
'ฮาเวิร์ด หวัง'นอนหลับได้ไม่เครียด
'ผบ.คุก' เผย 'ฮาเวิร์ด หวัง' ปรับตัวเข้ากับเพื่อนนักโทษได้ นอนหลับไม่เครียด ชี้หากไม่ได้ประกันตัว ต้องตัดผมตามระเบียบเรือนจำ ขณะที่แม่ วอน 'สตม.' ปลดแบล็กลิสต์
26 เม.ย. 56 นายสรสิทธิ์ จงเจริญ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เปิดเผยถึงการควบคุมดูแล นายฮาเวิร์ด หวัง ผู้ต้องขังคดีบุกรุกบ้านนางแบบแม็กซิม ว่า การคุมขังคืนแรกเป็นไปด้วยความเรียบร้อยโดยตลอดทั้งคืนก็ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้คุมแดนแรกรับและเพื่อนนักโทษให้ช่วยเป็นหูเป็นตาดูนายฮาเวิร์ด หากพบสิ่งผิดปกติก็ให้รีบรายงานให้ทราบแต่ก็ไม่เกิดปัญหาใดๆ โดยทางเจ้าหน้าที่ได้รายงานว่านายฮาเวิร์ดสามารถอยู่รวมเข้ากับเพื่อนนักโทษรายอื่นๆ ได้ดี นอนหลับ และไม่มีอาการเครียดให้เห็น อย่างไรก็ตามทราบว่า ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวนายฮาเวิร์ดต่อศาลซึ่งยังไม่ทราบผลว่าศาลอนุญาตให้ประกันตัวหรือไม่ และหากไม่ได้รับการประกันตัวในพรุ่งนี้ (27เม.ย.) ทางเรือนจำก็จะตัดผมนายฮาเวิร์ด เพราะเป็นระเบียบปฏิบัติกับนักโทษใหม่ทุกคน
นายสรสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนอาหารการกินนั้นทางเรือนจำได้จัดอาหารนักโทษให้ครบทั้ง 3 มื้อ ส่วนผู้ต้องขังใหม่รายใดที่ยังไม่คุ้นเคยกับรสชาติของอาหารในคุกก็สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ที่ร้านสวัสดิการของเรือนจำฯ โดยจำกัดวงเงินการใช้จ่ายของนักโทษได้ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน ทั้งนี้ส่วนการเยี่ยมญาติทางเรือนจำก็จะเปิดให้ญาติลงทะเบียนตั้งแต่เวลา
08.30 น. เป็นต้นไป และช่วงเช้าที่ผ่านมาก็ได้มีญาติของนายฮาเวิร์ดและมารดา คือนางชิง หลัน จูลี่ ชู อายุ 62 ปี เดินทางมาเยี่ยมลูกชาย และรีบเดินทางกลับทันที เพื่อยื่นเอกสารประกันตัวลูกชายต่อศาลอีกครั้ง
แม่ 'ฮาร์เวิร์ด หวัง' ร้องขอความเป็นนธรรม วอน 'สตม.' ปลดแบล็กลิสต์ลูกชาย
เมื่อเวลา 12.00 น. นางจูลี่ ชู อายุ 62 ปี แม่ของนายฮาเวิร์ด หวัง นักร้องนายแบบชื่อดัง ได้เดินทางมาที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนกับพล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล ผบช.สตม. กรณีที่ลูกชาย ถูกขึ้นบัญชีดำของ สตม. โดยหนังสือดังกล่าวมีใจความ 2 ประการคือการยืนยันหนังสือเดินทางเป็นนักท่องเที่ยว พร้อมยืนยันว่าเป็นเอกสารตัวจริง และสอบถามทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ว่าเหตุใดถึงต้องดำเนินการขึ้นบัญชีดำต่อลูกชาย โดยแม่ของนักร้องหนุ่มได้สวมชุดขาวโผกผ้าสีขาว พร้อมกับชูแผ่นป้ายประท้วงโดยมีข้อความว่า "ขอความเป็นธรรม ฮาเวิร์ดไม่ใช่บุคคลอันตราย"
