ข่าว

ดึง'ทูตเออีซี'ถกค่าแรงขั้นต่ำ300บาท

ดึง'ทูตเออีซี'ถกค่าแรงขั้นต่ำ300บาท

25 เม.ย. 2556

องค์กรแรงงานภาครัฐและเอกชน เร่งวางยุทธศาสตร์รับมือแรงงานต่างด้าวที่จะทะลักเข้าไทย หลังประกาศใช้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ดึงทูตเออีซีร่วมแจ่ม


              25เม.ย.2556 ในการเสวนาระดมสมองเรื่องยุทธศาสตร์ด้านแรงงานในไทย ภายใต้แรงกระตุ้น 300 บาท ซึ่งกระทรวงแรงงานร่วมกับบริษัทซิลเวอร์แอนด์โกลด์แมนเนจเม้นต์ จำกัดจัดขึ้นที่ โรงแรมเจ ดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ  เมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา  โดยมีนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธาน ในการอภิปรายได้เน้นประเด็นเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายของแรงงานข้ามชาติ  ซึ่งถือเป็นแรงงานที่สำคัญในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมของไทย  โดยผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง  ได้แก่  เอกอัครราชทูตกัมพูชา เอกอัครราชทูตเวียดนาม และเลขานุการทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำประเทศไทย   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม  กอ.รมน.  สื่อมวลชน และองค์การเอกชนที่เกี่ยวข้อง  โดยที่ประชุมได้แสดงความกังวลเรื่องปัญหานายหน้า ที่มีบทบาทนำพาแรงงานข้ามชาติเข้ามา ตลอดจนขั้นตอนทางกฎหมายต่างๆ ซึ่งแรงงานต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสูง 

              นางยูออย (Mrs You Ay) เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย  กล่าวว่า นโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เป็นแรงจูงใจที่ทำให้แรงงานต่างด้าวอยากเข้ามาทำงานในเมืองไทย  ทั้งโดยถูกต้องและลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย  ซึ่งตนเห็นด้วยกับการทำให้แรงงานที่ผิดกฎหมายอยู่ในขณะนี้เข้ามาอยู่ในระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมายปัจจุบันมีการประมาณการว่า แรงงานกัมพูชาไร้ฝีมือที่เข้ามาทำงานในเมืองไทย ทั้งที่ถูกและผิดกฎหมายมีจำนวนประมาณ 450,000-500,000 คน ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าแรงงานต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ในการเดินทางเข้ามาในเมืองไทย  เช่น  ในขั้นตอนการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว  ทำให้แรงงานที่เข้าเลือกที่จะหลีกเลี่ยง  เพราะไม่อยากเสียเงินให้กับรัฐบาล  หากสามารถยกเว้นหรืลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ ก็น่าจะช่วยให้แรงงานต่างด้าวยอมมาขึ้นทะเบียนกันมากขึ้น

              ปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่พบคือการออกหนังสือเดินทางให้แรงงานต่างด้าว  ซึ่งการประสานกับทางฝ่ายไทยมีขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน  เกรงว่าจะไม่สามารถรองรับแรงงานจำนวนมากที่จะหลั่งไหลเข้ามาในอนาคต  จึงอยากเสนอให้มีการปรับลดขั้นตอนให้สะดวกและง่ายขึ้น

              นางยูออยยังเสนอให้จัดตั้งศูนย์ให้บริการแรงงานต่างด้าว ตามแนวชายแดนเพื่อฝึกอบรมความรู้พื้นฐานให้กับแรงงาน ในเรื่องของวัฒนธรรมไทย กฎหมายแรงงานที่จำเป็น ตลอดจนฝึกทักษะแรงงานที่ตรงกับความต้องการของตลาด  ตลอดจนช่วยประสานงานกับหน่วยงานด้านแรงงานในระดับจังหวัดอีกด้วย 

              นายสมใจ  อินทปทา  (MrSomchayInthapatha) เลขานุการทูตด้านเศรษฐกิจ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประจำประเทศไทย  กล่าวสนับสนุนแนวความคิดของเอกอัครราชทูตกัมพูชา ในเรื่องการจัดตั้งศูนย์บริการแรงงานต่างด้าวบริเวณชายแดน  เพื่อจะได้รวบรวมข้อมูลตามสถานการณ์ที่เป็นจริง  และหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม

