บังกลาเทศในวังวนโศกนาฏกรรมรง.เสื้อผ้า
บังกลาเทศในวังวนโศกนาฏกรรมรง.เสื้อผ้า : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...อุไรวรรณ นอร์มา : แหล่งข้อมูล อินดีเพนเดนท์ บีบีซี บลูมเบิร์ก
การพังถล่มของ "รานา พลาซา" อาคาร 8 ชั้น เขตซาวาร์ ชานกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา(24 เม.ย.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตร่วม 300 คน บาดเจ็บร่วมพัน สูญหายอีกหลายร้อยนั้น ตอกย้ำอีกครั้งถึงความไม่ปลอดภัยของคนงานในภาคอุตสาหกรรมเสื้อผ้าส่งออกห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่และแบรนด์ดังทั่วโลก ของประเทศเอเชียใต้แห่งนี้
อาคารหลังนี้เป็นที่ตั้งโรงงานผลิตเสื้อผ้า 5 แห่ง มีคนงาน 3,122 คน มีร้านค้าอีก 300 ร้าน และธนาคารอีก 1 แห่ง ขณะเกิดเหตุไม่ทราบแน่ชัดว่ามีคนอยู่ภายในอาคารจำนวนเท่าใด
ผลตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า อาคารถูกต่อเติมถึง 3 ชั้นจากแบบเดิมโดยไม่ได้รับอนุญาต และอาจยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างอย่างไม่ถูกต้องด้วย เพราะยื่นขอใบอนุญาตกับนิคมอุตสาหกรรมซาวาร์ ที่กำหนดมาตรฐานก่อสร้างต่ำกว่า แทนที่จะขอใบอนุญาตจากสำนักงานพัฒนากรุงธากา และแม้สัญญาณเตือนอันตรายเป็นรอยร้าวที่มีขนาดลึกหนึ่งวันก่อนหน้า จนธนาคารแห่งหนึ่งบอกพนักงานไม่ต้องไปทำงาน แต่นายจ้างโรงงานเสื้อผ้ากลับบอกไม่มีอะไรน่าห่วงและให้คนงานมาทำงานตามปกติ โดยไม่สนคำสั่งของตำรวจด้วยซ้ำ
เขตซาวาร์ ที่เกิดเหตุ เคยเศร้ามาแล้วหนหนึ่งเมื่อ 10 ปีก่อน อาคารถล่มทำให้คนงานเสื้อผ้าเสียชีวิต 64 คน เจ้าของโรงงานถูกจับกุมแต่ไม่เคยถูกจำคุก และนับจากนั้นก็มีเหตุเพลิงไหม้ เหยียบกันตายและอุบัติเหตุอื่นๆ ตามโรงงานเสื้อผ้า รวมถึงหลังสุดก่อนตึกถล่มเมื่อ 5 เดือนก่อน เกิดเหตุเพลิงไหม้ ทำมีผู้เสียชีวิต 112 คน ที่ทาซรีน แฟชั่น ในเมืองอาชูเลีย ใกล้กับธากา
นายไมนุดดิน คอนด์เคอร์ หัวหน้าคณะทำงานเฉพาะกิจตรวจสอบโรงงานหลังไฟไหม้ที่ทาซรีน เมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้ว กล่าวว่า โรงงานเสื้อผ้า 50% ตั้งอยู่ในสถานที่ที่ไม่ปลอดภัย และการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุส่วนใหญ่ คือเหตุที่สามารถป้องกันได้ หลายครั้ง คนงานแค่หลบหนีออกมาไม่ได้เพราะประตูทางออกถูกล็อก ที่สำคัญ แทบไม่เคยมีการดำเนินคดีเอาผิดกับโรงงานที่ฝ่าฝืนกฎความปลอดภัย ระบบป้องกันไฟไหม้ไม่ได้มาตรฐาน หรือเอาผิดเจ้าของอาคารที่ละเมิดระเบียบการก่อสร้างเลย
