ข่าว

'มาร์ค'ชี้ปลดผู้ว่าการธปท.เรื่องใหญ่

'มาร์ค'ชี้ปลดผู้ว่าการธปท.เรื่องใหญ่

25 เม.ย. 2556

'อภิสิทธิ์'ชี้ปลด'ผู้ว่าการธปท.'เรื่องใหญ่ แนะพูดคุยภายใน ลั่น'ปชป.'ใช้สิทธิตามกม.ฟ้อง'ดีเอสไอ'ไม่ก่อม็อบขู่'ธาริต' ค้านแนวคิด'คอนธ.'

               25 เม.ย.56 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีรองปลัดกระทรวงการคลังเสนอให้มีการปลดผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หากปล่อยให้การบริหารเศรษฐกิจไปสู่ภาวะซึ่งลดความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง และเป็นการลดความน่าเชื่อถือโดยฝ่ายรัฐบาลเอง ซึ่งไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น ตนเคยย้ำว่า เรื่องแบบนี้ต้องคุยกันภายในให้เรียบร้อย และปรับความคิด ความเข้าใจ และการประเมินเศรษฐกิจให้ตรงกัน ซึ่งจะเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ที่สุด ทั้งนี้ดูแล้วเห็นว่าเรื่องการลดดอกเบี้ยถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้ง เพราะโดยลำพังดอกเบี้ยตัวเดียวไม่สามารถแก้ทุกปัญหาได้ จึงต้องคุยกันว่าจะใช้เครื่องมือหรือนโยบายใดทำอะไรซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ

                เมื่อถามว่า การที่มีแรงกดดันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้การบริหารของธนาคารแห่งประเทศไทยขาดความเป็นอิสระหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยู่ที่ตัวธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งตนยังเชื่อว่าทั้งกรรมการและผู้ว่าการ ธปท. ต้องทำหน้าที่ตรงไปตรงมาและรักษาความเป็นอิสระเพื่อให้เกิดความมั่นใจเรื่องวินัยทางการเงินการคลัง ซึ่งหากข้อมูลใดที่กระทรวงการคลัง หรือ รมว.คลัง ประเมินไม่ตรงกับธนาคารแห่งประเทศไทยก็ควรแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน ให้ได้ข้อยุติจะดีที่สุด เพราะหากธนาคารแห่งประเทศไทยคิดว่าเครื่องมือที่เขาจะใช้เรื่องการดูแลเงินกู้คือ เรื่องดอกเบี้ย หากรัฐบาลอยากเอาดอกเบี้ยไปทำอย่างอื่นก็ต้องแก้ปัญหาเงินเฟ้อในส่วนรัฐบาล เช่น ไม่กู้เงิน ไม่ขาดดุลมากเท่าที่เป็นอยู่ หากรัฐบาลยอมก็คุยกันได้ แต่หากบอกว่าเครื่องมือที่เขาใช้ทำหน้าที่หลักนั้นไม่ให้ใช้ และไม่มีอะไรมาทดแทนเขาก็ละเว้นหน้าที่เขาไม่ได้

                ต่อข้อถามที่ว่า มีการหยิบเงื่อนไขทางกฎหมายว่ามีความเสียหายร้ายแรงแล้ว สมควรปลดผู้ว่าการ ธปท. นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องแจกแจงออกมา เพราะกำลังพูดถึงอัตราเงินกู้ดอกเบี้ยนโยบายที่ต่างกัน 25 สตางค์ ซึ่งยังไม่รู้ว่าหากเปลี่ยนแปลงจริงจะส่งผลไปสู่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เงินฝากในระบบมากน้อยแค่ไหน แต่หากพูดถึงความเสียหายเรื่องการแทรกแซงค่าเงินก็ต้องไปดูอีกว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

                “ผมอยากให้พูดคุยเป็นการภายในและหาข้อยุติที่ทำให้การบริหารเศรษฐกิจราบรื่น ไม่ควรไปสร้างปมปัญหาการบริหาร ระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้นมา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

               


 

ลั่น"ปชป."ใช้สิทธิตามกม. ฟ้อง"ดีเอสไอ"ไม่ก่อม็อบขู่"ธาริต"

 

                นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคารพกฎหมาย ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีอะไรที่ไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม เพราะ สส.พรรค ไปรับทราบข้อกล่าวหาแล้วจำนวนหนึ่งในคดีเงินบริจาคพรรค และอีกส่วนที่เหลือทางดีเอสไอเป็นฝ่ายขอเลื่อน ซึ่งหากตนและพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคารพกระบวนการยุติธรรมก็จะใช้วิธีเอาม็อบไปขู่ แบล็คเมล์อธิบดีหรือภรรยา ที่เป็นการไม่เล่นตามกติกา แต่พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า ดีเอสไอทำผิดกฎหมายก็ใช้สิทธิตามกฎหมาย ส่วนที่มีการชื่นชมนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดงนั้น ตนก็อยากถามว่า ตกลงการฟ้องร้องไม่ควรทำ แต่หากใช้วิธีข่มขู่ แบล็คเมล์ เป็นวิธีที่ยอมรับได้มากกว่าอย่างนั้นหรือ

                "การฟ้องร้องพนักงานสอบสวนไม่ใช่การสร้างบรรทัดฐานใหม่ แต่เป็นสิทธิของประชาชนอยู่แล้ว ถ้าเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมปฏิบัติในลักษณะกลั่นแกล้ง ไม่อำนวยความยุติธรรม ก็มีสิทธิพึ่งกระบวนการยุติธรรมให้ตัดสินถูกผิด ตนเห็นว่า พนักงานสอบสวนต้องระมัดระวังว่าปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่เป็นเครื่องมือของใคร" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

 

ค้านแนวคิด"คอนธ."แก้ไขโครงสร้าง"ศาลรธน."ระบุถอยหลัง

 

                นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีข้อเสนอของ นายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอนธ.) ที่มีความเห็นให้แก้ไขโครงสร้างของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ว่า แนวคิดของ คอนธ.ที่ตนติดตามมาเป็นแนวคิดในยุคก่อนปี 2540 ส่วนใหญ่จะย้อนยึดโยงไปในปี 2517-2518 ซึ่งขณะนั้นมีความเชื่อว่า สภาที่มาจากการเลือกตั้ง มีอำนาจตัดสินทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งเหตุผลที่ปี 2540 มีการยกเครื่องปฏิรูปการเมืองกันยกใหญ่ก็เพราะเห็นแล้วว่าระบบนั้นไปไม่ได้ จึงเกิดแนวคิดเรื่ององค์กรอิสระขึ้นมา แต่แนวคิดนายอุกฤษกลับพยายามถอยหลังย้อนไปปี 40 ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวคิดของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการรวบอำนาจให้อยู่ที่ฝ่ายบริหารทั้งหมด เพราะฝ่ายบริหารคุมอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติอยู่แล้ว ซึ่งการตัดทอนอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญก็จะทำให้เสียงข้างมากสามารถชี้ได้ ว่าอะไรถูกรัฐธรรมนูญ อะไรชอบด้วยกฎหมาย ขาดการตรวจสอบการถ่วงดุลในเชิงอำนาจ ซึ่งจะเป็นอันตราย เพราะจะไม่ให้มีศาลรัฐธรรมนูญ หรือถ้ามีก็ไม่ให้มายุ่งเรื่องการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนศาลปกครองเป็นศาลเดี่ยวเหมือนเดิม และขั้นต่อไปผู้พิพากษาศาลยุติธรรมนั้นต้องผ่านกระบวนการความเห็นชอบของฝ่ายสภาด้วย ทำให้มีการรวบอำนาจไปอยู่ฝ่ายเดียวและขัดกับหลักประชาธิปไตย

                 ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทยเตรียมเปิดเวทีคล้ายกับเวทีผ่าความจริงของพรรคประชาธิปัตย์ จะทำให้เกิดความคิดที่ขัดแย้งมากขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเอาความคิดเห็นตัวเองไปเผยแพร่ แต่ขอให้อิงอยู่กับข้อเท็จจริง และควรจะเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน ส่วนกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี จะมีการเดินสายทำความเข้าใจ พรบ.ปรองดองนั้น เท่าที่ตนติดตาม พรบ.ปรองดองของ ร.ต.อ.เฉลิม ยังคงเป็นกฎหมายที่ขัดกับหลักนิติรัฐ ที่พยายามลบล้างคำพิพากษา และนิรโทษกรรมความผิดต่อชีวิตทรัพย์สินของคน ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะสร้างความขัดแย้งมากขึ้น ซึ่งสวนทางกับนโยบายของรัฐบาลที่พยายามบอกว่าจะทำให้เกิดความปรองดอง

               
 

