ข่าว

ปมยื้อ20ปีบุกรุก'ชายหาดแม่รำพึง'

ปมยื้อ20ปีบุกรุก'ชายหาดแม่รำพึง'

28 เม.ย. 2556

ปมยื้อ20ปีบุกรุก'ชายหาดแม่รำพึง' ถึงวันนี้...ที่รอคอยรอการสะสาง : อัจฉรา วิเศษศรีรายงาน


               ชื่อเสียงของ "หาดแม่รำพึง" ต.ตะพง อ.เมือง จ.ระยอง นั่นคือภาพของสถานที่ท่องเที่ยวชายทะเลที่สวยงามของภาคตะวันออก ด้วยความได้เปรียบจากหาดทรายทอดยาวราบเรียบ ความยาวตลอดแนวชายหาดยาวติดต่อกันถึง 12 กิโลเมตร พาดผ่านพื้นที่ถึง 2 ตำบล คือ ต.ตะพง และ ต.เพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด โดยอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยาน 500 เมตร ห่างจากตัวเมือง 11 กิโลเมตร เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ

               อย่างไรก็ดี ชื่อเสียงของ "หาดแม่รำพึง" ไม่ได้หมายความถึงชายหาดที่สวยงามน่าลงเล่นน้ำเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงปัญหาต่างๆ อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนจมน้ำในช่วงฤดูมรสุม ปัญหาชายหาดสกปรกรกรุงรัง และปัญหาเรื้อรังในเรื่องการบุกรุกพื้นที่อุทยานในเขต ต.ตะพง ยืดเยื้อยาวนานมากว่า 20 ปี

               ทว่า วันนี้เริ่มมีสัญญาณออกมาให้ได้เห็นแล้วว่า ปัญหาต่างๆ ของหาดแม่รำพึงกำลังจะคลี่คลาย เพราะชายหาดในจุดที่เคยมีคนจมน้ำถูกตั้งหอสังเกตการณ์ ให้เจ้าหน้าที่เฝ้าดูคนลงเล่นน้ำเพื่อความปลอดภัย ส่วนปัญหาบุกรุกที่ยืดเยื้อยาวนานน่าจะจบลงโดยสิ้นสุด ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว หาดแม่รำพึง ต.ตะพง อ.เมือง จ.ระยอง นายนิพนธ์ เลิศศรีสุวัฒนา นายอำเภอเมืองระยอง เป็นประธานที่ประชุมร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการร้านค้าหาดแม่รำพึง 61 ราย กับนายสุเมธ สายทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด เพื่อหาข้อตกลงในปัญหาการบุกรุกพื้นที่

               เนื่องจากวันที่ 25 เมษายน ถือเป็นวันสุดท้ายที่มีคำสั่งศาลระยองให้ร้านค้าที่บุกรุกรื้อถอนออกไป โดยฝ่ายรัฐมีบทสรุปว่า ร้านค้าที่บุกรุกจะต้องรื้อถอนออกไป เพราะปัญหายืดเยื้อมายาวนานกว่า 20 ปี หลังจากวันที่ 25 เมษายน ทางอุทยานจะเข้าไปสำรวจ หากยังไม่มีร้านค้าใดรื้อถอนจะทำเรื่องเสนอต่ออธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อนำกำลังเจ้าหน้าที่มารื้อถอนภายใน 5-10 วัน

               หากต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้ามารื้อถอน เจ้าของร้านค้าจะต้องถูกฟ้องทางแพ่ง เพื่อเรียกค่าแรงในการรื้อถอนอีกด้วย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ถูกดำเนินคดีข้อหาบุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด เมื่อปี 2551 ศาลตัดสินไปแล้ว 4 ราย เหลือ 57 ราย ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติฯ ได้ปิดประกาศตามมาตรา 22 ให้รื้อถอนเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา เป็นเวลา 30 วัน โดยครบกำหนดวันที่ 26 มีนาคม ตามระเบียบอุทยานแห่งชาติฯ ที่จะต้องแจ้งเตือนให้ผู้ประกอบการรื้อถอนอีกครั้งระยะเวลา 30 วัน ดังนั้นจึงครบกำหนดรื้อถอนในวันที่ 25 เมษายน

               หลังจากนั้นหากยังไม่มีการรื้อถอน ทางอุทยานแห่งชาติฯ จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินรื้อถอนเอง และจะดำเนินการฟ้องแพ่งผู้ประกอบการที่ไม่ยอมรื้อถอน หากผู้ประกอบการที่ยินยอมปฏิบัติตามกฎหมาย จังหวัดมีนโยบายที่จะเยียวยา โดยให้ทางอุทยานแห่งชาติฯ ออกใบอนุญาตให้ชั่วคราว โดยการใช้รถเข็นมาขายอาหารบริเวณหาดแม่รำพึง แบบเช้า-เย็น เป็นการเยียวยาเฉพาะหน้า และจะออกใบอนุญาตชั่วคราวให้ครั้งละ 15 วัน จนกว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการจัดระเบียบชายหาดแม่รำพึง

