
'นพดล'กร้าว!ปัดทำไทยเสียดินแดน
'นพดล'ยันไม่ได้ทำไทยเสียดินแดนให้กัมพูชา ลั่นพร้อมชี้แจงศาล 5 ก.ค.นี้
27 เม.ย.56 นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ แถลงข่าวว่า สืบเนื่องจากกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้องในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องตนเป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 สนับสนุนให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาไทยตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ 2550 นั้น
นายนพดล กล่าวว่า ตนพร้อมมาตลอด 5 ปี เพราะสิ่งที่ทำไปไม่ได้มีเจตนาฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เพราะมาตราดังกล่าวคลุมเครือไม่ชัดเจน เต็มไปด้วยหลุมพราง และมาตรา 190 ก็มีการแก้ไขในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อีกทั้งปัจจุบัน สส.และสว.ก็ร่วมกันแก้ไข ซึ่งมาตรา 190 ไม่ชัดเจน นอกจากนี้ ตนได้ทำตามคำแนะนำของอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย เมื่อ 2551 ว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาไม่ใช่หนังสือสัญญา ซึ่งกัมพูชาก็ไม่คิดว่าเป็นหนังสือสัญญาด้วย อีกทั้งแถลงการณ์ร่วมฯ ยังไม่มีบทบัญญัติเปลี่ยนแปลงอาณาเขต แต่ศาลเติมคำว่า "อาจ" ในรัฐธรรมนูญ เติมว่าแม้ไม่มีบทบัญญัติเปลี่ยนแปลงในอาณาเขต แต่อาจเปลี่ยนแปลงในอาณาเขต การเติมคำว่า "อาจ" ในรัฐธรรมนูญเท่ากับละเมิดหลักการแบ่งแยกอำนาจ เท่ากับศาลบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ตนพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เชื่อว่าศาลจะให้ความยุติธรรม
"ในวันที่ 5 ก.ค.นี้ ศาลให้ตนไปสอบคำให้การ ซึ่งในคดีนี้เป็นการฟ้องตนตาม มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยแนวทางการต่อสู้ของตนจะยืนยันต่อศาลว่า ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และไม่มีเจตนาทำให้เกิดความเสียหายกับใคร เพราะ มาตรา 157 มีเจตนาธรรมดาและเจตนาพิเศษ เราไม่ได้มีเจตนาก่อให้เกิดความเสียหาย และพูดความเป็นมาของ มาตรา190 ว่ามีข้อบกพร่องเพียงใด เพราะเป็นการปฏิบัติตามข้าราชการแนะนำมา นอกจากนี้ จะต่อสู้ว่าคำแถลงการณ์ร่วมเป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างไร ส่วนศาลฎีกาจะหยิบยกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เห็นว่าคำแถลงการณ์ร่วมจะต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภามาเป็นแนวทางการพิจารณาหรือไม่นั้น ถ้าศาลหยิบยกก็คงหยิบยกว่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 หรือไม่ แต่จะต่อสู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญไปเติมคำว่า "อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต" ทำให้ต้องสู้ว่าเนื้อหา มาตรา 190 ไม่ชัดเจนคลุมเครือที่มีการแก้ไขถึง 2 ครั้ง" นายนพดล กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น นายนพดล ได้เปิดสไลด์ต่อสื่อมวลชนโดยแสดงถึงแผนที่ฉบับแรกที่กัมพูชายื่นต่อคณะกรรมการมรดกโลกหรือยูเนสโกที่จะนำตัวปราสาทพระวิหารและพื้นที่รอบตัวปราสาทขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี 2550 และแสดงแผนผังตัวปราสาทที่กัมพูชาจะนำขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทโดยตัดพื้นที่รอบตัวปราสาทออกเพื่อขึ้นทะเบียนมรดกโลก
โดยนายนพดล กล่าวว่า ทีมนักกฎหมายระดับโลกเห็นว่าแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา มีประโยชน์ในการต่อสู้คดี ซึ่งในเดือนพฤศจิกายน 2554 ทางกระทรวงการต่างประเทศได้ขอให้อัยการสูงสุด(อสส.)ได้ขออนุญาตศาลปกครองใช้คำแถลงการณ์ร่วมต่อสู้คดีในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก แต่ทีมทนายของไทยตัดสินใจไม่ใช้ต่อสู้ในศาลโลก เพราะอาจจะเป็นการละเมิดอำนาจศาลปกครองที่สั่งให้คำแถลงการณ์ร่วมเป็นโมฆะ ดังนั้นแถลงการณ์ร่วมเป็นประโยชน์ในการสู้ ไม่ใช่ผู้ร้ายตามที่พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหา โดยอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายเห็นว่าเนื้อหาสาระของคำแถลงการณ์ร่วมจะเป็นประโยชน์ในการต่อสู้คดีของไทย เนื่องจากมีเนื้อหาสาระที่กัมพูชาได้เคยสละท่าทีในเส้นเขตแดนในแผนที่1ต่อ 2แสน หรือระวางดงรักแล้ว และยอมรับว่ามีพื้นที่พิพาทกับไทยในทิศเหนือและทิศตะวันตกของตัวปราสาท
นายนพดล กล่าวต่ออีกว่า โดยท่าทีดังกล่าวขัดแย้งต่อท่าทีของกัมพูชาที่ขอให้ตีความพื้นที่รอบตัวปราสาท ทั้งนี้ แผนที่ที่กัมพูชาเอาพื้นที่ทับซ้อนโดยเอาศาลพระภูมิบวกสนามหญ้าขึ้นมรดกโลกคือแผนที่ที่ยื่นต่อยูเนสโกเมื่อปี 2550 ก่อนที่ตนมาเป็นรัฐมนตรี แต่แนวทางเรานั้นให้ตัดพื้นที่ทับซ้อนโดยเอาสนามหญ้าออก ทำให้มีการทำแผนผังใหม่ โดยกัมพูชาให้ขึ้นเฉพาะตัวปราสาท ไม่รวมสนามหญ้า แผนผังนี้กล่าวโดยสรุป กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่าแถลงการณ์ร่วมเป็นประโยชน์
"ประเด็นที่นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุถึงเหตุการณ์ในปี 2551 ระบุว่า แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาเป็นการสละเส้นแบ่งเขตแดนตามมติครม.เมื่อปี 2505 นั้นถือเป็นความเท็จ ยืนยันว่าตนไม่เคยสละเส้นนี้ เพราะไม่ใช่แผนที่ แต่เป็นแผนผัง ยืนยันว่ารัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ไม่เคยสละเส้นสันปันน้ำและเส้นมติครม.เมื่อปี 2505 อีกทั้งกัมพูชาไม่กล้าอ้างคำแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเพราะไม่ได้ใช้ประโยชน์ อีกไม่นานคนไทยจะได้รู้ข้อเท็จจริง" นายนพดล กล่าว