 

หนุนแนวคิดปฏิรูปพรรคแต่ต้องพูดกันภายในพรรค

 

                นายอภิสิทธิ์  กล่าวถึงกรณีแนวคิดการปฏิรูปพรรคว่า การปรับปรุงการทำงานของพรรคทำมาโดยตลอด แต่ละคนก็มีความคิดเห็นที่ตรงและไม่ตรงกันบ้าง กรรมการบริหารพรรคก็ต้องเปิดกว้างรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย เพียงแต่หลายคนที่ทำงานนี้ไม่ได้เอาเรื่องภายในมาพูดผ่านสื่อ ส่วนข้อเสนอของนายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ภาคกลาง ก็ยังไม่มีการเสนอขึ้นมา ซึ่งตนก็ได้คุยกับเจ้าตัวก็ยังไม่มีรูปธรรม ส่วนเรื่องการคัดเลือกผู้สมัครนั้นก็เป็นแนวคิดที่พูดกันมาหลายเดือนแล้ว และตนก็เป็นคนมอบหมาย และให้โจทย์ไป ว่าต้องเริ่มต้นอย่างไรบ้าง

                เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวของนายอลงกรณ์ จะสร้างความสับสนให้กับสังคมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สังคมคงรับรู้ได้ว่า ทุกองค์กร รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องประเมิน ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว เพียงแต่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ก็เตือนให้ระมัดระวังว่าเรื่องภายในหากสื่อสารออกไปข้างนอกแล้วเกิดเข้าใจผิด และถูกหยิบฉวยไปใช้ประโยชน์โดยฝ่ายอื่นๆ ก็จะเกิดความสับสน ซึ่งนายอลงกรณ์ก็ยืนยันว่า ระมัดระวังไม่ให้มีความสับสน ส่วนที่บอกว่า คนในพรรคส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวคิดปฏิรูปพรรคนั้น ยังไม่มีเพราะการนำเสนอยังไม่ได้ออกไปในวงกว้าง และนายอลงกรณ์ก็ยังขอเวลาในการนำเสนออยู่ ซึ่งก็ต้องทำต่อไป อย่างไรก็ตามสมาชิกพรรคก็ต้องไม่เสียสมาธิในการปฏิบัติหน้าที่ฐานะฝ่ายค้าน เพราะยังมีภารกิจที่สำคัญในการตรวจสอบรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลกำลังเดินหน้ารุกคืบ เปลี่ยนระบบไปสู่การรวบอำนาจผ่านการแก้รัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายนิรโทษกรรม และการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ในฐานะฝ่ายค้านที่จะต้องทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เพราะเป็นภารกิจหลัก ส่วนการเตรียมการก็เป็นเรื่องภายในเพราะไม่มีใครอยากแพ้เลือกตั้ง

                “เป็นเรื่องธรรมดาที่พรรคมีจุดอ่อนหรือข้อจำกัด แต่สิ่งที่ต้องไม่ละทิ้งคือหลักการอุดมการณ์ หากต้องละทิ้งอุดมการณ์เพื่อชนะการเลือกตั้ง ผมว่า คนเกือบทั้งหมดของพรรคจะไม่เอาด้วย แต่หากเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการ รูปแบบวิธีการก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ “นายอภิสิทธิ์ กล่าว

                นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ต้องเห็นใจนายอลงกรณ์ ที่มีความรับผิดชอบสูงเป็นพิเศษเพราะเป็นรองหัวหน้าพรรคภาคกลาง ซึ่งในพรรคก็มีการวิเคราะห์โดยตลอดว่าหากจะชนะการเลือกตั้ง ต้องเพิ่ม สส.ในภาคกลางให้มากที่สุด ส่วนคำพูดที่บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ยึดโยงกับประชาชนนั้น ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์อยู่กับระบบการเลือกตั้งมา 67 ปีแล้ว ซึ่งตั้งแต่ตนมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคก็มียุทธศาสตร์สำคัญคือการทำงานใกล้ชิดกับภาคประชาชนมากขึ้น ซึ่งพรรคก็ต้องทำงานอยู่กับประโยชน์ประชาชน และต้องเชื่อมโยงกับประชาชน แต่บางคนอาจจะหงุดหงิดกับพรรคประชาธิปัตย์ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่อิงกับความเห็นของกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด บางครั้งก็เป็นความเห็นที่แตกต่าง แต่ก็เป็นระบบประชาธิปไตย