ข่าว

'ปชป.'จี้รัฐแก้ปัญหาปากท้องปชช.

'ปชป.'จี้รัฐแก้ปัญหาปากท้องปชช.

27 เม.ย. 2556

'ปชป.' จี้รัฐแก้ปัญหาปากท้องปชช. มากกว่าสนใจ 'แก้รธน.-กม.นิรโทษฯ-กู้เงิน 2 ล้านล้าน' ด้าน 'กรณ์' ชม 'กิตติรัตน์' หารือ 'ผู้ว่าฯธปท.' เรื่องค่าเงินบาท

 

                          27 เม.ย.56 นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า เรื่องการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาประเทศขณะนี้ ซึ่งรัฐบาลมีความพยายามที่จะเดินหน้าผลักดันในเรื่องที่เป็นประเด็นการเมืองในช่วงปิดสมัยประชุมสภา แต่รัฐบาลกลับไม่สนใจปัญหาที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง เช่น พรรคเพื่อไทยจะเปิดเวทีปราศรัยโดยเน้นเรื่อง การแก้รัฐธรรมนูญ การออกกฎหมายนิรโทษกรรม และเรื่องกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ตรงนี้เป็นจุดที่ชี้ให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยทราบดีว่า เรื่องเหล่านี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ประชาชน แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของนักการเมือง หรือผู้ที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาล จึงเป็นเหตุให้มีการจัดเวทีบิดเบือนข้อเท็จจริงเป่าหูประชาชน

                          โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เพื่อให้คล้อยตามสภาและยินยอมในสิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการในช่วงเปิดสมัยประชุมสมัยหน้า จะเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องประโยชน์ของนักการเมืองล้วนๆ ทั้ง 3 ประเด็น ดังนั้นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์จะดำเนินการต่อไป ในช่วงปิดสมัยประชุม คือ การเดินหน้าเวทีผ่าความจริง พูดถึงสิ่งที่รัฐบาลกำลังสร้างความเสียหายกับประชาชนแล้ว พรรคก็จะเรียกร้องเพิ่มเติมในประเด็นต่างๆ ที่รัฐบาลควรกลับมาให้ความสำคัญกับประชาชน ดังนี้ 1.ปัญหาภัยแล้ง ขณะนี้มีพื้นที่ถึง 49 จังหวัดทั่วประเทศ หรือ 20,000 กว่าอำเภอ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ขอเรียกร้องให้รัฐบาลลงมาแก้ปัญหา ผ่านกระบวนการที่รัฐบาลได้กู้เงิน เพื่อแก้ไขสถานการณ์น้ำ 3.5 แสนล้านบาท โดยมีการกู้มากองไว้ล่วงหน้ากว่า 16 เดือน แต่ยังไม่สามารถนำเงินก้อนดังกล่าว มาแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ทั้งเรื่องของนำท่วมหรือน้ำแล้ง สิ่งเหล่านี้พรรคก็จะเดินสายเปิดประเด็นให้ชาวบ้านเข้าใจว่า รัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอที่จะดูแลแก้ไขปัญหาให้ประชาชน แต่สิ่งที่ประชาชนต้องประสบปัญหาภัยแล้งขณะนี้ ก็เพราะรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจยังอยู่ในขั้นตอน กำหนดร่างขอบเขตของงาน หรือทีโออาร์เพื่อให้ง่ายต่อการทุจริตคอรัปชั่น หรือผู้ที่มารับงาน

                          โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า 2. สถานการณ์ของแพงที่ย้อนกลับมาอีกครั้ง และเป็นสภาวะที่แพงกว่าทั้งแผ่นดิน ซึ่งปีนี้แพงกว่าปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นผักชนิดต่างๆหรือสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน ทั้งนี้จากการตรวจสอบกับกรมการค้าภายใน ส่วนใหญ่ราคาแพงกว่าหน้าร้อนปีที่แล้วทั้งสิ้น 3. ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะราคายางพาราที่ตกต่ำต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีการใช้เงินพยุงราคายางไปแล้วกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท ตั้งแต่ปลายสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจนถึงปัจจุบัน ราคาตกไปกว่าร้อยละ 50 แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใช้เงินไปโดยไม่มีประสิทธิภาพ มีการใช้เงินงบประมาณถึง 2.5 หมื่นล้านบาท แต่ไม่สามารถพยุงราคายางให้ขึ้นมาได้เลย แม้เพียง 1% ราคากลับดึ่งลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพรรคต้องเปิดเผยให้เห็นว่า มีการนำเงินอุดหนุนราคายางไปใช้ในการเวียนเทียนยางเพื่อทุจริตคอรัปชั่น จึงเป็นเหตุให้ราคาไม่ผงกหัวขึ้นเลยในรัฐบาลนี้

