
'อภิสิทธิ์'จี้รัฐปราม'แดง'เคลื่อนไหว
'มาร์ค' จี้รัฐปราม 'เสื้อแดง' เคลื่อนไหวไล่ 'ผู้ว่าแบงก์ชาติ' หนุน 'ปู' คุมไฟใต้เอง แนะยุบ 'ศปก.กปต.'
26 เม.ย.56 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงไปเรียกร้องให้นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ผู้ว่าแบงก์ชาติ ลาออกจากตำแหน่งว่า ไปกันใหญ่แล้วตอนนี้ กลายเป็นว่ามวลชนไปกดดันองค์กรต่างๆ ที่ควรมีความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้สภาพบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ เพราะเป็นมวลชนที่สนับสนุนรัฐบาลเอง จึงต้องปกป้องคนทำงานหรืออย่างน้อยก็ต้องปกป้องตัวสถาบันที่เป็นกลไกของรัฐ ไม่ใช่กลายเป็นว่าต่อไปนี้ต้องจำนนต่อการกดดันของมวลชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่างไรก็ตามตนก็มั่นใจว่า ผู้ว่าการแบงค์ชาติก็มีความหนักแน่นเพียงพอและเชื่อว่าจะบริหารเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมาย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความคิดที่ไม่ตรงกับรัฐบาลก็ต้องปรึกษาหารือกัน และคงไม่เป็นธรรมที่จะโยนความรับผิดชอบเกี่ยวกับความเสียหายทางเศรษฐกิจให้นายประสาร เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นที่ระบุว่า มาจากแบงค์ชาติไม่ลดดอกเบี้ยนโยบายนั้นคงไม่ใช่ แต่มาจากหลายปัจจัยรวมถึงนโยบายค่าแรง 300 บาทด้วย
ดังนั้นตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่คลังกับแบงค์ชาติต้องไปหาข้อยุติร่วมกัน ซึ่งตนก็ไม่เห็นว่าจะมีเหตุผลอะไรหรือเข้าเงื่อนไขของกฏหมายที่จะปลดนายประสารออกจากตำแหน่งผู้ว่าแบงค์ชาติ
'มาร์ค' หนุน 'ปู' คุมไฟใต้เอง-แนะยุบ 'ศปก.กปต.'
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะดูแลปัญหาภาคใต้ในเรื่องเร่งด่วนด้วยตัวเองว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นคนเดียวที่จะสั่งการให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก อีกทั้งการตัดสินใจในเชิงนโยบายต้องมีความรวดเร็วให้ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรีทำเรื่องนี้โดยรับผิดชอบอย่างเต็มที่ เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นทั้งประธาน กอ.รมน.และศอ.บต. รวมถึงบังคับบัญชาทุกหน่วยงาน จึงควรนั่งหัวโต๊ะเรียกประชุมด้วยตัวเองตามโครงสร้างที่มีในกฎหมาย และควรจะยุบโครงสร้างที่ไม่ได้เป็นไปตามกฎมาย เช่น ศปก., กปต. ไม่จำเป็นต้องมี กลับมาใช้กลไกที่มีอยู่เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนเหมือนที่ผ่านมา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่า แม้จะเป็น ผอ.ศปก.กปต. แต่คนที่มีอำนาจเต็มในการอนุมัติงบประมาณและสั่งการคือนายกรัฐมนตรี จึงต้องเสนอเรื่องให้นายกรัฐมนตรีทุกครั้งนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนท้วงติงมานานแล้ว เพราะทำให้การแก้ปัญหาไม่สะดวก เมื่อนายกฯจะเข้ามารับผิดชอบก็เป็นเรื่องที่ดี โดยเรียนรู้จากปัญหาในอดีตและแก้ไขเพื่อเดินหน้าต่อไป
“ผมเชื่อว่าที่ผ่านมาขวัญและกำลังใจของคนในพื้นที่ได้รับผลกระทบมากจากเหตุการณ์ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามทุกอย่างผ่านไปแล้วเราเปลี่ยนอดีตไม่ได้ จึงอยากให้เดินหน้ายอมรับความจริงและแก้ปัญหา อย่างน้อยก็จะทำให้มีความหวังมากขึ้น และเมื่อนายก ฯลงมาดูแลและเอาใจใส่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ตัดสินใจ เพื่อขับเคลื่อนให้ทุกอย่างเป็นเอกภาพมีทิศทางที่ชัดเจนเชื่อว่า จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
