ข่าว

'อับดุลกาวี'เป็นใคร?จะทำให้ไทยเสียดินแดน

'อับดุลกาวี'เป็นใคร?จะทำให้ไทยเสียดินแดน

29 เม.ย. 2556

'อับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ'ผู้พิพากษาศาลโลก เป็นใคร?จะทำให้ไทยเสียดินแดน : สุวิทย์ คุณกิตติรายงาน

 
               ในการแถลงด้วยวาจาต่อศาลโลกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้พิพากษาที่ชื่อ นายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ ชาวโซมาเลีย ได้ขอให้ไทยและเขมรชี้ให้ชัดเจนว่า พื้นที่บริเวณรอบปราสาท (vicinity) มีอาณาเขตแค่ไหนอย่างไรแล้วรีบเสนอด่วนที่สุดภายในวันศุกร์นี้


               โบราณบอกว่า ”ต้องรู้เขารู้เรา จึงจะรบชนะ”

               เริ่มตั้งแต่ ศาลโลก หรือชื่อเต็มคือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) ซึ่งคำว่า ศาลยุติธรรม ทำให้เราเข้าใจว่า น่าจะเป็นศาลยุติธรรมแบบศาลยุติธรรมของเรา แต่ไม่ใช่เพราะศาลโลกตั้งตามกฎบัตรองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เป็นศาลที่ผู้พิพากษามาจากการเลือกตั้งของที่ประชุมใหญ่องค์การสหประชาชาติ (General Assembly) ดังนั้นจึงเป็น "ศาลการเมือง" ไม่ใช่ "ศาลยุติธรรม" เพราะการเลือกตั้งต้องมีการหาเสียงสนับสนุนมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์มีการล็อบบี้อย่างรุนแรง

               ดังนั้นถ้าเราจะคาดหวังว่าศาลโลกจะมีความยุติธรรมเหมือนศาลยุติธรรมในความเข้าใจ ก็ไม่น่าจะใช่ เมื่อผู้พิพากษามาจากการล็อบบี้การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ การพิจารณาคดีก็คงไม่แตกต่างกัน

               เรื่องการล็อบบี้ระหว่างประเทศเขมรมีความสามารถพิเศษ ตั้งแต่ยุคสงครามเย็นและสงครามกลางเมืองภายในประเทศเขมร รัฐบาลเขมรชุดนี้ทำงานนี้อย่างต่อเนื่อง โดยคนชุดเดียวกันมานานถึง 60 ปี ต่างจากไทยที่เปลี่ยนคนทำงานเป็นประจำทำให้ขาดความต่อเนื่อง เพราะความต่อเนื่องจึงทำให้เขมรทำจนประสบความสำเร็จ ทำให้นานาชาติรวมทั้งไทยได้เข้าไปช่วยเหลือจนรวมเขมรสามฝ่ายและยุติสงครามกลางเมืองได้ นอกจากนั้นยังล็อบบี้เอาความช่วยเหลือจากนานาประเทศมาพัฒนาประเทศจนจะล้ำหน้าไทยแล้ว

               คำถามคือ เราได้ล็อบบี้บ้างหรือไม่ ได้ศึกษาที่มาที่ไปแนวทางความคิดของผู้พิพากษาหรือเปล่า เพราะเขมรต้องศึกษาความเป็นไปได้ในเรื่องการนำ "คดีเขาพระวิหาร" ขึ้นสู่ศาลโลกมานานและล็อบบี้จนมีความมั่นใจว่าจะชนะคดีได้ จึงได้ฟ้องไทย ที่มั่นใจว่าเขมรทำเช่นนี้ เพราะเห็นการทำงานของทีมงานเขมรในการต่อสู้กรณีการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ที่เขาได้ปูพื้นมานานก่อนที่จะล็อบบี้จนสามารถขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว

               แม้ว่าไทยจะคัดค้านเพราะการขึ้นทะเบียนไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่ได้ดำเนินการให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขกฎกติกาและวิธีการที่กำหนดไว้ในระเบียบกติกา กฎหมายและข้อมติต่างๆ ภายใต้อนุสัญญามรดกโลก ซึ่งไม่มีข้อยกเว้นให้สามารถทำได้ แต่เขมรก็ยังล็อบบี้จนผ่านไปแบบไม่ถูกต้องได้ แล้วทำไมกรณีศาลโลก เขมรจะทำอีกไม่ได้เหมือนเช่นในอดีตที่ไทยต้องสูญเสียปราสาทพระวิหารไป ทั้งที่ทางขึ้นปราสาทก็ขึ้นได้จากทางไทยเท่านั้น ทางเขมรต้องปีนหน้าผาขึ้นมา แต่ศาลโลกยังตัดสินให้เป็นของเขมร จนเราเคยประกาศว่าเราไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก

               แล้วครั้งนี้คนไทยจะรอให้ศาลการเมืองโลกตัดสินแบบเดิมเสียก่อน แล้วมาร้องไห้เสียใจที่จะต้องเสียอำนาจอธิปไตยและดินแดนไทยให้เขมรเพิ่มเติมอีกครั้งหรืออย่างไร

