ข่าว

เทศกาลโคโยตี้และขี้เมา

เทศกาลโคโยตี้และขี้เมา

26 เม.ย. 2556

เทศกาลโคโยตี้และขี้เมา : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล


               เทศกาลประจำปีของไทยซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวต่างประเทศ มีอยู่ด้วยกันสองเทศกาล ได้แก่ลอยกระทง และสงกรานต์ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นเทศกาลใหญ่ที่มีการจัดงานทั่วประเทศ และเป็นเทศกาลที่สนุกสนานเต็มไปด้วยสีสันและความรื่นเริง

               ลอยกระทงเป็นเทศกาลหน้าน้ำ ที่มีบรรยากาศของแม่น้ำลำคลองที่มีน้ำนองตลิ่ง พระจันทร์วันเพ็ญ และกระทงน้อยใหญ่ที่วิบไหวด้วยแสงเทียนซึ่งล่องลอยอยู่บนผืนน้ำ ทั้งยังเป็นเทศกาลที่รักษาประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีของไทยไว้ได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่าทุกวันนี้คนส่วนใหญ่จะลืมเลือนเจตนารมณ์ของเทศกาลที่คนไทยในสมัยโบราณแสดงความนอบน้อมและระลึกถึงบุญคุณของธรรมชาติ กับการขอขมาลาโทษที่ได้ล่วงเกินสายน้ำมาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา นับเป็นการอยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

               สำหรับสงกรานต์โดยแท้แล้วเป็นเทศกาลสำคัญของหมู่ชนในแถบลุ่มแม่น้ำโขง เพราะนอกจากจะเป็นวันขึ้นปีใหม่แต่เดิมแล้ว ยังเป็นเทศกาลที่แสดงถึงขนบธรรมเนียมประเพณี จริยธรรม จารีตนิยม และคตินิยม ที่เชื่อมโยงกับความเชื่อทั้งพุทธ ผี และพราหมณ์ วิถีของการรดน้ำหรือสาดน้ำ ก็เป็นไปเพื่อการขอพรหรือให้พรแก่กัน หากแต่คนในปัจจุบันได้ละเลยแก่นของประเพณีอันดีงาม และจับเอาแค่เพียงกระพี้แค่การสาดน้ำเป็นประเด็นหลัก หนำซ้ำยังดัดแปลงไปตามใจชอบของตน เช่นการใช้รถกระบะบรรทุกถังน้ำตระเวนไล่สาดคนริมถนน หรือใช้แป้ง สี หรือโคลนผสมน้ำ แทนน้ำสะอาดหรือน้ำอบน้ำปรุง ที่หนักหนาไปกว่านั้นก็คือการแต่งกายของสตรีที่ออกมาเล่นน้ำสงกรานต์ที่ไม่ใช่ผ้านุ่งผ้าถุงหรือชุดที่มิดชิด แต่เป็นกางเกงขากุดเสื้อยืด หรือเสื้อเอวลอย จึงทำให้ตกเป็นเหยื่อของการลวนลามหรือล่วงเกินทางเพศ จากพวกผู้ชายที่ดื่มสุราจนเมามาย และสิ่งเพี้ยนๆ เช่นนี้ก็แพร่ไปในหมู่นักท่องเที่ยวที่ไม่เข้าใจประเพณีและวัฒนธรรมของไทย ทำให้แต่ละปีปรากฏภาพหรือข่าวคราวที่อุจาดตาเกิดขึ้นเป็นประจำ

               การที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวนอกประเทศนั้น นอกจากการได้สัมผัสสภาพชีวิต สังคม และสถานที่ที่แปลกหูแปลกตา และความรื่นรมย์แล้ว สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวน่าจะได้เก็บเกี่ยวกลับไปด้วย ก็คือศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีอันเป็นเครื่องแสดงถึงความอารยะของผู้คนในประเทศดังกล่าว มิใช่ภาพของความดิบเถื่อนหรือการแสดงออกทางเพศซึ่งเรื่องเช่นนี้น่าจะมีการให้ความรู้ความเข้าใจแก่นักท่องเที่ยวในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ต้องเข้มงวดกับผู้ที่มีพฤติกรรมในทางทำลายวัฒนธรรม ก่อนที่สงกรานต์ของไทยจะกลายเป็นเทศกาลของโคโยตี้และขี้เมา

               จริงอยู่ที่การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้ลำดับต้นๆ แก่ประเทศ แต่เคยคิดหรือไม่ว่าจำนวนเงินที่ได้มา กับวัฒนธรรมอันดีงามที่เสียไปนั้น มันคุ้มกันหรือไม่? และการมีนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนน้อยลง แต่มีคุณภาพ และให้ความสนใจกับวัฒนธรรมของไทยอย่างจริงจัง น่าจะเกิดประโยชน์กว่าการให้ความสำคัญในเชิงปริมาณ โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ และผลเสียหายที่จะติดตามมา

               การท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องอาศัยองค์ความรู้ในหลายๆ ด้าน แต่ที่ขาดไม่ได้คือวิชาบริหารจัดการวัฒนธรรม ซึ่งในต่างประเทศเป็นคณะหรือสาขาวิชาที่ศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย เพราะการที่จะขายการท่องเที่ยวโดยไม่คำนึงถึงการรักษาวัฒนธรรม ก็ไม่ต่างอะไรกับการนำทรัพยากรมาขายกินจนเกลี้ยงเกลา หรือการขายจิตวิญญาณของชาติ และกระดูกบรรพบุรุษนั่นแหละครับ