ข่าว

'บราซิล'น่าเอาอย่าง

'บราซิล'น่าเอาอย่าง

26 เม.ย. 2556

'บราซิล'น่าเอาอย่าง : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn


            อีกไม่นานประเทศซึ่งมี จีดีพี สูงเป็นอันดับต้นๆ ของทวีปอเมริกาใต้อย่างบราซิล จะได้จัดงานใหญ่หลายงาน ทั้งโอลิมปิกและฟุตบอลโลก ถือเป็นโอกาสในการสร้างชื่อและเรียกแขก หรือ นักท่องเที่ยว นักลงทุนให้หันมาสนใจประเทศที่บางทีอาจถูกเข้าใจผิดว่ามีดีเฉพาะร้องเพลงเต้นรำหรือเตะฟุตบอล

            บราซิลมีผู้นำ คือ ประธานาธิบดี ซึ่งย้อนกลับไปในสมัยเดียวกับประเทศไทยเราเผชิญกับปัญหาผู้นำเผด็จการทหารช่วงทศวรรษที่ 1970 หรือช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา นั่นเอง โดยประธานาธิบดีคนนี้เป็นนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลยุคนั้น และถูกจับถูกทรมาน พบเห็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ถูกข่มเหงรังแกทางร่างกายและจิตใจอย่างแสนสาหัส เมื่อตัวเองได้เป็นใหญ่มีอำนาจก็ไม่ลืมความหลัง ได้ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมา มีชื่อว่า Truth Committee หรือ คณะกรรมการค้นหาความจริง

            ผมได้เห็นคลิปวิดีโอ ซึ่งทางสำนักข่าวอัลจาซีรา นำมาเผยแพร่เมื่อวันสองวันก่อนทำรวมกันสองภาค ดูแล้วมีความประทับใจ แม้โครงการ “ค้นหาความจริง” นี้ จะมีคนของรัฐในอดีตเป็นตำรวจอายุวันนี้เกือบแปดสิบปี ให้ความร่วมมือบอกจุดเชือด จุดยิง จุดนำไปเผาอย่างละเอียด เขาบอกว่า ในวันเก่าๆ เขาทำอะไรลงไปด้วยความเชื่อผิดๆ รับใช้เผด็จการ มาถึงวันนี้เขาขอรับใช้พระเจ้า (God) บ้าง จึงเสนอตัวออกมาเปิดเผยเรื่องราวความโหดร้ายทารุณในยุคนั้นอย่างละเอียดลออ

            ผมเห็นเช่นนี้จึงเกิดความคิดว่า แนวทางการดำเนินการเพื่อสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างคนสีเสื้อต่างๆ กลุ่มความคิดไม่ลงรอยกันในสังคม น่าจะลองหยิบยืมแนวทางวิธีการดังกล่าวนี้มาใช้บ้าง เพราะคนออกมาเปิดเผยไม่ต้องรับโทษใดๆ แต่อาจมีการเดินทางไปขอโทษญาติมิตรของคนที่เขาเคยสังหารหรือทรมานในอดีตเหมือนการสำนึกบาปแล้วล้างบาปประมาณนั้น

            จึงไม่อยากเห็นการตั้งคณะกรรมการหลายต่อหลายชุด เมื่อดูรายชื่อมีแต่คนอยากมีชื่อมากกว่าคนอยากทำงาน และบางทีก็ไม่ค่อยกล้าฟันธงหรือยืนยันในความถูกต้องแม่นยำของข้อมูล และมักลงเอยด้วยการปล่อยให้ปริศนาความลึกลับยังคงคาราคาซังอยู่ต่อไป ไม่เคยเปิดโปงหรือชี้ชัดลงไปว่า จุดผิดพลาด หนทางแก้ไขไม่ให้เหตุการณ์เหล่านั้นเป็นปัญหาในอนาคตจะทำกันอย่างไร

            จริงๆ ไม่เพียงแต่ “บราซิล” หรือประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ได้รับความสนใจ เพราะประเทศอย่างเกาหลีใต้ก็ดี จีนก็ดี ได้ทราบจากบทความสารคดีหลายแห่งเห็นตรงกันว่า ความเปลี่ยนแปลงในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ของเขามาถึงวันนี้ได้ เพราะการผนึกกำลังร่วมใจกันไม่มีฝักฝ่ายของคนในชาติ บริษัทใหญ่ๆ อย่างซัมซุง ฮุนได ล้วนแต่ทำอุตสาหกรรมเล็กๆ ในครัวเรือนกันมาก่อนจะเจริญเติบโตก้าวทะยานขึ้นสู่เวทีโลกในฐานะบริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์ กระทั่งส่งคนเดินทางไปดวงจันทร์ได้

            ขณะนี้ประเทศไทยเราเหลืออีกเพียงสองปีเศษในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนจะมีความสมบูรณ์อย่างเป็นทางการ มาวันนี้ เรายังคงถกเถียงกันอีกหลายเรื่อง ทั้งกฎระเบียบ ทั้งเงื่อนไข การค้าการลงทุน รวมไปถึงวัฒนธรรมความเชื่อที่แตกต่างกัน แต่ไม่ค่อยเห็นมีการใส่ใจเรื่องสำคัญที่พูดถึงมาทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่ เพราะแม้แต่ฮาร์วาร์ด หรือ สถาบันชั้นนำของโลกอีกหลายแห่ง เชื่อกันว่า มหาวิทยาลัยเหล่านี้ลึกๆ แล้วไม่ได้สอนอะไรนักศึกษา แต่สิ่งต่างๆ เป็นเรื่องความสามารถในการประยุกต์ของนักศึกษาเข้ากับชีวิตประจำวันของเขาเอง มหาวิทยาลัยเพียงให้ “ตรา หรือ แบรนด์” ซึ่งคนส่วนใหญ่เชื่อถือเป็นใบเบิกทางให้แก่ศิษย์เก่าในการประกอบอาชีพได้เอง กระทั่งผลิตคนดังอย่าง มาร์ค ซัคเคอเบิร์ก, วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นตัวอย่าง