
หรือว่าคิมอยากเอาสหรัฐมาคานจีน
หรือว่าคิมอยากเอาสหรัฐมาคานจีน : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น Facebook : ruarob.muangman
ยังไม่รบกันครับระหว่างโสมแดงกับพันธมิตรขั้วโสมขาว ความแข็งกร้าวก็อยู่ในลักษณะคงที่ แต่ขณะเดียวกันดูเหมือนความขัดแย้งระหว่างสองผู้ยิ่งใหญ่เบื้องหลังคือจีนกับอเมริกา จะขยายวงขึ้น มีการออกมาต่อว่าต่อขานกันตลอด แม้แต่การอวดปืนกันแถวพื้นที่ทับซ้อนเซนกากุ/เตี้ยวหยู ก็มีการมองว่าอเมริกาหนุนหลังญี่ปุ่นหรือเปล่า นี่แหละที่ทำให้มองว่าวิกฤติคาบสมุทรเกาหลีหรือความตึงเครียดเอเชียเหนือนั้นสาเหตุใหญ่มาจากการแข่งขันอันไม่มีวันเลิกของสองมหาอำนาจสองฟากฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก แล้วนี่ระบอบเปียงยางจะยอมเป็นแค่แนวหน้าให้แก่ฝั่งจีนเท่านั้นหรือ
นับตั้งแต่หมดสงครามร้อนเกาหลีเมื่อ 60 ปีก่อน เกาหลีเหนือ อดีตอาณาจักรโคกูเรียวที่ยิ่งใหญ่ ตกอยู่ในสภาพแร้นแค้น ย่ำแย่เกือบที่สุดในโลกไม่ว่าวัดด้วยมิติไหน พวกเขาผ่านยุคที่ไม่มีทางเลือก ได้แต่กินอุดมการณ์แทนข้าว ไม่มีโลกาภิวัตน์ ไม่มีการสื่อสารที่รวดเร็ว ไม่มีโอกาสเห็นการเปลี่ยนแปลงของเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจีน พี่ใหญ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เปลี่ยนรูปไปเยอะแล้ว แต่ในวันนี้สิ่งที่แร้นแค้นยังอยู่ก็จริง แต่โอกาสนั้นมองเห็นได้ โดยเฉพาะในหมู่ผู้นำที่มักเห็นสิ่งต่างๆ ก่อนใคร แล้วเอามาเทียบกับสิ่งที่ตนเองมีอยู่และจะมีต่อไป ถึงพวกเขาจะทำตาปิดในยุค คิม จองอิล แต่ในยุค คิม จองอึน พวกเขาจะปิดตาต่อไปจนถึงวันล่มสลายของระบอบเปียงยางเชียวหรือ
สมัยคิม จองอิล เกาหลีเหนืออาศัยยุทธศาสตร์เล่นเกมเสี่ยง คือ เสริมสร้างแสนยานุภาพทางทหารให้เลิศ เอาไว้ขู่ไว้ปลอบ ให้ชาติปรปักษ์ยอมช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งชนชั้นนำก็เก็บส่วนใหญ่ไว้เพื่อกำลังของตน ยุทธศาสตร์นี้สำเร็จได้โดยใช้หลังพิงจีน ทำให้ปรปักษ์ไม่กล้าทำอะไรรุนแรง แต่ข้อเสียก็คือแรงกดดันในประเทศจะยิ่งหนักหน่วงขึ้น ต้องพัฒนายุทโธปกรณ์ให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไปไม่มีหยุด ต้องนำเข้าอาหารมาเจือจานคนให้มากที่สุด แต่เท่าที่ผ่านมา ไม่ว่ามิตรอย่างจีนหรือศัตรูที่ถูกบีบอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นก็ถมความต้องการได้ไม่เต็ม การท่องเที่ยวหรือเขตเศรษฐกิจพิเศษเจ๊งระเนนระนาด และระบอบจะอยู่อีกนานแค่ไหน ในวันที่คนจำนวนมากในระบอบชักรู้แล้วว่าที่อื่นมันดีกว่าตัว
เรื่องแบบนี้ประชาชนพม่าหรือคิวบาก็คิดได้ ทำให้ผู้นำของชาติเหล่านั้นค่อยๆ ปฏิรูปการปกครองตั้งแต่ในยามที่มีอำนาจ คีย์ของความสำเร็จก็คือการลดการพึ่งพิงมิตร เพิ่มการญาติดีกับศัตรู นำมาถ่วงดุลกัน โดยหวังผลลัพธ์ว่าระบอบตนเองจะอยู่รอดในโลกยุคใหม่ด้วยการดำเนินการอย่างสอดคล้องกับเทรนด์ของโลก สิ่งที่ยากที่สุดคือจะทำให้ปรปักษ์ตัวเอ้ที่คุกคามตนเองมานานเชื่อใจได้อย่างไรว่าพร้อมจะผ่อนปรนจริง สิ่งที่เกาหลีเหนือทำอยู่นี้ยิ่งดูยิ่งกร้าวอย่างไม่น่าจะดีกันกับสหรัฐได้เลย
แต่พม่าก่อนดีกับสหรัฐ ก็เป็นเช่นนี้ เล่นบทกร้าวตลอด จนถึงขนาดมีไคลแมกซ์ในกรณีจอห์น ยัตทอว์ ที่ลอบมาพบออง ซาน ซูจี แต่ก็ล่อให้รัฐบาลวอชิงตันส่งคนมาเจรจาได้ เมื่อตกลงกันได้ในเบื้องต้น ทุกอย่างก็เดินหน้ามาจนทุกวันนี้ ในกรณีของเกาหลีเหนือ พวกเขามีปฏิบัติการข่าวสารที่เหนือกว่าพม่าเสียอีก เล่นบทดราม่าให้โลกหวาดหวั่น แต่ไม่ได้บ้าจริง ยังอยู่บนพื้นฐานร้องขอการเจรจา ซึ่งถ้าสหรัฐรับมุกนี้ก็อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในเกาหลีเหนือแบบรัฐบาลยังกุมวิถีเหมือนพม่าก็ได้ แม้แต่นิวเคลียร์ก็อาจจำกัดการพัฒนาได้แบบที่สหรัฐ บรรลุข้อตกลงกับอินเดีย ที่เห็นฮึ่มไปฮั่มมาของแต่ละฝ่าย ก็อาจเพื่อทดสอบปฏิกิริยาของตัวแปรอื่นๆ ไว้ตัดสินใจ เกาหลีเหนืออาจตระหนักมานานแล้วว่าพึ่งพิงจีนนั้นก็จำต้องพึ่ง แต่ต้องมีการจำกัดวงและคานอำนาจ เพราะเท่าที่เป็นอยู่จีนไม่ได้ทำให้สถานการณ์ใดๆ ของเกาหลีเหนือดีขึ้น ทั้งยังจะรัดรึงไว้เพราะแทบเป็นรูเดียวทางเศรษฐกิจที่จะหายใจได้ ดังนั้น ถ้าระบอบคิม จองอึน ต้องการมีอายุยืนก็ต้องประสานประโยชน์กับสหรัฐ โดยที่บัวจีนก็ไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น
ผ่านช่วงโชว์ดาวน์แล้ว ก็เป็นช่วงลอบตกลงผลประโยชน์ แต่จะบรรลุแค่ไหนยังต้องดูตัวแปรอื่นว่าจะแก้เกมอย่างไร โดยเฉพาะฝ่ายจีนที่มีประเด็นตึงมือในแปซิฟิกอีกหลายประเด็น