ขณะที่สมาคมผู้ส่งออกและผลิตเสื้อผ้าบังกลาเทศ อันทรงอิทธิพลมักอ้างว่าอุตสาหกรรมเสื้อผ้าเป็นภาคอุตสาหกรรมใหญ่ มีโรงงาน 5,000 แห่ง อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ไฟไหม้ส่วนใหญ่เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร แต่ก็สามารถลดความเสี่ยงได้ หากมีการซ้อมหนีไฟอย่างเหมาะสม
เหตุผลที่อุตสาหกรรมเสื้อผ้า ได้รับการปฏิบัติค่อนข้างพิเศษ เพราะนับจากค่อยๆ เริ่มต้นในต้นทศวรรษที่ 1980 ปัจจุบันเติบใหญ่เป็นธุรกิจที่มีมูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างรายได้คิดเป็นเกือบ 80% ของรายได้ส่งออกทั้งหมด 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ และเป็นผู้ส่งออกเสื้อผ้ารายใหญ่อันดับสองรองจากจีน ด้วยค่าแรงเพียง 37 ดอลลาร์ต่อเดือน(ราว 1,050 บาท) กับการทำงานวันละ 10-15 ชั่วโมง
รายได้เข้าประเทศมหาศาลอาจจะยังไม่สำคัญเท่ากับการที่โรงงานผลิตเสื้อผ้าราว 5,000 แห่ง คือแหล่งว่าจ้างคนงานราว 4 ล้านคน และราว 4 ใน 5 เป็นผู้หญิง หญิงสาวหลายล้านจากครอบครัวยากจนได้งานทำจากอุตสาหกรรมนี้
แต่ราคาที่บังกลาเทศต้องจ่ายเพื่อหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมนี้สูงมากทีเดียว
นายไซเอ็ด สุลต่านนุดดิน อาห์เหม็ด ผู้อำนวยการบริหารสถาบันแรงงานศึกษาบังกลาเทศ (บีไอแอลเอส) ระบุว่า อุตสาหกรรมเสื้อผ้าเติบโตรวดเร็วแซงหน้าทุกสถาบัน และทั้งที่การเติบโตของอุตสาหกรรมเสื้อผ้านอกจากตัวนักลงทุนแล้วยังมีน้ำพักน้ำแรงของคนงาน กับการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ยังมีการโฆษณาชวนเชื่อจนราวกับว่าเป็นความสำเร็จในตัวเอง
สร้างภาพว่าเป็นภาคธุรกิจที่สร้างงาน โกยรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ จึงไม่ควรไปแตะต้อง
นอกจากนี้ รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยก็พยายามส่งเสริมบังกลาเทศ ให้เป็นแหล่งผลิตเสื้อผ้าราคาถูกสุดของตลาดโลกต่อไป โดยชูจุดแข็งเรื่องค่าแรงราคาถูก ควบคู่ไปกับการสนับสนุนผ่านนโยบายนำเข้าผ้าและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตแบบปลอดภาษี และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ ที่ช่วยให้การส่งออกดำเนินไปอย่างราบรื่น เมื่ออุตสาหกรรมเติบโต ดึงดูดเงินดอลลาร์ได้อย่างรวดเร็ว ก็เป็นการเชื้อเชิญให้บรรดาผู้ประกอบการมากหน้าหลายตาเข้ามาร่วมวงศ์ไพบูลย์ และต่างคนต่างก็พยายามลดต้นทุนลงอีก ผลที่ได้คือโรงงานยิบย่อยตามอาคารที่สร้างผิดแบบ
แม้ว่านายชาฮีดุลเลาะห์ อาซิม รองประธานสมาคม กล่าวว่า โรงงานผลิตเสื้อผ้าไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนก่อนแล้ว หลายแห่งกำลังแย่และกำลังจะปิดกิจการ