                          “ชาวสวนยางเดือดร้อนเพราะราคาตกต่ำที่ประมาณ 70 บาท ส่วนขี้ยางราคา 3 กิโลกรัม/100 บาท ชาวสวนยางตั้งข้อสังเกตุว่า ช่วงนี้ไม่มียางจะกรีดหรือมีผลผลิตน้ำยางน้อยมาก ราคายางน่าจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ราคากลับตกต่ำอย่างต่อเนื่อง จึงตั้งข้อสังเกตุว่ามีใครในรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจไปบิดเบือนตลาดหรือไม่” นายชวนนท์ กล่าว

                          นายชวนนท์ กล่าวว่า เช่นเดียวกับเรื่องปาล์มน้ำมัน ตามที่มีประชาชนร้องเรียนมาเนื่องจากเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะราคาที่ลานเทขณะนี้อยู่ที่ 2.60 บาท ถ้าหักราคาค่าคนตัดปาล์มไปแล้ว ชาวสวนจะได้เงินเพียง 1.90 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาปาล์มตกลงกว่า 100% อย่างไรก็ตามชาวสวนปาล์มได้ตั้งข้อสังเกตว่า ระยะนี้ผลปาล์มไม่ได้ออกมาเยอะ ซึ่งโดยปกติถ้าเป็นช่วงที่ทะลายปาล์มออกน้อย ราคาน่าจะสูงขึ้นแต่ขณะนี้ราคาปาล์มตกต่ำ ผลปาล์มก็ไม่ออกสู่ตลาด จึงเกิดจากการที่รัฐบาลแอบลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน ตามสัญญาที่ได้เคยตกลงไว้เมื่อปีที่แล้ว จึงเป็นเหตุให้มีการกดราคาหน้าสวน กดราคาปาล์มทะลาย จึงทำให้ชาวสวนปาล์มเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสอยู่ขณะนี้ ดังนั้นพรรคจะติดตามและจะเปิดเผยความจริงต่อไป

                          "ทั้งนี้ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้น 4 เท่า จาก 300 บาท เป็น 1,200 บาท สภาวะที่ราคาตกต่ำลงกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ผมคิดว่ามีกลไกที่ไม่ปกติเข้าไปแทรกแซง จนทำให้ราคาพืชผลทั้ง 2 ตัวผิดปกติต่อเนื่อง" นายชวนนท์ ระบุ

                          โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า 4. มีข่าวว่ากระทรวงพลังงานจะมีมติลอยตัวแก๊สหุงต้มในภาคครัวเรือน เรื่มต้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน โดยทยอยปรับเพิ่มขึ้นเดือนละ 50 สตางค์ จนกว่าจะครบ 6 บาทในหนึ่งปี ซึ่งจะเท่ากับราคาก๊าซแอลพีจีในภาคขนส่ง และจากนั้นก็จะปรับราคาทั้งภาคขนส่งและภาคครัวเรือน ให้เท่ากับราคาก๊าซในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งตนยืนยันจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ว่า คัดค้านการลอยตัวก๊าซหุงต้มในภาคครัวเรือน เพราะประเทศไทยมีก๊าซแอลพีจีเป็นของตัวเองในอ่าวไทย จึงไม่จำเป็นที่จะไปอ้างอิงราคาตลาดโลก เพราะเรามีทรัพยากรเพียงพอที่จะผลิต ตนจึงไม่เห็นเหตุผลว่า ทำไมเราจึงต้องนำสินค้าที่เราผลิตเอง ไปยกราคาให้เท่ากับราคาในตลาดโลก เพื่อที่จะทำให้บริษัทผู้ค้าก๊าซได้กำไรเพิ่มขึ้น จึงต้องการที่จะรวมราคาตลาดแก๊สทั้งครัวเรือน ขนส่ง และอุตสาหกรรม ให้มีราคาเท่ากันซึ่งผลประโยชน์ก็จะตกอยู่กับผู้ประกอบการ และผู้ที่ถือหุ้นในบริษัทใหญ่อย่าง ปตท. และถือหุ้นผ่านกองทุนรวมระหว่างประเทศ ที่เข้ามาถือหุ้นใน ปตท.

