ข่าว

รับฟ้อง'นพดล'งุบงิบลงนามพระวิหาร

รับฟ้อง'นพดล'งุบงิบลงนามพระวิหาร

26 เม.ย. 2556

ศาลฎีกานักการเมืองรับฟ้อง'ปปช.'ฟ้อง'นพดล'ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ลงนามแถลงการณ์'ไทย-กัมพูชา'ไม่ผ่านสภา นัดสอบ5 ก.ค.นี้ ด้าน'นพดล'ลั่นพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์

                26 เม.ย.56 นายเอกชัย ชินณพงศ์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนนัดฟังคำสั่ง คดีหมายเลขดำ อม.3/2556 ที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ปปช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ และที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดผู้หนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ในกรณีที่ นายนพดล ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิ.ย.51 ที่สนับสนุนให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาไทย

               โดยวันนี้ทีมทนายความ ปปช. โจทก์ เดินทางมาลงชื่อรับทราบคำสั่งศาล ซึ่งองค์คณะผู้พิพากษาฯ พิจารณาคำฟ้องโจทก์แล้วเห็นว่าถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย จึงมีคำสั่งให้ประทับรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาเพื่อมีพิพากษา และกำหนดนัดพิจารณาคดีครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การจำเลย ในวันที่ 5 ก.ค.นี้ เวลา 13.30 น.

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดี ปปช. มอบให้ทนายความยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกา ฯ เมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งได้บรรยายเหตุการณ์ที่มีการกล่าวหานายนพดล กระทำผิดว่า เมื่อนายสมัคร สุนทรเวช รับหน้าที่นายกรัฐมนตรีแล้ว วันที่ 3 - 4 มี.ค.51 นายสมัครไปพบผู้นำกัมพูชาเรื่องขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และนายนพดล รมว.ต่างประเทศ ขณะนั้น จำเลยไปหารือกับนายสก อาน รองนายกฯ และรมต.ประจำสำนักนายกฯกัมพูชา ที่ทางกัมพูชาขอให้ไทยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร จากนั้นจำเลยได้นำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ให้ข้าราชการกระทรวงต่างประเทศพิจารณา ทางนายวีรชัย พลาศรัย อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายในขณะนั้น มีบันทึกช่วยจำคัดค้านเรื่องดังกล่าว แต่จำเลยไม่เห็นด้วยจึงเสนอ ครม.ให้นายวีระชัย พลาศรัยพ้นจากตำแหน่ง ทั้งที่นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศทักท้วง แต่จำเลยยังยืนยันว่า ไม่สามารถร่วมงานกับอธิบดีที่มีความคิดเช่นนี้ได้

               ต่อมาจำเลยยังเดินทางไปเขมรอีกหารือกับ นายสก อาน เรื่องปราสาทพระวิหารรวมไปถึงการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างประเทศ และจะทำแถลงการณ์ร่วม โดยนำเรื่องเข้าที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ แบบปิดบังอำพรางและมีเหตุจูงใจแอบแฝงอยู่ และเมื่อนำเข้าที่ประชุม ครม.โดยไม่มีเอกสารแจกให้ที่ประชุมพิจารณาล่วงหน้า เพียงแต่แสดงแผนที่บนจอภาพ ใช้เวลา 15 นาที ซึ่งโจทก์เห็นว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา นี้เป็นหนังสือสัญญาซึ่งต้องอยู่ภายใต้บังคับ มาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ ต้องขออนุมัติจากรัฐสภา และจะต้องออกเป็น พรบ.เพื่อให้เป็นไปตามหนังสือสัญญา และรับฟังความเห็นจากประชาชน

               สำหรับผู้กระทำผิด ม.157 ต้องระวางโทษจำคุกก 1 - 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000 - 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

 

 

"นพดล"ลั่น พร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์

                

               นายนพดล กล่าวถึงกรณีที่ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับคำฟ้องในคดีที่ ปปช.ยื่นฟ้องในข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 โดยไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาว่า ตนพร้อมไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง เพราะตนไม่เคยมีเจตนาฝ่าฝืน มาตรา 190 ของ รัฐธรรมนูญปี 50 เลย แต่มาตรา 190 ไม่ชัดเจน คลุมเครือจนต้องมีการแก้ไขถึง 2 ครั้ง นอกจากนี้ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายในปี 2551 ก็แนะนำว่าแถลงการณ์ร่วมไม่เข้าข่ายมาตรา 190 เพราะไม่เป็นหนังสือสัญญาและไม่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต แต่ศาลรัฐธรรมนูญไปเติมคำว่า “อาจ” เข้าไปในมาตรา 190 และตัดสินว่าแม้คำแถลงการณ์ร่วมไม่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตแต่ “ อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต” ซึ่งถือว่าตัดสินเกินรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้วุฒิสภาเคยลงมติไม่ถอดถอนตน และอัยการก็สั่งไม่ฟ้องตนแล้ว เพราะเห็นว่าตนไม่ได้กระทำความผิด แต่ ปปช.ก็ยังอยากจะฟ้องเองโดยตั้งทนายฟ้อง และการบรรยายฟ้องก็เต็มไปด้วยความเท็จและเป็นการใส่ร้าย เช่น ระบุว่าตนย้ายท่านทูตวีระชัย เพราะท่านฑูตไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ร่วม ซึ่งเป็นความเท็จ ถ้าไม่เชื่อก็ควรไปถามท่านทูตจะดีที่สุด นอกจากนี้ ยังกล่าวหาว่าตนลุกลี้ลุกลนอำพรางเสนอเรื่องเข้าสภาความมั่นคงแห่งชาติด้วยกระดาษแผ่นเดียว ซึ่งก็เป็นความเท็จ เพราะมีการประชุมเป็นขั้นเป็นตอน และที่ประชุมก็เห็นด้วยกับคำแถลงการณ์ร่วม ไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการทหารที่ร่วมประชุมในขณะนั้น

               " ขอย้ำอีกครั้งว่า คำแถลงการณ์ร่วมที่ทำไปกระทำเพื่อปกป้องดินแดนพี้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ทำร่วมกับเพื่อนข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ท่านทูตวีระชัยก็ยืนยันว่า กัมพูชาได้ขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทและไม่รุกล้ำแนวเขตแดนตามมติ ครม. ดังนั้นแนวทางของแถลงการณ์ร่วมจึงเป็นการปกป้องดินแดนพื้นที่ทับซ้อน และคณะทนายที่ต่อสู้คดีในศาลโลกก็เห็นว่าคำแถลงการณ์ร่วมเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศไทย และต้องการใช้ยื่นเพื่อต่อสู้คดี แต่ศาลปกครองได้ตัดสินให้แถลงการณ์ร่วมเป็นโมฆะไปแล้วจึงไม่สามารถใช้อ้างอิงได้ ผมพร้อมที่จะไปต่อสู้คดีในศาลเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผม เพราะผมปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ และทำไปเพราะมีเจตนาปกป้องดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร และหวังว่าศาลจะให้ความยุติธรรม"นายนพดล กล่าว