นอกจากได้รับการเอาอกเอาใจจากรัฐบาลแล้ว ทางสมาคมยังพยายามสยายปีกเพิ่มอิทธิพลทางการเมืองอีกทางหนึ่ง เจ้าของโรงงานเสื้อผ้าจำนวนหนึ่งเข้าไปเล่นการเมือง ได้ที่นั่งในรัฐสภา กลายเป็นรัฐมนตรี และสมาชิกสมาคมอุตสาหกรรมเสื้อผ้ายังเป็นสมาชิกสองพรรคการเมืองใหญ่ของประเทศ และเป็นผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่พรรคการเมืองอีกด้วย
สำหรับผู้ที่มองโลกทางบวกแอบหวังลึกๆ ว่า โศกนาฏกรรม รานา พลาซา อาจเป็นจุดเปลี่ยน เพราะจำนวนผู้เสียชีวิตและความประมาทอย่างยากให้อภัยจนนำไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ หนักหนาเกินกว่ารัฐบาลบังกลาเทศจะนิ่งเฉยเหมือนที่ผ่านมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีเลือกตั้ง
แต่คำถามคือ จะมีพรรคใดหรือไม่ระหว่าง พรรครัฐบาลสันนิบาตอาวามี กับพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน จะกล้าแตะบรรดาโรงงานและเจ้าของตึก เพื่อดึงคะแนนจากประชาชน
หรือพอฝุ่นจากซากปรักหักพังจางหายไป และโศกนาฏกรรมไม่ได้เป็นข่าวพาดหัวทั่วโลกแล้ว ทุกอย่างก็จะกลับสู่สภาพเดิม คนงานนับหมื่นนับล้านไปทำงานกันตามปกติในวันจันทร์ เพื่อรอว่าใครจะเป็นรายต่อไป ขณะบรรดาเสื้อผ้าแบรนด์ดังหรือห้างยักษ์ใหญ่ในตะวันตก ยังยินดีคบค้าทำมาหากินกับสมาคมอุตสาหกรรมเสื้อผ้าราคาถูกสุดต่อไป
จากการตรวจสอบของสำนักข่าวเอพีถึงวันศุกร์ พบว่า มีห้างพริมาร์ค ห้างค้าปลีกอังกฤษที่มีกว่า 250 สาขาทั่วยุโรปเท่านั้นที่ยอมรับว่า มีสินค้าที่ผลิตโดยโรงงานบนตึกนรก ขณะที่ห้างยักษ์ วอลล์มาร์ท และคาร์ฟูร์ ของฝรั่งเศสกำลังสอบสวน
ส่วนยี่ห้อ เดอะ ชิลเดรนส์ เพลซ เคยใช้หนึ่งในโรงงานที่ตั้งในอาคาร แต่ขณะเกิดเหตุ ไม่มีออเดอ
เดรสส์ บาร์น ระบุว่าไม่เคยใช้บริการของโรงงานในอาคารตั้งแต่ปี 2553
แมงโก ของสเปน ระบุว่าไม่ได้สั่งซื้อเสื้อผ้าจากโรงงาน แต่เคยเจรจาทำความตกลงกับโรงงานแห่งหนึ่งให้ผลิตเสื้อผ้าตัวอย่าง
ในที่เกิดเหตุ ผู้สื่อข่าวของเอพี พบเสื้อผ้าในกองซากปรักหักพังติดยี่ห้อ แซดเดิลเบรด (Saddlebred) อีซี่แคร์ ออกซ์ฟอร์ด (Easycare Oxford) เน็กซ์, ทวีตตี ดอทคอม (Tweeti.com), แอลซีไวกิกิ (LcWaikiki)
ก่อนอาคารรานา พลาซา ถล่ม มีผู้เสียชีวิตในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าบังกลาเทศอย่างน้อย 700 คนนับจากปี 2548
เมื่อปีที่แล้ว สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า วอลล์ มาร์ท มีมติในที่ประชุมผู้ค้าปลีกครั้งหนึ่งเมื่อเมษายน 2554 ว่า ห้างจะไม่ร่วมทำข้อตกลงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการจ่ายค่าผลิตแก่โรงงานบังกลาเทศให้สูงขึ้น เพื่อให้โรงงานเหล่านั้นยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เช่นเดียวกับ แก๊ป อิงค์ ที่ไม่เข้าร่วม
