
'อุกฤษ'ปัดเอี่ยว'เสื้อแดง'ล้มศาล
'อุกฤษ' ยันไม่เกี่ยวขบวนการเสื้อแดงล้มศาล แนะตุลาการศาลรธน. ทบทวนบทบาท ด้าน 'นักวิชาการ-สสร.40' หนุนแนวคิด ปรับปรุง 'ศาลรธน.'
25 เม.ย. 56 นายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ให้สัมภาษณ์ย้ำถึงข้อเสนอในการปรับปรุงศาลรัฐธรรมนูญ ว่า สิ่งที่ได้เสนอไปนั้น เป็นผลจากการศึกษาส่วนหนึ่งของแนวคิดที่จะมีการนำเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับต่อสังคม โดยเป็นแนวความคิดที่อยู่ในใจตนมานานแล้ว และผ่านการประชุมของ คอ.นธ.ทั้งคณะ ส่วนจังหวะที่นำเสนอนั้นยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเป้าหมายของคนเสื้อแดงบางกลุ่มที่ต้องการถอดถอนคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและมีการชุมนุมที่บริเวณหน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญอยู่ตอนนี้ แต่ยอมรับว่าความคิดอาจจะมีความใกล้เคียงกันได้ เพราะปัจจุบันการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญเกิดปัญหาเพราะได้ตีความขยายอำนาจ จากที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
"ผมมองว่าเมื่อขณะนี้มีความขัดแย้งระหว่างศาลรัฐธรรมนูญ และกลุ่มคนเสื้อแดง ผมในฐานะผู้ใหญ่ที่ไม่อยากให้เห็นการก่อเหตุที่บานปลาย จนสร้างความเสียหายกับประเทศ จึงมีความปรารถนาดีเป็นคนกลาง หรือ เป็นกรรมการเพื่อเตือนสติให้แต่ละฝ่ายได้พึงกระทำตามสิทธิที่กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญให้ไว้ โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเองต้องทบทวนบทบาทของตนเองให้ดี อย่าทำอะไรที่สร้างอันตราย เพราะประชาชนไม่ใช่วัว ไม่ใช่ควาย เขามีมันสมองที่เมื่อวันหนึ่งทนไม่ไหวก็อาจจะใช้กำลังได้ ขณะที่คนที่ชุมนุมไล่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญขณะนี้ ควรเคารพกติกา อย่าใช้ความรุนแรง"
'ปริญญา' หนุนเขียนกรอบอำนาจศาลให้ชัด แนะแก้ม.68 ถือความเห็นร่วม-สงวนความเห็นต่าง
ขณะที่นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงข้อเสนอของ คอ.นธ. ว่าหากจะทำให้เป็นจริง คือต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีการเขียนให้ชัดเจนว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่อะไรบ้าง ส่วนจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่คอ.นธ.เสนอให้มี 15 คนจากปัจจุบันที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มี 9 คน ตนมองว่าไม่ใช่ส่วนสำคัญ เพราะอย่างในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา มีตุลาการศาลสูง เพียง 9 คนทำหน้าที่ แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ การกำหนดอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน และเมื่อขณะนี้พบปัญหาว่าศาลรัฐธรรมนูญ ตีความเกินอำนาจของตนเอง เช่น ในมาตรา 68 ว่าด้วยการรับเรื่องที่ส่อเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ควรมีการแก้ไขให้เกิดความชัดเจน
นายปริญญา กล่าวเสนอถึงกระบวนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ที่คณะกรรมาธิการฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาว่า เมื่อมีการเชิญบุคคลที่เห็นต่าง 2 ฝ่ายเกี่ยวกับการแก้บทบัญญัติในมาตราดังกล่าวมาคุยกัน ควรหารือในจุดที่เห็นร่วมกันได้ อย่าเอาเฉพาะส่วนที่เห็นต่างกันมาถกกัน เพราะจะไม่ได้ข้อสรุปที่ยุติ เช่น เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายเห็นว่าปัญหาอยู่ที่ กรอบระยะเวลาทำงานของอัยการสูงสุด ที่ไม่ชัดเจน ก็ควรกำหนดกรอบเวลาให้ชัด ว่า เมื่ออัยการสูงสุดรับเรื่องต้องใช้เวลากลั่นกรองภายใน 60 วัน หรือ 90 วัน จากนั้นให้ทำความเห็นส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาในขั้นตอนสุดท้าย
"ข้อเสนอดังกล่าวที่ออกมา อาจเพราะเกิดปัญหาที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพิ่มอำนาจให้ตนเอง ในครั้งที่วินิจฉัยเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 และวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องมาตั้งแต่แรก ดังนั้นทางที่จะแก้ปัญหาได้ คือ ศาลรัฐธรรมนูญต้องแก้ไข และพิจารณาตามอำนาจที่ให้ไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่วนกรณีที่มีการชุมนุมกดดันศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญปฏิบัติหน้าที่ที่ถูกต้อง แม้จะเป็นสิทธิ์ของประชาชนที่ทำได้ แต่ไม่พึงกระทำในลักษณะกดดัน"
'อดีต ส.ส.ร.40' แนะตัดม.68 เหี้ยน พร้อมให้อำนาจตำรวจ พิจารณาพฤติกรรมล้มการปค.แทน
ทางด้านนายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. ปี 40 กล่าวว่า ข้อเสนอของ คอ.นธ. ถือเป็นหลักการที่ตรงกับเจตนารมย์ที่ให้กำเนิดศาลรัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญ 2540 คือ ตั้งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยตรวจสอบพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.), ร่าง พ.ร.บ., ว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สิน, อำนาจพิจารณายุบพรรคการเมือง ที่ระบุไว้ในกฎหมายที่ว่าด้วยพรรคการเมือง แต่สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหา คือ ในการรับเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไว้พิจารณาตามมาตรา 68 หรือให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาในสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ
"ส่วนตัวผมมองว่ามาตรา 68 นั้นควรตัดออกจากรัฐธรรมนูญ เพื่อตัดปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่เกิดจากตัวบทมาตรา 68 ว่าด้วยการให้อำนาจหน่วยงาน และ ตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เมื่อมีบุคคลพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ควรปล่อยให้ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการ เพราะพฤติกรรมล้มล้างการปกครอง ถือว่าเป็นการก่อกบฎ และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาความอาญาเป็นผู้ดำเนินการแทน"