นางจูลี่ เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปที่สถานทูตไต้หวัน เพื่อให้ตรวจสอบเอกสารการเดินทางของลูกชายว่าถูกต้องหรือไม่ ซึ่งหลังตรวจสอบแล้วพบว่าถูกต้อง จึงได้มาที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อยื่นหนังสือชี้แจ้ง ต่อ พล.ต.ท.ภาณุ ว่าจากการที่ทางสตม.ได้ขึ้นบัญชีดำต่อลูกชาย ซึ่งเสมือนว่าเป็นการตีตราว่าลูกชายมีโทษความผิดที่รุนแรงเกินไปหรือไม่ และอยากทราบเหตุผลที่แท้จริง จากนี้ต่อไปลูกชายอาจต้องหมดอนาคตในเรื่องการทำงานก็เป็นได้ รู้สึกเสียใจและสงสารลูกชายมาก ลูกชายไม่มีเจตนาทำร้ายใคร กระทำไปตามประสาวัยรุ่น เกิดจากความคึกคะนอง ตามวัย ตามเพื่อนฝูงเท่านั้น เพราะอุปนิสัยเป็นคนร่าเริงรักเพื่อนฝูงอยู่แล้ว ส่วนคดีที่เกิดขึ้นเป็นคดีเล็กน้อย อย่างไรก็ตามไม่เคยทราบมาก่อนว่าลูกชายติดบัญชีดำ เนื่องจากทางสตม.ไม่มีการแจ้งจดหมายให้ทราบก่อนหน้านี้ ส่วนเรื่องที่ลูกชายเปลี่ยนชื่อใหม่นั้น เพราะมีญาติเตือนว่าภายใน 2 ปีที่ผ่านมาลูกชายมีแต่เรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ซึ่งเชื่อว่ากำลังจะมีเคราะห์จึงต้องเปลี่ยนชื่อตามความเชื่อ
นางจูลี่ กล่าวต่ออีกว่า ล่าสุดที่ลูกชายเดินทางมาเมืองไทยเนื่องจากมาเที่ยวพักผ่อนตามเทศกาล โดยหลังจากพักผ่อนเสร็จก็จะเดินทางกลับบ้านทันทีแต่มาถูกดำเนินคดีเสียก่อน อย่างไรก็ตามจึงอยากร้องขอให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ความเป็นธรรมต่อลูกชายด้วยหลังจากเกิดเรื่องนี้รู้สึกช็อคมากที่ลูกชายต้องโทษคุมขังภายในเรือนจำ โดยเชื่อว่าสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำของลูกชายไม่น่าจะมีปัญหาเนื่องจากเคยรับการเกณฑ์ทหารมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เป็นห่วงสภาพจิตใจมากกว่า ว่าจะรับเรื่องดังกล่าวได้หรือไม่ หลังจากนี้ตนจะเดินทางไปเยี่ยมลูกชายที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพต่อไป
ด้าน พล.ต.ท.ภาณุ กล่าวว่า หลังจากที่แม่ของนายฮาเวิร์ด หวัง ได้มายื่นหนังสือ เนื่องจากอยากทราบเหตุผลว่าทำไมทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องขึ้นบัญชีดำต่อลูกชาย โดยสาเหตุที่ทางเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินคดีดังกล่าวนั้น เนื่องจากผู้ต้องหาเคยก่อคดีอาญาในประเทศไทยมาแล้ว 3 คดี ประกอบไปด้วย คดี ทำร้ายร่างกายในท้องที่ สน.ทองหล่อ ครั้งนั้นศาลแขวงพระนครใต้ ได้พิพากษาจำคุก 1 เดือน ปรับ 2 พัน และรอลงอาญา 2 คดีเสพยาบ้า ศาลจังหวัดตลิ่งชัน พิพากษาจำคุก 3 เดือน ปรับ 5 พัน แต่ศาลให้รอลงอาญา 2 ปี และคดีที่ 3 ข้อหามีกัญชาไว้ในความครอบครอง ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 1 เดือน 15 วัน ปรับ 1500 บาท รอลงอาญา 2 ปี ซึ่งการก่อคดีทั้ง 3 คดี เป็นเหตุให้นายฮาเวิร์ด หวัง มีชื่ออยู่ในบัญชีดำ อย่างไรก็ตามขอชี้แจ้งว่ากระบวนการขึ้นบัญชีดำนั้นมีขั้นตอนที่แน่ชัดเป็นไปตามพ.