               ที่สำคัญเมื่อรู้ว่า ผู้พิพากษาศาลโลกมาจากการเมืองระหว่างประเทศ มีการล็อบบี้จนได้รับเลือกตั้งมา เพราะฉะนั้นผู้พิพากษาจะมีความยุติธรรมจริงหรือไม่ กรณีนายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ ชาวโซมาเลีย ผู้พิพากษาที่ได้ขอให้ไทยและเขมรส่งรายละเอียดพื้นที่รอบตัวปราสาท (vicinity) ให้ภายในวันศุกร์นั้น จริงแล้วก็เป็นการเร่งรัดเกินเหตุ อาจทำให้การดำเนินการไม่รอบคอบ แต่ก็เป็นความตั้งใจของนายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบที่จะวางกับดักและจะใช้ข้อมูลนี้ในการล็อบบี้ผู้พิพากษาด้วยกัน เพราะหากรู้จักนายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ ชาวโซมาเลีย ก็จะรู้ที่มาของคำถามนี้

               จากการที่ได้ไปประชุมและต่อสู้กับเขมรกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกหลายครั้ง รวมทั้งการล็อบบี้ประสานงานหาเสียงและหาข้อมูล จึงได้ทราบว่านายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ เคยเป็นนักกฎหมายอาวุโสของศูนย์มรดกโลกและยูเนสโก ซึ่งน่าจะมีบทบาทสำคัญในการแนะนำชี้ช่องทางและช่วยเหลือเขมรในการผลักดันให้เกิดการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียวโดยไม่ชอบ ก่อนได้รับการเสนอชื่อเพื่อรับเลือกตั้งเป็นผู้พิพากษาศาลโลก

               หลังจากได้รับเลือกตั้งแล้วก็พูดโดยเปิดเผยอยู่เสมอว่า ไทยไม่ได้สนับสนุนและต่อต้านเขา (your country against me) จะเห็นได้ว่า ผู้พิพากษาท่านอื่นไม่มีใครถาม หรือขอให้ส่งข้อมูลเพิ่มเติมเลย มีเพียงคนเดียวเท่านั้น คือ นายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ

               ประเด็นที่เขาถามก็เป็นประเด็นสำคัญ เพราะคำว่า "vicinity" หรือ บริเวณรอบตัวปราสาท ที่เราจะต้องแจ้งเขาไปภายในวันศุกร์นี้ จะเป็นตัวชี้ว่าเราอาจต้องเสียดินแดนให้เขมร

               หากดูจากข่าวที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ใช้เส้นตามมติ ครม.ปี 2505 เพื่อกำหนดขอบเขตบริเวณโดยรอบตัวปราสาทเพื่อแจ้งไปยังศาลโลก ก็น่าเป็นห่วง เพราะเส้นที่กำหนดไว้นั้นเป็นเรื่องของไทยเอง เพื่อการปฏิบัติการไม่ใช่เส้นแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับเขมร และยังกินบริเวณออกมาจากตัวปราสาทมากกว่าคำพิพากษาของศาลโลก ที่ให้เฉพาะตัวปราสาทเป็นของเขมร

               ถ้าเป็นเช่นนั้น การมีมติ ครม.ดังกล่าวเสี่ยงต่อการตีความว่าครม.ไม่มีอำนาจตัดสินใจ หรือมีมติใดๆ เพราะมติเรื่องนี้จะมีผลกระทบต่อเขตแดนและอำนาจอธิปไตย ทางที่ดีที่สุดควรจะแจ้งศาลโลกไปว่า "vicinity" ของเขมรมีเพียงตัวปราสาทตามคำพิพากษาของศาลโลกเท่านั้น

               ดังนั้น เมื่อรู้จักนายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ แล้ว การที่นายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ รับลูกเรื่องพื้นที่บริเวณรอบตัวปราสาทจากเขมรนั้น น่าจะชัดเจนว่า นายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ อาจใช้ประเด็นนี้ช่วยเขมรล็อบบี้ผู้พิพากษาท่านอื่นในฐานะผู้ที่รู้เรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเป็นอย่างดี เพราะถึงแม้ว่าศาลโลกจะไม่มีอำนาจในการตัดสินเรื่องเขตแดน แต่อาจตัดสินว่า "vicinity" หรือบริเวณรอบตัวปราสาทที่ไทยเสนอไปเป็นอาณาเขตของตัวปราสาทตามคำพิพากษาของศาลโลก โดยไม่ต้องกล่าวถึงเขตแดน ซึ่งศาลโลกไม่มีอำนาจในการชี้ขาด

               เชื่อว่าคนไทยทุกคนเป็นห่วงเรื่องนี้ และไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ที่ศาลโลกเคยตัดสินยกปราสาทพระวิหาร โดยหลีกเลี่ยงไม่กล่าวถึงเรื่องเขตแดน แต่ใช้กฎหมายปิดปากแทน และในคราวนี้ก็อาจเป็นเช่นเดียวกัน ที่ศาลโลกอาจใช้วิธีการเดียวกันในการตัดสิน โดยอ้างข้อมูลเรื่องพื้นที่รอบบริเวณปราสาท หรือ vicinity ที่ไทยแจ้งไป ในการตัดสินจนทำให้ไทยต้องเสียดินแดนอีกครั้งหนึ่ง

               เชื่อว่าคณะผู้แทนไทยคงไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับนายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ ชาวโซมาเลีย ผู้พิพากษาคนนี้ ขอให้รัฐบาลได้พิจารณาทบทวนให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่ง เพราะที่ทำมาก็น่าชมเชยอยู่แล้ว

........................

(หมายเหตุ : 'อับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ'ผู้พิพากษาศาลโลก เป็นใคร?จะทำให้ไทยเสียดินแดน : สุวิทย์ คุณกิตติรายงาน)