               "มาตรการเยียวยาผู้ประกอบการที่จะต้องรื้อถอนในเบื้องต้นนั้น ทางอุทยาน และจังหวัดระยอง จะอนุญาตให้ใช้เป็นรถเข็นเข้ามาขายของในพื้นที่อุทยานได้แบบเช้าไปเย็นกลับ ร่วมทั้งกลุ่มเตียงผ้าใบ ร่ม ก็เช่นกัน ต้องมีการจัดระเบียบเก็บพับให้เรียบร้อย ซึ่งในระยะยาวจะเปิดให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ได้เช่าร้านค้าที่ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยองจัดสร้างไว้" นายมโนพัศ หัวเมืองแก้ว อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าว

               นายประเสริฐ ศิริมหา ประธานชมรมผู้ประกอบการร้านค้าหาดแม่รำพึง กล่าวว่า อยากจะได้รับความเป็นธรรม เพราะชาวบ้านที่มาตั้งร้านค้าบนชายหาดต่างก็ทำมาหากิน อยู่มาก่อนปี 2545 ที่มีการประกาศเขตพื้นที่อุทยาน ซึ่งชาวบ้านได้ทำมาหากินสุจริต ไม่มีนายทุนหนุนหลัง "เมื่อมีการประกาศเขตก็รู้ว่าพวกเราผิด แต่ก็อยากให้ช่วยเราหาทางออก จะให้เช่า หรือจัดเป็นโซนก็ได้ ขอให้เรามีพื้นที่ทำมาหากิน"

               เช่นเดียวกับ นายดนัย รัตนวิจิตร รองประธานชมรมผู้ประกอบการชายหาดแม่รำพึง กล่าวว่า ทุกคนก็พร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ขอให้มีการเยียวยาผู้ประกอบการที่ทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวมานานให้สามารถประกอบอาชีพต่อไปได้

               ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ชายหาดแม่รำพึงนั้น ต้องมองย้อนไปถึงต้นเหตุ นั่นคือ เมืองที่ไม่มีการวางผังมาก่อน เดิมหาดแม่รำพึงไม่มีคนมาเที่ยวมากนัก พอมีการทำถนนลาดยาง เป็นถนนเลียบชายหาด ชาวบ้านก็เอาของมาวางขายริมถนน เมื่อถนนดี คนมาเที่ยว จับจ่ายซื้อสินค้าก็ขยายร้าน จากเพิงขายชั่วคราวขยับเป็นร้านถาวร ขายกันเป็นกลุ่มใหญ่ มีอำนาจต่อรอง กลายเป็นฐานเสียงของนักการเมืองในท้องถิ่น ขณะที่เรื่องของราชการกับชุมชน ในช่วงก่อนไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กัน ขาดการทำความเข้าใจ ราชการเน้นการใช้กฎหมาย แต่ประชาชนก็มีความรู้มากขึ้น ก็มีวิธีต่อต้านมากขึ้น ประกอบกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ต่างก็พัฒนาไปคนละทิศละทาง เช่นองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อยากให้ชาวบ้านมีอาชีพ มีเศรษฐกิจดี ส่วนราชการก็ต้องการพื้นที่สาธารณะ ใช้ประโยชน์สำหรับคนทั่วไป ต้องการแหล่งท่องเที่ยว หรือเขตอนุรักษ์
 
               นายสิทธิชัย เสรีส่งแสง อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ซึ่งอยู่ตำแหน่งนี้มา 4 ปี กล่าวว่า ที่ผ่านมา เคยนำเจ้าหน้าที่เข้าไปรื้อถอนร้านค้าชายหาดด้วยตัวเอง แต่ก็เผชิญกับมวลชนที่ออกมาต่อต้าน สุดท้ายจึงต้องถอนออกไป "ในการจัดระเบียบพื้นที่นับจากนี้ คนที่บุกรุกทั้งหมดจะเข้ามาอยู่ทั้งหมดคงไม่ได้ ต้องให้ผู้ประกอบการเป็นผู้เลือกกันเอง ใครมาก่อนมาหลัง ใครซื้อขายเปลี่ยนมือ ใครเดือดร้อนกว่าใคร โดยเฉพาะพวกที่บุกรุกรายใหม่ไม่มีสิทธิเรียกร้องอะไรทั้งสิ้น ขณะที่หน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นอุทยาน อบต.ทางหลวงชนบท และหน่วยงานอื่นๆ ก็ต้องหันมาพูดคุย และพัฒนาหาดแม่รำพึงไปแนวทางเดียวกัน เพื่อจะดึงพื้นที่ ดึงความเป็นระเบียบกลับคืนมา" นายสิทธิชัย กล่าว

               จากนี้ไปปฏิบัติการนับหนึ่งในการยึดพื้นที่คืนกำลังเกิดขึ้น คือเริ่มต้นของการจัดระเบียบ

................

(หมายเหตุ : ปมยื้อ20ปีบุกรุกชายหาดแม่รำพึง ถึงวันนี้...ที่รอคอยรอการสะสาง : อัจฉรา วิเศษศรีรายงาน)