ข่าว

จับ'หนอนบ่อนไส้'ขโมย...วัตถุโบราณ

จับ'หนอนบ่อนไส้'ขโมย...วัตถุโบราณ

26 เม.ย. 2556

จับ'หนอนบ่อนไส้' ขโมย...วัตถุโบราณ : ตะลุยข่าว โดยโต๊ะรายงานพิเศษ


              เพียงแค่ 1 วัน หลังจาก นางเสน่ห์ ประกอบทอง หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี ทราบว่าวัตถุโบราณถูกโจรกรรมหลายรายการ ชุดสืบสวนสามารถจับอดีตพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นผู้ก่อเหตุ แล้วติดตามสมบัติของชาติกลับคืนได้บางส่วน

              พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขนาดเล็ก อยู่ห่างไกลตัวเมืองและอยู่ในวัดมหาธาตุ มีนักท่องเที่ยวเข้าชมประมาณปีละ 6,000 คน ตกเป็นเป้าหมายการโจรกรรมวัตถุโบราณ เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมา หลังจากหัวหน้าพิพิธภัณฑสถานให้เจ้าหน้าที่ตรวจวัตถุโบราณ เพื่อให้ตรงตามบัญชีที่จดบันทึก และพบว่าวัตถุโบราณหายไป 52 รายการ 61 ชิ้น ประกอบด้วย เหรียญรัชกาลที่ 5 พระพิมพ์สมัยโบราณ ภาชนะเครื่องเคลือบดินเผา ถ้วยชามเขียนลาย ชุดน้ำชาลายคราม ถ้วยโบราณ และงาช้างใหญ่ 2 คู่ โดยวัตถุโบราณทั้งหมดประเมินค่าไม่ได้

              พ.ต.อ.อุกฤษ ภู่กลั่น ผกก.สภ.เมืองชัยนาท รายงานเหตุให้ พล.ต.ท.นเรศ นันทโชติ ผบช.ภ.1 และ พล.ต.ต.ภวัต พรหมมะกฤต ผบก.ภ.จว.ชัยนาท ทราบ แล้วรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.ท.ภาส บังเรือง รองผกก.สส. และ พ.ต.ท.วิวอน บุญคงมา สว.สส. พร้อมชุดสืบสวน

              ที่เกิดเหตุไม่ปรากฏร่องรอยงัดแงะ รวมถึงทราบว่ากุญแจห้องต่างๆ ของพิพิธภัณฑสถานอยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของเจ้าหน้าที่โดยไม่ได้ล็อก จึงมั่นใจว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนในอาจมีส่วนรู้เห็น

              เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑสถานถูกเรียกมาให้ปากคำ พร้อมทั้งขอความร่วมมือพิมพ์ลายนิ้วมือ เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับลายนิ้วมือแฝงภายในที่เกิดเหตุ ต่อมา นายสหวัฒน์ แน่นหนา อธิบดีกรมศิลปากร ทราบเรื่อง จึงประสานงานไปยัง พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผช.ผบ.ตร. ซึ่งมีความชำนาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ ส่งเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐานช่วยคลี่คลายคดี

              "วัตถุโบราณน่าจะถูกทยอยนำออกไปนานแล้ว เพราะครั้งสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานตรวจนับบัญชีวัตถุโบราณเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2555 แล้วเพิ่งมานับครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา เพราะว่างาช้างคู่ใหญ่ 1 คู่หายไป เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานถึงตรวจนับอีกครั้ง" พ.ต.อ.อุกฤษ กล่าว

              ด้านชุดสืบสวนตั้งข้อสังเกตว่า วัตถุโบราณไม่น่าจะถูกลักทรัพย์ภายในครั้งเดียว แต่น่าจะถูกลักหลายครั้ง แล้วทยอยนำออกไป ทำให้ชุดสืบสวนสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องหลายคน รวมถึงพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ทำงานอยู่ และอดีตพนักงานรักษาความปลอดภัยที่เพิ่งลาออกไป

