล่านั้นถูกควบคุมตัวก่อนเจรจาทำให้ต้องจำยอม แต่นั่นย่อมหมายความว่า แกนนำพวกนั้นหมดสภาพในกลุ่มขบวนการแล้ว เพราะคุณทำเพื่อตัวเอง ไม่ใช่ส่วนรวม"

              แหล่งข่าวจากภาคประชาสังคมรายหนึ่งที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ กล่าวว่า เท่าที่รับฟังเสียงจากกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ ยังไม่มีเสียงไหนเลยที่บอกว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นแล้ว หรือเริ่มตกลงกันได้แล้ว เพราะสิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการคือดินแดนเท่านั้น

              "ที่น่ากลัวก็คือ เมื่อก่อนเขาต้องแอบกระซิบกัน โดยเฉพาะในหมู่ชาวบ้านที่เป็นมวลชนของขบวนการ แต่พอรัฐเปิดตัวพูดคุยกับแกนนำบีอาร์เอ็น เดี๋ยวนี้เขาเริ่มพูดกันบนโต๊ะ แม้แต่ตามเวทีสัมมนาในโรงแรมยังกล้าพูดออกไมโครโฟนเลยว่าฉันต้องการแผ่นดิน นี่คือสิ่งที่ต่างจากอดีตอย่างชัดเจน" แหล่งข่าวรายนี้กล่าว

เดิมพันสูง-ระยะยาวส่อสะดุด

              ยุทธศาสตร์ "เปิดหน้าเจรจา" ค่อนข้างชัดเจนตามที่ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก รองปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งเคยมีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพที่อาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย เคยอธิบายเอาไว้ว่า การเปิดวงพูดคุยไม่ว่าจะกับตัวจริงหรือปลอม จะทำให้เกิดความเคลื่อนไหวในหมู่ผู้ที่ต่อต้านรัฐและไม่ต้องการสันติภาพด้วยการก่อความรุนแรงตอบโต้ ซึ่งนั่นจะทำให้ฝ่ายรัฐแยกแยะ "กลุ่ม-ฝ่าย" ในขบวนการได้อย่างชัดเจนขึ้นว่าใครคือตัวจริง ใครคือตัวปลอม

              แนวคิดของ พล.อ.นิพัทธ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะพูดคุยหลักกับแกนนำบีอาร์เอ็นในปัจจุบันนี้ด้วย อาจสรุปได้ว่า เป็นยุทธศาสตร์ "แยกปลาออกจากน้ำ" รูปแบบหนึ่ง

              อย่างไรก็ดี ก็มีคำถามจากบางฝ่ายที่มองต่างออกไปว่า การลงทุนเพื่อเป้าหมายที่ว่านี้สูงเกินไปหรือไม่?
ขณะที่อนาคตของการพูดคุยเจรจา แม้จะยังคงเดินหน้าต่อไป ทั้งๆ ที่วันที่ 29 เมษายน เป็นช่วงใกล้เลือกตั้งใหญ่ของมาเลเซีย แต่ถึงที่สุดแล้ว พล.ท.ภราดร ก็ยอมรับเป็นครั้งแรกระหว่างการให้สัมภาษณ์ "เนชั่นทีวี" เมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดเหตุรุนแรงหลายจุดและมีป้ายผ้าคัดค้านการเจรจาสันติภาพติดอยู่ทั่วสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า หากความรุนแรงยังมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพูดคุยอาจต้องถูกเว้นระยะออกไป และจะไม่เป็นไปตามกรอบเวลาที่วางไว้เดิม ทั้งนี้เพื่อให้เวลาทั้งสองฝ่ายได้ไปแก้ปัญหาในพื้นที่กันก่อน

              สรุปให้เข้าใจสั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ พล.ท.ภราดร ยอมรับระดับหนึ่งแล้วว่า หากความรุนแรงไม่ลดระดับลง ย่อมส่งผลต่ออนาคตของกระบวนการพูดคุยสันติภาพอย่างแน่นอน และในระยะยาวอาจเกิดภาวะ "สะดุด" ได้เหมือนกัน

              นี่คือความเปราะบางของกระบวนการพูดคุยสันติภาพ ที่นับวัน "เดิมพัน" ยิ่งสูงมากเหลือเกิน...

..................

(หมายเหตุ : เดิมพัน'เจรจาเปิดหน้า'ทำใต้ป่วน!)