              นายสมใจให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีแรงงานลาวเข้ามาในเมืองไทยประมาณ 200,000 คน โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลประกาศนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ก็ยิ่งเป็นแรงจูงใจให้คนลาวอยากเข้ามาทำงานในไทยกันมากขึ้น  ปัญหาคือแรงงานที่เข้ามามักมีอายุน้อยกว่าเกณฑ์ คือ ประมาณ 12-18 ปี  โดยส่วนใหญ่จะมาทำการเกษตร หรือเป็นแม่บ้าน  ซึ่งเป็นงานที่แรงงานไทยไม่นิยมทำ  แรงงานลาวที่เดินทางเข้ามาในไทยเหล่านี้ จะมีนายหน้าคนไทยไปติดต่อมา  โดยนายหน้าจะได้ส่วนแบ่งจากแรงงาน   จากข้อมูลที่ได้รับรายงาน พบว่าแรงงานจะได้รับค่าจ้างจากนายจ้างไทย 7,000 บาท  แต่ต้องหักเงิน 1,000 บาทให้กับนายหน้า   ซึ่งตนอยากให้มีมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม  เพื่อความเป็นธรรมกับแรงงาน

              ด้านนายโง ดึ๊ก ถัง (Mr Ngo DucThang) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเวียดนามประจำประเทศไทย กล่าวว่าในส่วนของประเทศเวียดนามกับรัฐบาลไทย ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำ MOU ซึ่งกำลังรอความคิดเห็นจากกระทรวงแรงงานอยู่ ตนอยากขอร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งรัดในเรื่องดังกล่าว   ให้ช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือจากเวียดนามให้ทันกับสถานการณ์

              ในเรื่องการผลักดันแรงงานต่างด้าวซึ่งเข้าเมืองผิดกฎหมายให้เข้ามาอยู่ในระบบนั้น  นายโง ดึ๊ก ถัง กล่าวว่าปัญหาสำคัญคือ มีแรงจูงใจไม่พอที่จะทำให้แรงงานผิดกฎหมายเหล่านั้นยอมมารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่และขึ้นทะเบียน   อาจเป็นเพราะมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป หรือ ต้องจ่ายเงินซ้ำแล้วซ้ำอีก   ทำให้แรงงานไม่สามารถแบกรับได้  

              นายหทัย อู่ไทย  รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม  (สศอ)  ให้ข้อมูลว่า นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ทำให้ต้นทุนรวมแรงงานในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น  โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบสูงสุดได้แก่อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม รองลงมาคือ อุตสาหกรรมอาหาร อิเลคทรอนิกส์  แก้วเซรามิคและซีเมนต์ และอุตสาหกรรมการพิมพ์ 

              เมื่อมีต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้น  สิ่งที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้เข้าไปดำเนินการ คือการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยปรับปรุงกระบวนการผลิต  รื้อระบบการผลิตใหม่  ให้มีการพัฒนาอย่างครบวงจร เพื่อเพิ่มทักษะฝีมือแรงงานให้เทียบเท่าแรงงานที่มีฝีมือในระดับโลก  เพื่อให้เป็นมาตรฐานที่ดีของอาเซียนร่วมกัน    ซึ่งยุโรปก็ใช้เวลาถึง 40-50 ปี   แต่เชื่อว่าอาเซียนน่าจะมีทางที่จะเรียนลัดได้ 

              “เมื่อเราเลี่ยงมาตรการค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทไม่พ้น   สิ่งที่ต้องทำวันนี้คือยุทธศาสตร์แรงงาน  โดยดูทั้ง demand และ supply  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุตสาหกรรมอาหาร ปิโตรเคมี ไบโอดีเซล  ไฟฟ้า และอิเลคโทรนิกส์  รวมถึงมองไปอีก 10-20 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นเรื่องของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เครื่องมือแพทย์ เครื่องสำอาง  และอุตสาหกรรมอากาศยาน เป็นต้น”

              นายอังสุรัสมิ์ อารีกุล  นายกสมาคมอุตสาหกรรมการก่อสร้างไทยฯ   กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง แบ่งเป็นสองส่วน คือส่วนที่เกิดก่อนหน้านี้  ซึ่งเป็นช่วงที่ประกาศใช้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทล่วงหน้าใน 7 จังหวัด  ทำให้จังหวัดอื่นที่ยังใช้อัตราค่าจ้างเดิมเกิดปัญหาอย่างมาก  นอกจากนั้นในโครงการก่อสร้างของภาครัฐ  บริษัทที่เซ็นต์สัญญาไว้ก่อนบังคับใช้ค่าแรง 300 บาท ก็ต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น  