บลูมเบิร์กระบุว่า บันทึกการประชุมครั้งนั้นระบุว่า หากลงทุนขนาดนั้นต้องใช้เงินสูงมาก เพราะเรากำลังพูดถึงโรงงาน 4,500 แห่ง (รายได้สุทธิของวอลล์มาร์ท เมื่อปีที่แล้ว อยู่ที่ 1,700 ล้านดอลลาร์)
นายชเตฟาน ชตรานท์ลุนท์ ที่ปรึกษาอิสระด้านการว่าจ้างนอกบริษัท ที่มีลูกค้าเป็นผู้ค้าปลีกอังกฤษด้วย และเทียวไปเทียวมาบังกลาเทศหลายครั้ง แสดงความเห็นว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยนับจากเหตุเพลิงไหม้เมื่อพฤศจิกายน พร้อมชี้ว่า ปัญหาทุจริตเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้บรรดาผู้ผลิตเอาแต่ได้ หลีกเลี่ยงมาตรฐานความปลอดภัย และบ่อยครั้ง เป็นนักการเมืองหรืออดีตนายทหารเองที่เป็นคนซื้อที่ดิน และสร้างอาคารโดยไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานใดๆ เพื่อทำรายได้ให้มากที่สุด
นอกจากนี้บริษัทที่มองหาแต่ผู้ผลิตที่ให้ราคาถูกสุด ก็มีส่วน หากพวกเขาคิดจะตรวจสอบโรงงานที่มีสภาพไม่ปลอดภัยหรือโรงงานที่ใช้แรงงานเด็กแล้ว ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะพบเห็นในบังกลาเทศ
ย้อนรอยโศกนาฏกรรมโรงงานเสื้อผ้า
25 พ.ย. 2543 ไฟไหม้โรงงานเสื้อผ้าซาการ์ เชาวด์ฮูรี ในเมืองนาร์ซิงดี ห่างจากกรุงธากา 56 กิโลเมตร มีผู้เสียชีวิต 52 คน มีเด็กรวมอยู่ด้วย ประตูทางเข้าปิดล็อกทำให้หนีออกไม่ได้
11 เม.ย. 2548 มีผู้เสียชีวิต 65 คน เมื่อโรงงานเสื้อผ้าชื่อ สเปคตรัม ใกล้กับเมืองหลวงพังถล่ม สาเหตุเกิดจากการก่อสร้างผิดแบบ
25 ก.พ. 2553 เพลิงไหม้โรงงานกาหริบ แอนด์ กาหริบ เนวาช ในเมืองกาซิปูร์ ที่ผลิตเสื้อผ้าให้แก่ เอชแอนด์เอ็ม คนงานเสียชีวิต 21 คน
14 ธ.ค. 2553 เพลิงไหม้โรงงาน "แดทส์ อิท สปอร์ตส์ แวร์ ในกรุงธากา" มีผู้เสียชีวิต 29 คน หนึ่งในลูกค้าของโรงงานคือ เสื้อผ้ายี่ห้อแก๊ป
24 พ.ย. 2555 เพลิงไหม้โรงงานเสื้อผ้า ทาสซีน แฟชั่นส์ ใกล้กรุงธากา มีผู้เสียชีวิต 112 คน เจ้าของเผยหลังจากนั้นว่า อาคาร 8 ชั้น มีแค่ 3 ชั้นที่ก่อสร้างถูกกฎหมาย ขณะพนักงานที่รอดตายระบุว่าประตูถูกปิดล็อก และผู้จัดการบอกให้พวกเขากลับไปทำงานหลังสัญญาณเตือนไฟดังขึ้น หนึ่งในลูกค้า ฌอน คอมส์ โปรดิวเซอร์และนักร้องเพลงแร็พ เจ้าของสินค้ายี่ห้ออีเอ็นวายซีอี
26 ม.ค. 2556 คนงานเสียชีวิต 8 คนจากไฟไหม้โรงงานสมาร์ต แฟชั่นส์ ในกรุงธากา ตราสินค้าที่พบในซากโรงงานรวมถึง เบิร์ชกา (บริษัทอินดิเท็กซ์ ของสเปน) เคไอเค และนิว ลุค
............................................................
(บังกลาเทศในวังวนโศกนาฏกรรมรง.เสื้อผ้า : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...อุไรวรรณ นอร์มา : แหล่งข้อมูล อินดีเพนเดนท์ บีบีซี บลูมเบิร์ก )