              นายอมร หรือแบต กล่อมกำเนิด อายุ 27 ปี อดีตพนักงานรักษาความปลอดภัย ถูกเชิญตัวมาสอบปากคำ ซึ่งการให้ปากคำของนายอมรค่อนข้างมีพิรุธ ทำให้ชุดสืบสวนขออำนาจศาลจังหวัดชัยนาทพิจารณาหมายค้นบ้านของนายอมร จากการตรวจค้นไม่พบเบาะแสหรือข้อมูลใดๆ ตรงกันข้ามกลับพบความผิดปกติว่านายอมรมีรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ ดีแมคซ์ คันใหม่จอดอยู่ จึงสอบถามนายอมร บอกว่านำเงินของแม่ยายมาดาวน์รถยนต์ใหม่ เพื่อขายรองเท้ามือสองตามตลาดนัด

              ชุดสืบสวนยังไม่ปักใจเชื่อ จึงเชิญแม่ยาย และภรรยาของนายอมร มาสอบถาม โดยใช้วิธีแยกสอบปากคำ บุคคลทั้งสองบอกว่า ไม่เคยให้เงินนายอมรไปซื้อรถยนต์ แต่ระยะหลังนายอมรมีเงินใช้อ้างว่าขายรองเท้ามือสองได้

              จากข้อมูลทั้งหมดทำให้ชุดสืบสวนสอบปากคำนายอมร จนกระทั่งให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ก่อเหตุ โดยให้การซัดทอดว่า ร่วมกับ นายโสภณ หรือปลา วสุวัฒนเมธี อายุ 35 ปี ทำงานอยู่ในพิพิธภัณฑสถาน ตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราว ทำหน้าที่จัดสวนและเกษตร

              นายอมร รับสารภาพว่า ก่อเหตุช่วงเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ต่อเนื่องมาถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ซึ่งแผนประทุษกรรมเริ่มก่อเหตุช่วงหลังเที่ยงคืน โดยใช้น้ำหยดลงในฮาร์ดดิสก์ที่เก็บข้อมูลจากกล้องวงจรปิด หลังจากฮาร์ดดิสก์เสียก็ใช้กุญแจทยอยไขลักทรัพย์สินออกมา จากนั้นก็ค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตว่ามีร้านรับซื้อขอเก่า หรือโพสต์ว่ามีของเก่าต้องการขาย หลังจากนำวัตถุโบราณขายได้ราคาหลักพันและหลักหมื่นบาทก็นำเงินสดบางส่วนมาแบ่งให้นายโสภณ ครั้งล่าสุดงาช้างคู่ใหญ่ 1 คู่ ขายได้เงินสดกว่า 4 แสนบาท แล้วแบ่งให้นายโสภณเพียง 8 หมื่นบาท

              หลังจากนายอมรรับสารภาพ ได้นำชุดสืบสวนตรวจยึดของกลางบางส่วนที่ฝังดินไว้ในบริเวณบ้านพัก และบางส่วนนำไปไว้ในแม่น้ำ นอกจากนี้ยังให้ข้อมูลว่า งาช้างนำไปขายให้ผู้รับซื้อของเก่าคนหนึ่งภายในตลาดนัดสวนจตุจักร ภายหลังผู้รับซื้องาช้างคู่ใหญ่ทราบข่าวว่าเป็นวัตถุโบราณซึ่งเป็นสมบัติของชาติที่ถูกลักทรัพย์ออกมาจากพิพิธภัณฑสถาน จึงติดต่อชุดสืบสวนเพื่อมอบวัตถุโบราณกลับคืนให้พิพิธภัณฑสถาน

........

(หมายเหตุ : จับ'หนอนบ่อนไส้' ขโมย...วัตถุโบราณ : ตะลุยข่าว โดยโต๊ะรายงานพิเศษ)