              ผลกระทบอีกส่วน คือส่วนที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ไป  ซึ่งแรงงานก่อสร้างไม่เหมือนอุตสาหกรรมโรงงาน ที่อยู่กับที่ในห้องแอร์  แต่แรงงานก่อสร้างอยู่กลางแจ้ง เปิดโล่ง ต้องเผชิญกับฝนตกแดดออก  ซึ่งโอกาสที่จะเอาเครื่องจักรมาแทนก็มีน้อย  ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องใช้แรงงานคน ฝีมือคนดังนั้นสิ่งที่ต้องการคือ อยากให้ภาครัฐมาช่วยฝึกอบรมเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานในอนาคต

              “ในส่วนของแรงงานต่างด้าว  จะมีปัญหาในโครงการก่อสร้างที่ต้องย้ายไซต์งานข้ามจังหวัดไปเรื่อยๆ เช่นในการทำถนน ซึ่งแค่ย้ายจังหวัดก็มีขั้นตอนเพิ่มขึ้น  ถ้าเป็นไปได้อยากให้รัฐช่วยอำนวยความสะดวก เพื่อผลักดันให้การก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ภาครัฐอยากเห็น  ให้ดำเนินไปได้ด้วยดี”

              นายสุภาพชาย บุตรจันทร์ บรรณาธิการข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง 7  กล่าวว่า ปัญหาหนึ่งที่ได้พบทั้งก่อนและหลังประกาศนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท  คือ ขบวนการค้าแรงงาน ซึ่งมีข่าวว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย   หากจัดการกับปัญหานี้ได้  เรื่องของผลกระทบจากค่าแรง 300 บาท ก็จะแก้ได้ง่ายขึ้น

              “ข้อเสนอเรื่องตั้งศุนย์บริการแรงงานตามแนวชายแดนก็น่าสนใจ  แต่ในความเป็นจริงขบวนการแรงงานเถื่อนไม่ผ่านศูนย์  แต่ผ่านช่องทางพิเศษ  ซึ่งตรงนี้สร้างปัญหาให้เกิดขึ้นตลอดเวลา  ผมเองก็ทำเกษตรปลูกองุ่นที่เขาใหญ่  ซึ่งจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างชาติเหมือนกัน  ก่อนขึ้นค่าแรง300 บาท  เราหาแรงงานได้ไม่ลำบากเลย  แต่หลังประกาศใช้นโยบายนี้  ก็หาแรงงานไม่ได้  ถ้าจะมา ต้องมีนายหน้าพามา  สมมติเราจ่าย 300 บาท  ให้กับแรงงาน เขาจะได้ 150 อีก 150 ให้กับคนที่พามา   ฉะนั้นการจะแก้ปัญหาให้ได้ ต้องจัดการกับขบวนการค้าแรงงานเถื่อนก่อน”

              ด้านนายจักรกฤษณ์ สุวรรณสาร บริษัทซิลเวอร์ แอนด์ โกลด์ แมนเนจเมนท์ ซึ่งมีประสบการณ์การจัดส่งคนงานไทยไปทำงานต่างประเทศและเพิ่งหันมาเปิดบริการด้านการนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมของไทยว่า สิ่งที่อยากเห็นคือ แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านทั้งลาว กัมพูชา พม่า เดินทางเข้ามาทำงานอย่างถูกต้อง ปลอดภัย ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางเข้ามา ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในประเทศต้นทางมีอัตราที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ โดยอัตรานี้จะบวกเพิ่มในส่วนของค่าบริหารจัดการ 1,000-2,000 บาท อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ บริษัทก็พยายามเสนอกับสถานประกอบการ ว่าให้นายจ้างมีส่วนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายร่วมกับแรงงาน เพื่อที่แรงงานจะไม่เสียค่าใช้จ่ายที่สูงมากนัก  และจะเป็นแรงจูงใจให้คนงานอยากที่จะทำงานให้กับนายจ้างต่อไป

              นายจักรกฤษณ์ กล่าวอีกว่าจากประสบการณ์แล้ว แรงงานจะหนีไปทำงานกับนายจ้างใหม่ โดยไม่สนใจว่าจะมีสถานะกลายเป็นแรงงานผิดกฏหมาย ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่แรงงานถูกหักค่าใช้จ่ายในอัตราที่สูง  เมื่อได้รับการชักชวนโดยให้ค่าจ้างที่สูงกว่าที่ได้รับอยู่  จึงตัดสินใจเปลี่ยนงาน เพื่อให้ได้เงินคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่เสียไป

              “เราพร้อมที่จะเปลี่ยนตัวแรงงาน หากพบว่าแรงงานที่นำเข้ามาไม่สามารถทำงานได้ ก็จะมีการนำแรงงานใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน ซึ่งถือเป็นการการันตีที่สถานประกอบการจะไม่เกิดความเสียหายจากการขาดคนงาน” นายจักรกฤษณ์กล่าว