                          ดังนั้นตรงนี้ก็จะนำข้อมูลมาตีแผ่ให้ประชาชนเห็นว่า การที่ประชาชนต้องเดือดร้อนทุกวันนี้เพราะคนที่มีอำนาจ และคนที่มีบารมีเหนือรับบาลเป็นคนกำกับสั่งการ ให้ราคาและกลไกในประเทศสับสน

 

'กรณ์'โพสต์เฟซบุ๊กชม'กิตติรัตน์'หารือ'ผู้ว่าฯธปท.'เรื่องค่าเงินบาท

 

                          นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัววันนี้ใจความว่า "เงินบาท บทสรุปของการประชุมเมื่อวานนี้ระหว่างรัฐบาลและผู้ว่าแบงก์ชาติเป็นบทสรุปที่ดี ไม่ว่าในใจคุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง ยังคิดอะไรอยู่ก็ตามแต่เท่าที่ผมเห็นผ่านสื่อ แนวการสัมภาษณ์หลังจากการประชุมของคุณกิตติรัตน์ก็เป็นแนวทางที่เหมาะสม กล่าวคือได้มีการยืนยันหลักการว่า ๑. วันนี้ยังไม่มีมาตรการ ๒. ถ้าลดดอกเบี้ยน่าจะช่วยให้บาทอ่อนลง ๓. แต่ต้องศึกษาเพิ่มเติมผลข้างเคียงจากการลดดอกเบี้ย ๔. ยังไม่ใช้มาตรการอื่นแต่จะเฝ้าดูความเคลื่อนไหวอย่างไกล้ชิด

                          ประเด็นข้อเท็จจริงคือตลาดไม่ได้กลัวการลดดอกเบี้ย นักลงทุนกลัวมากกว่าคือ 'มาตรการอื่น' ดังนั้นการที่ท่านผู้ว่าฯยืนยันว่าจะไม่ลดดอกเบี้ย แต่ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญานว่า 'กังวล' ต่อปัญหานั้น ทำให้นักเก็งกำไรตีความว่าอาจมีการใช้มาตรการอื่นที่จะมีผลมากกว่า

 และนี่คือเหตุที่บาทอ่อนค่าลงวันสองวันนี้

 และตราบใดที่นักเก็งกำไรยังมั่นใจว่าผู้ว่าจะยืนกรานในจุดยืนตนเอง เขาจะระวังมากกว่าว่าจะมีการนำเครื่องมืออื่นมาสะกัดเขาหรือไม่

ก็คงต้องขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจให้กับท่านผู้ว่าในช่วงที่ผ่านมา กระแสนี้มีผลต่อท่าทีของรมต.คลังต่อท่านผู้ว่าฯแน่นอน

ส่วนกำลังใจจาก (สาว) คนไหนมีนํ้าหนักมากกว่า ก็สุดแล้วแต่นะครับ

 

'ปชป.' ซัดกระบวนการกดดันศาล รธน.

 

                         นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่ขณะนี้มีการเคลื่อนไหวพยายามลดทอนอำนาจ หรือกดดันการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีการกดดันจาก 3 ส่วนทั้ง กลุ่มส.ส.และส.ว.บางส่วน กลุ่มคนเสื้อแดงที่ไปชุมนุมคัดค้านวิธีการทำงานและขอให้ตุลาการยุติบทบาทที่หน้าอาคารสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และนายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ที่เป็นคณะกรรมการแต่งตั้งโดยรัฐบาล  ว่า การดำเนินการของทั้ง 3 กลุ่ม มีจุดมุ่งหมาย ด้วยกัน 3 ประการ  คือ การทำลายระบบถ่วงดุลในเชิงอำนาจ พยายามทำให้เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญเปรียบเสมือนเสือกระดาษ และการเคลื่อนไหวของบางกลุ่มต้องการขจัดศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามในการใช้เสียงข้างมาก ลากทุกๆเรื่องไปให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้วง

                         นายองอาจ กล่าวว่า ถึงแม้ว่าประธานคอ.นธ.จะออกมาปฏิเสธ เรื่องการเสนอลดทอนอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับเสื้อแดงและส.ส ส.ว. ก็ตาม แต่ตนคิดว่าประชาชนในสังคมคงมองเห็นถึงความสัมพันธ์การเชื่อมโยงของคนทั้งสามกลุ่ม ดังนั้นการเคลื่อนไหวของนายอุกฤษ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในสังคม ไม่ควรทำตนให้เป็นเครื่องมือของของความไม่ถูกต้อง