'อภิสิทธิ์' แนะรัฐทบทวนโครงการกู้เงิน 3.5 แสนล้าน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการประมูลร่างทีโออาร์โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทของรัฐบาลในวันที่ 3 พ.ค.56 ว่า เป็นเรื่องที่พรรคตั้งข้อสังเกตมาโดยตลอดถึงการขาดความพร้อม ขาดรายละเอียด และยังได้ฟันธงว่า ทางญี่ปุ่นน่าจะถอนตัวและรู้กันล่วงหน้าว่าจะเหลือเฉพาะแค่เกาหลีใต้กับจีน ขณะที่กฎหมายก็ให้อำนาจกู้เงินไว้ถึงเดือนมิถุนายนเท่านั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก ทั้งนี้ตนคิดว่าหากรัฐบาลไม่พร้อมก็ควรดำเนินการเฉพาะโครงการที่มีประสิทธิภาพ สมเหตุสมผลและมีความโปร่งใส ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นว่า รีบกู้เงินมาแล้วมีปัญหาเรื่องการทุจริต โครงการไม่ตอบโจทย์ในสิ่งที่จะแก้ บางโครงการใช้งบประมาณมากแต่ผลตอบแทนไม่เป็นไปตามเป้า จึงต้องกลับมาทบทวนให้ดี โดยเฉพาะคนที่เคยทำงานในกลไกนี้ก็ลาออก บางคนก็ออกมาวิจารณ์รวมถึงร้องเรียนด้วย
เมื่อถามว่า การกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ตามเงื่อนไขของ พ.ร.ก.จะต้องทำให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องกลับมาทบทวนและประเมินโครงการที่มีความชัดเจนให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า และมีการวางระบบให้เกิดการแข่งขันอย่างโปร่งใส และกู้เท่าที่จำเป็นที่เหลือก็ปล่อยตกไปจะดีที่สุด แต่ถ้าเดินหน้ากู้เงินมาแล้วยังไม่ใช้ก็จะมีปัญหาเรื่องดอกเบี้ยสร้างภาระให้กับประเทศ และจะฟ้องตัวเองด้วยว่าในวันที่ออก พระราชกำหนดโดยอ้างว่าต้องใช้เงินเร่งด่วนนั้นแท้จริงแล้วไม่มีความพร้อมในการทำงาน ส่วนเรื่องนี้จะมีผลต่อพระราชบัญญัติกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่จะมีการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่นั้น ก็อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญได้นำเรื่อง พระราชกำหนดกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งสุดท้ายความจริงปรากฏแล้วว่าไม่ได้มีความเร่งด่วนจริงไปประกอบการพิจารณาด้วยว่า ครั้งหนึ่งรัฐบาลเคยบอกกับคนทั้งประเทศและศาลรัฐธรรมนูญมาแล้วว่าพร้อมทุกอย่างในการใช้เงินแต่เวลาล่วงมาปีกว่าก็ยังไม่มีความพร้อม หากทำแบบเดียวกันกับการกู้เงิน 2 ล้านล้านก็จะทำให้เกิดการเสียโอกาส และไม่คุ้มค่ากับภาระที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ
เมื่อถามอีกว่า กรณีที่มีการเปิดเผยในวงสัมนา ป.ป.ช.ว่ามีการหักค่าหัวคิวถึง 50% ต่อโครงการในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก เพราะเท่ากับว่าเงินที่นำไปพัฒนาอะไรก็ตามจะได้ของแค่ครึ่งเดียว ซึ่งเป็นตัวเลขที่อันตรายมาก รัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังกับมาตรการในการป้องกันการทุจริต และต้องดูแลให้เกิดความโปร่งใสโดยทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามระบบและขั้นตอนปกติ มากกว่าที่จะพยายามลัดขั้นตอนตลอดเวลา เหมือนเงินกู้ 3.5แสนล้าน และเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เจตนาสำคัญก็คือต้องการหลบระบบปกติ