ร.บ.คนเข้าเมือง พศ. 2522 มาตรา 12 อนุ 7 ซึ่งต้องมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อทำการตรวจสอบพิจารณา หากผู้ต้องหาใดที่มีพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อสังคมหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงในราชอาณาจักรไทย ทาง สตม. จะต้องดำเนินการผลักดันกลับออกนอกประเทศทุกราย
พล.ต.ต.ภาณุ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ทางเจ้าหน้าที่ปล่อยให้นายแบบหนุ่มเดินทางเข้าประเทศมาได้อย่างไรนั้น กรณีดังกล่าวอาจจะเกิดขึ้นได้น้อยครั้ง เนื่องจากผู้ต้องหาได้มีการเปลี่ยนชื่อ และหนังสือเดินทางใหม่ ซึ่งระบบการตรวจสอบของประเทศไทยยังไม่ใช่ระบบที่ทันสมัยจะทำการตรวจสอบเพียงชื่อ และตัวเล่มหนังสือเดินทางเท่านั้น ต่างจากในบางประเทศที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงซึ่งจะใช้ระบบการตรวจสอบลายนิ้วมือ เพื่อยืนยันตัวบุคคลก่อนเข้าประเทศมาใช้ในการตรวจสอบ ซึ่งตอนนี้ทางสตม.อยู่ในระหว่างเปลี่ยนแปลงระบบ โดยอาจจะมีการนำระบบดังกล่าวมาใช้ในอนาคต ส่วนกรณีที่ทางญาติติดใจในเรื่องของสาเหตุที่ขึ้นบัญชีดำนั้น เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นบุคคลมีชื่อเสียง คนในสังคมรู้จัก ทำให้อาจนำไปเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีก็เป็นได้ ซึ่งถือว่าเป็นภัยต่อสังคม
ขณะที่ พ.ต.อ.ชาติชาย เอี่ยมแสง รองผบก.สส.สตม. กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ สตม. รับเรื่องของทางแม่นายฮาเวิร์ดแล้ว ก่อนประสานไปยังสถานทูตไต้หวัน เพื่อตรวจสอบหนังสือเดินทางของนายฮาเวิร์ด ว่าถูกต้องหรือไม่ หากตรวจสอบพบเอกสารเดินทางไม่ถูกต้องจะเข้าข่ายการปลอมแปลงเอกสาร จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามกระบวนการต่อจากนี้เป็นขั้นตอนของพนักงานสอบสวน สน.ลาดพร้าวในการดำเนินคดี เนื่องจากคดีล่าสุดพนักงานสอบสวนสน.ลาดพร้าวได้ขออายัดตัวนักร้องหนุ่ม และศาลก็พิเคราะห์แล้ว ซึ่งจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับสน.ลาดพร้าวเป็นผู้ดำเนินการ เมื่อเสร็จสิ้นถึงจะเป็นไปตามกระบวนการผลักดันของ สตม.
รายงานฝ่ายสืบสวนแจ้งว่า ได้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตร.ที่ประเทศไต้หวัน ทราบว่านักร้องได้อ้างว่าหนังสือเดินทางหาย จึงขอทำเรื่องทำหนังสือเดินทางใหม่ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น หวัง ลี่ จิง ไม่ได้เป็นไปตามที่มารดาของนักร้องหนุ่มอ้างว่าเปลี่ยนตามหลักโหราศาสตร์