                         “การเคลื่อนไหวหรือพยายามลดอำนาจ ยุติบทบาท และดิสเครดิตการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ ของตนเองพวกพ้องมากกว่าเพื่อส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ปักหลักชุมนุมหน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญนั้น มองว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง เป็นการเคลื่อนไหวที่เกินเลย ยิ่งประเด็นที่ระบุว่าหากเจอตัว 9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ใดให้จับเลย เป็นการกระทำข่มขู่กดดัน มีแนวโน้มนำไปสู่ความรุนแรง หมิ่นเหม่ละเมิดสิทธิ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การกระทำลักษณะนี้ บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องและอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ควรออกมาให้การไหวยุติลงน่าจะดีกว่า

                         นายองอาจ กล่าวว่า มีกระแสข่าวออกมาว่าการเคลื่อนไหว ของกลุ่มคนเสื้อแดงมีคนของรัฐบาลเข้าไปสนับสนุน เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องแสดงความชัดเจนว่าไม่เป็นบุคคลที่บงการสนับสนุนการกระทำใดๆ ที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือผิดกฎหมาย หากรัฐบาลปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นโดยไม่ดำเนินการใดๆ รัฐบาลมีสิทธิถูกข้อครหานินทาอยู่เบื้องหลังได้ ทั้งนี้ปัจจุบันรัฐบาลมีภาระหน้าที่แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน อาทิ ของแพง สินค้าเกษตรตกต่ำ ภัยแล้ง ดังนั้นรัฐบาลไม่ควรเอาเวลาไปสนับสนุน กับสิ่งที่ไม่ถูกต้องเหล่านี้ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง อย่าปล่อยให้สถานการณ์บานปลายกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรงเพิ่มขึ้นในสังคมต่อไป

 

'องอาจ' จี้ 'รบ.' แก้ปัญหาโกงอย่างจริงจัง

 

                         นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ชี้ว่า ปัญหาคอรัปชั่นไม่ได้ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการรับเงินใต้โต๊ะเพิ่มขึ้นจาก 10 เปอร์เซ็นต์เป็น 25-30 เปอร์เซ็นต์ บางโครงการก็มีการรับเงินใต้โต๊ะกันถึง 50 เปอร์เซ็นต์ว่า ตนคิดว่าข้อเสนอในที่ประชุม โดยเฉพาะของหน่วยงานภาครัฐ อยากเรียกร้องให้รัฐบาลรับฟังข้อมูลดังกล่าวอย่างจริงจัง เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยถูกจัดอันดับจากต่างประเทศ ว่า สอบตกในเรื่องของการทุจริตคอรัปชั่นอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้เป็นข้อมูลจากองค์กร สถาบันการศึกษาที่ต้องการช่วยกันป้องกันการทุจริต คอรัปชั่น

                         ดังนั้นจึงคิดว่า รัฐบาลควรมีวิสัยทัศน์ ในการจัดระดับเรื่องของการทุจริตคอรัปชั่นให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะที่ผ่านมา เวลาการเปิดเผย ข้อมูลทุจริต รัฐบาลมีท่าที่รับทราบแต่ก็ไม่ได้มีมาตรการที่จะป้องกันอย่างจริงจัง หรือก่อให้เกิดประโยชน์หรือมั่นใจได้ว่า รัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ เพราะฉะนั้น คิดว่าเป็นข้อมูลครั้งนี้เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อรัฐบาลในการดำเนินการแก้ไขปัญหาทุจริตคอรัปชั่น

                         ายองอาจ กล่าวว่า ขอเรียกร้องนายกรัฐมนตรี ควรใช้โอกาสนี้ในการเป็นผู้นำออกมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง และเรียกข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆที่ได้เข้าไประชุมร่วมกันในครั้งนี้นำมาเป็นข้อมูลประกอบในการแก้ไขปัญหาทุจริต หากนายกรัฐมนตรี ไม่มีท่าทีใดเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมา หรือไม่มีมาตรการ นายกฯก็อาจจะถูกมองว่าไม่ให้ความสำคัญกับปัญหาการทุจริต ทั้งๆที่การทุจริตเป็นมะเร็งร้ายของสังคม มีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนักการเมืองที่อยู่ในฝ่ายบริหาร บริหารงบประมาณ โครงการต่างๆ ดังนั้น เมื่อนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำของฝ่ายบริหาร ก็ควรมีท่าทีและกำหนดบทบาทมาตรการที่ชัดเจนเพื่อให้สังคมเห็นว่าการทุจริตไม่ได้เป็นเรื่องปกติ