
'โต้ง'แจงถอนเงิน6พันล้านไม่ผิดปกติ
'กิตติรัตน์'แจงถอนเงิน ธ.ต่างประเทศ 6 พันล้านบาท ไม่ผิดปกติ พร้อมย้ำแนวทางแก้ปัญหาบาทแข็ง ด้วยการเปิดตลาดใหม่
27 เม.ย.56 นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่สัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า มีการถอนเงินออกจากบัญชีธนาคารในต่างประเทศ จำนวน 6,000 ล้านบาทว่า ไม่ใช่เป็นเพราะประเทศไม่มีเงิน จึงต้องไปถอนเงินจากบัญชีต่างประเทศ แต่เป็นเพราะทางกระทรวงการต่างประเทศเสนอให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาว่า เงินที่ฝากไว้ในบัญชีธนาคารต่างประเทศ ซึ่งเปิดไว้เพื่อเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ทางสถานทูตดำเนินการควรมีการดำเนินการส่งคืนเข้าคลัง ทั้งนี้เงินจำนวนดังกล่าวถือเป็นเงินที่ต้องส่งเข้าคลังอยู่แล้ว ส่วนยอดเงินที่ถอนมาจำนวน 6,000 ล้านบาทนั้น เมื่อเทียบกับรายได้ของรัฐที่มีอยู่ 2.1 ล้านล้านบาท และงบประมาณประจำปี ที่มี 2.4 ล้านล้านาท ถือว่าเป็นสัดส่วนที่เล็กมาก
นายกิตติรัตน์ กล่าวถึงการแก้ปัญหาอัตราเงินบาทที่แข็งค่าว่า ขณะนี้รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการไปยังหน่วยงานทางด้านเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาถึงภาวะการณ์ด้านเศรษฐกิจให้รอบคอบ และดำเนินการไปสู่กรอบที่เหมาะสม โดยตนไม่ได้เข้าไปกดดันการทำงาน และจะไม่มีการเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แบบเร่งด่วนหรือนัดพิเศษโดยไม่มีความจำเป็น ทั้งนี้ขอให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจของไทยจะมีการเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ รัฐบาลจะไม่ทำอะไรเพื่อให้สิทธิประโยชน์พิเศษเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะยึดการบริหารเศรษฐกิจแบบเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข
“การกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหา ผมขอเรียนว่าอะไรก็เป็นไปได้ในทางทฤษฎี แต่ในมุมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่อยากเห็นมาตราการที่ออกมาในลักษณะจำกัดเงินทุนที่เคลื่อนไหวตามธรรมชาติ ดังนั้นเชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตัดสินใจทำอะไรด้วยความรอบคอบ และระมัดระวัง เนื่องจากที่ผ่านมาเราเคยมีบทเรียนมาแล้ว จากการจำกัดการไหลเข้า- ออกเงินทุน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน มาตรการนี้หากเป็นสิ่งจำเป็นและไม่มีทางเลือกอื่น ก็อาจนำมาใช้ แต่ขณะนี้มีทางเลือกอื่นที่แก้ปัญหาค่าเงินบาท เช่น การเปิดตลาดใหม่ ซึ่งเร็วๆ นี้นายกรัฐมนตรีจะพานักลงทุนเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น เพื่อเปิดตลาดใหม่ด้วย” นายกิตติรัตน์ กล่าว
นายกิตติรัตน์ กล่าวต่อว่า จากกรณีที่อัตราค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไป จะมีผลกระทบต่อภาคส่งออกสินค้า ผู้ส่งออกสินค้าทำงานยากขึ้น นอกจากนั้นการนำเข้าสินค้าที่จำเป็น เช่น น้ำมัน เมื่อแปลงเป็นเงินบาทแล้วจะมีราคาที่สูงขึ้น แต่หากได้รับความร่วมมือ เชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ แต่หากไม่มีการแก้ไขการแข็งค่าของเงินบาท จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้า จากที่ประเมินอัตราเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2556 อยู่ที่ร้อยละ 5



